เมื่อ PR ใช้ “ความกลัว” เรียก Attention แต่สิ่งที่แบรนด์อาจเสียไปคือ Trust

The Key Message

  • “Doom Trolling” คือการสื่อสารที่ขยายภาพความรุนแรงหรือความน่ากลัวของเทคโนโลยี จนความเสี่ยงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสนใจ
  • ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ห้ามพูดถึงความเสี่ยง” แต่อยู่ที่เมื่อผู้รับสารเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือคำเตือนที่จริงใจ และอะไรคือการสร้างกระแส
  • Attention อาจเพิ่มขึ้นจากความกลัว แต่ Trust ไม่ได้เติบโตด้วยกลไกเดียวกัน
  • สำหรับนักสื่อสาร บทเรียนสำคัญคือ อย่าใช้ความวิตกกังวลของผู้คนเป็นทางลัดในการทำให้แบรนด์ดูสำคัญ
  • การสื่อสารที่น่าเชื่อถือควรแยกให้ชัดระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว” “ความเสี่ยงที่มีหลักฐานรองรับ” และ “สิ่งที่ยังเป็นการคาดการณ์”

เมื่อแบรนด์บอกว่าสินค้าของตัวเองอาจอันตรายต่อโลก นั่นคือคำเตือน หรือการตลาด?

ลองจินตนาการว่าบริษัทแห่งหนึ่งเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ พร้อมบอกเราว่า มันอาจเปลี่ยนโลก มันอาจแย่งงานของผู้คนนับล้าน มันอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และในกรณีเลวร้ายที่สุด มันอาจกลายเป็นภัยต่อมนุษยชาติ

คำถามคือ เมื่อได้ยินครั้งแรก เราอาจรู้สึกกังวล แต่ถ้าได้ยินครั้งที่ 10 ครั้งที่ 50 หรือครั้งที่ 100 เรายังจะเชื่ออยู่หรือไม่? นี่คือ “Doom Trolling” ซึ่งใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่บริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม AI พูดถึงความน่ากลัวและผลกระทบระดับมหาศาลของเทคโนโลยีที่ตัวเองกำลังพัฒนา จนเส้นแบ่งระหว่าง “การเตือนถึงความเสี่ยง” กับ “การสร้างความตื่นเต้นให้ผลิตภัณฑ์” เริ่มพร่ามัว

และนี่ไม่ใช่เพียงประเด็นของอุตสาหกรรม AI แต่มันกำลังตั้งคำถามพื้นฐานต่อวิชาชีพประชาสัมพันธ์ว่า เรากำลังสื่อสารเพื่อให้คนเข้าใจ หรือกำลังทำทุกอย่างเพื่อให้คนหันมามอง?

Doom Trolling

Doom Trolling เมื่อ “ความน่ากลัว” กลายเป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีทรงพลัง

แนวคิด Doom Trolling ถูกนำมาใช้อธิบายรูปแบบการสื่อสารที่ดูย้อนแย้งอย่างน่าสนใจ ปกติการตลาดพยายามบอกว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราดีแค่ไหน” แต่ Doom Trolling กลับใช้ตรรกะอีกแบบว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราทรงพลังเสียจนคุณควรกลัวมัน”

ถ้า AI สามารถแทนที่งานจำนวนมหาศาลได้ ก็แสดงว่า AI ต้องเก่งมาก ถ้า AI สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้ บริษัทที่กำลังสร้างมันย่อมต้องมีความสำคัญมาก และถ้า AI ถึงขั้นถูกพูดถึงว่าอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ เทคโนโลยีนั้นยิ่งดูยิ่งใหญ่จนยากจะมองข้าม นี่คือสิ่งที่ทำให้ Doom Trolling มีพลังในระบบสื่อ เพราะ “ความเสี่ยงระดับหายนะ” สร้างพาดหัวได้ง่ายกว่าคำอธิบายธรรมดาว่าเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร

แต่สิ่งที่ได้มาคือ Attention สิ่งที่อาจเสียไปคือ Trust

เมื่อทุกอย่างถูกขยายให้ใหญ่ วันหนึ่งเรื่องใหญ่จริงก็อาจไม่มีใครเชื่อ

ยกตัวอย่างกรณีของ Jacob Coxon ซึ่งลาออกจาก Anthropic หลังเคยทำงานทั้งที่ OpenAI และ Anthropic และออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อทิศทางการพัฒนา AI พร้อมยืนยันว่าคำเตือนของเขาไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตัดสินว่าคำเตือนของ Coxon จริงหรือไม่

แต่คือคำถามว่า ทำไมคนบางส่วนจึงเริ่มสงสัยแม้กระทั่งคำเตือนที่อาจจริงใจ? นี่คือผลข้างเคียงที่อันตรายของการสื่อสารแบบ Doom Trolling เมื่ออุตสาหกรรมใช้ภาษารุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก ผู้รับสารอาจเรียนรู้ที่จะ “หักส่วนลดความน่าเชื่อถือ” ของข้อความเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ เหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ดังบ่อยเกินไป ครั้งแรกทุกคนวิ่งออกจากอาคาร ครั้งที่สองยังระวัง แต่ถ้าดังทุกวัน วันหนึ่งเมื่อเกิดไฟไหม้จริง คนอาจคิดว่า “อีกแล้วเหรอ”

ในมุมการสื่อสาร นี่คือ Trust Erosion หรือการสึกกร่อนของความไว้วางใจ และมันเกิดขึ้นทีละน้อยจนองค์กรอาจไม่ทันสังเกต

Attention กับ Trust เป็นคนละบัญชีกัน

จุดที่นักประชาสัมพันธ์ควรให้ความสำคัญคือ การสื่อสารที่ประสบความสำเร็จบนหน้าจอไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จในใจของผู้รับสาร พาดหัวที่น่ากลัวอาจทำให้ Click เพิ่มขึ้น คำพูดรุนแรงของผู้บริหารอาจทำให้เกิด Conversation คำทำนายที่สะเทือนวงการอาจสร้าง Earned Media จำนวนมหาศาล แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่าแบรนด์ได้รับความไว้วางใจเพิ่มขึ้น

หากเป้าหมายคือ Attention วิธีการแบบ Doom Trolling อาจได้ผลดี แต่หากเป้าหมายคือ Trust ผลลัพธ์อาจกลับตรงกันข้าม นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมากสำหรับนักสื่อสารยุคดิจิทัล เพราะระบบแพลตฟอร์มให้รางวัลกับสิ่งที่ทำให้คน “หยุดดู” แต่ Reputation เกิดจากสิ่งที่ทำให้คน “เชื่อในระยะยาว” สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ปัญหาไม่ใช่การพูดเรื่องความเสี่ยง แต่คือวิธีพูดเรื่องความเสี่ยง

เราต้องระวังไม่ตีความเรื่องนี้ไปอีกสุดทางหนึ่งว่า บริษัท AI ไม่ควรพูดถึงอันตรายของ AI ตรงกันข้าม เทคโนโลยีที่มีผลกระทบสูงยิ่งจำเป็นต้องสื่อสารเรื่องความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่นักสื่อสารต้องแยกออกจากกันให้ได้ มีอย่างน้อย 3 ระดับ

  • หนึ่ง สิ่งที่เรารู้แล้ว คือผลกระทบหรือข้อจำกัดที่มีหลักฐานรองรับ สามารถตรวจสอบและอธิบายที่มาได้
  • สอง ความเสี่ยงที่เป็นไปได้ คือสถานการณ์ที่มีเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนว่ามีโอกาสเกิด แต่ยังมีความไม่แน่นอน
  • สาม การคาดการณ์ คือภาพอนาคตที่ยังขึ้นอยู่กับสมมติฐานจำนวนมาก

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสามสิ่งนี้ถูกนำเสนอด้วยน้ำหนักทางภาษาที่ใกล้เคียงกัน จนผู้รับสารไม่รู้ว่าอะไรคือ Fact อะไรคือ Risk และอะไรคือ Speculation ในระยะสั้น ภาษาที่รุนแรงอาจทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้น ในระยะยาว มันอาจทำให้ทุกข้อความขององค์กรถูกตั้งคำถาม

Psychology Insight: มนุษย์ไม่ได้กลัวได้ไม่จำกัด

ความกลัวเป็นเครื่องมือเรียกความสนใจที่ทรงพลัง เพราะสมองมนุษย์มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับภัยคุกคาม แต่ Attention ที่เกิดจากความกลัวมีข้อจำกัด เมื่อได้รับสัญญาณเตือนซ้ำๆ โดยไม่มีผลลัพธ์สอดคล้องกับระดับความรุนแรงที่ถูกสื่อสาร ผู้คนสามารถเกิดความเคยชินและลดการตอบสนองลง ในทางการสื่อสาร สิ่งที่น่ากังวลกว่าการที่คน “ไม่กลัว” คือการที่คนเริ่มคิดว่า “คุณกำลังพยายามทำให้ฉันกลัวเพื่ออะไรบางอย่าง” ทันทีที่คำถามเปลี่ยนจากเนื้อหาของ Message ไปสู่เจตนาของ Messenger ปัญหาด้านความน่าเชื่อถือก็เริ่มต้นขึ้น

บทเรียนสำหรับ PR: อย่าทำให้ทุกเรื่องเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์”

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานสื่อสารถูกกดดันอยู่เสมอคือการทำให้เรื่อง “ใหญ่ขึ้น” สินค้าใหม่ต้อง Game Changing แผนธุรกิจต้อง Transform Industry ผู้บริหารต้อง Visionary เทคโนโลยีต้อง Disrupt Everything แต่เมื่อทุกเรื่องถูกเรียกว่า “เปลี่ยนโลก” คำว่าเปลี่ยนโลกก็แทบไม่เหลือความหมาย หน้าที่ของ PR จึงไม่ควรเป็นการ “ผลิตความสำคัญ” ให้เรื่องที่ยังไม่มีน้ำหนักมากพอ

แต่คือการค้นหา ความสำคัญที่มีอยู่จริง แล้วอธิบายให้ผู้คนเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิต ธุรกิจ หรือสังคมอย่างไร บางครั้งเรื่องจริงอาจไม่หวือหวา แต่ความน่าเชื่อถือที่สะสมจากการพูดอย่างพอดีในวันนี้ จะกลายเป็นทุนสำคัญในวันที่องค์กรมีเรื่องใหญ่จริงๆ ที่ต้องการให้สังคมรับฟัง

จาก Fear-based PR สู่ Evidence-based Communication

บทเรียนจาก Doom Trolling สามารถสรุปเป็นหลักคิดง่ายๆ ก่อนปล่อยข้อความที่มีความรุนแรงสูงได้ 4 คำถาม

  • Evidence: เรามีหลักฐานรองรับข้อความนี้มากแค่ไหน?
  • Probability: เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น?
  • Proportion: ระดับความรุนแรงของภาษาสอดคล้องกับหลักฐานหรือไม่?
  • Purpose: ผู้รับสารจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น หรือเราเพียงต้องการให้เขาหันมาสนใจ?

โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายอาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด เพราะการสื่อสารที่ดีไม่ได้เริ่มจาก “เราจะทำอย่างไรให้คนสนใจเรา?” แต่อาจต้องเริ่มใหม่ว่า “คนจำเป็นต้องรู้อะไรจากเรา และเราจะอธิบายมันอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร?”

สิ่งที่นักสื่อสารควรจับตาต่อ

Doom Trolling อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะของ AI ในเวลานี้ แต่รูปแบบเดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้กับการสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง Cybersecurity หรือ Crisis Communication ทุกพื้นที่ที่ “ความกลัว” สามารถสร้าง Attention ได้ ย่อมมีแรงจูงใจให้ขยายความเสี่ยงเกินความจำเป็น ความท้าทายของ PR จึงไม่ใช่เพียงการทำ Message ให้ดังที่สุด

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไรควรดัง เมื่อไรควรนิ่ง และเมื่อไรควรปล่อยให้ข้อเท็จจริงพูดด้วยน้ำหนักของมันเอง เพราะในโลกที่ทุกคนแข่งขันกันเรียกร้องความสนใจ สิ่งที่อาจมีค่ามากกว่า Attention ไม่ใช่เสียงที่ดังขึ้นอีกหนึ่งระดับ แต่คือการเป็นเสียงที่เมื่อพูดแล้ว คนยังเชื่อ

Author

  • Sarawut Burapapat

    สราวุ​ธ บูรพาพัธ เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง มีประสบการณ์ด้านการสื่อสารในธุรกิจพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการ และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการสื่อสารแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนแผนการตลาดหรือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมทั้ง บริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต

    กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการจัดการบริหารธุรกิจ
    จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *