fbpx

จับตา SDV ไทย จะไปต่อหรือพอแค่นี้

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บนท้องถนนไทยไม่ใช่เรื่องแปลกตาอีกต่อไป จากจุดเริ่มต้นที่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แบตเตอรี่ และความคุ้มค่า วันนี้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยทะลุหลักแสนคัน ภายใต้นโยบาย “30@30” ที่ตั้งเป้าให้การผลิตยานยนต์ในประเทศอย่างน้อย 30% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2573

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จเชิงปริมาณ แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “Proof of Concept” ว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของการเปลี่ยนผ่านระดับโลก การใช้พลังงานไฟฟ้าอาจเป็นเพียงก้าวแรกของการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการเปลี่ยนรถยนต์จาก “เครื่องจักรกล” ไปสู่ “แพลตฟอร์มดิจิทัลบนล้อ”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับ EV แต่คือไทยพร้อมหรือยังสำหรับยุคของ Software Defined Vehicle (SDV)

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาสำคัญ “Future Mobility: แนวทางกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต” ซึ่งจัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมร่วมกับสถาบันยานยนต์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ หนึ่งในช่วงที่สำคัญของงานคือตอนกล่าวรายงานโดย ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ขอสรุปไฮไลท์ที่ได้ฟังมาแบ่งปันกันครับ

สถาบันยานยนต์

ดร. เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ (Thailand Automotive Institute – TAI)

การเติบโตของ EV: สัญญาณเร่งจากเวทีโลก

ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2018 ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น แต่ภายในปี 2023 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 18% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียง 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นแนวโน้มระยะยาวที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็น “พลวัตแบบเร่งตัว” (accelerated transition)

ในภูมิภาคเอเชีย จีนกลายเป็นผู้นำทั้งในด้านการผลิต การพัฒนาแบตเตอรี่ และการสร้างระบบนิเวศ EV ขณะที่ยุโรปเดินหน้าเข้มงวดด้านมาตรฐานการปล่อยคาร์บอน ส่วนสหรัฐฯ ผลักดันผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปและเทคโนโลยีขั้นสูง

ประเทศไทยในฐานะ “Detroit of Asia” จึงไม่อาจยืนอยู่นอกกระแสการเปลี่ยนผ่านนี้ได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยชี้ตรงกันว่า การมุ่งเน้นเพียง Electrification อาจยังไม่เพียงพอ เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วย “ข้อมูล ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์ม”

ถอดรหัส CASE: 4 แกนหลักของ Mobility ยุคใหม่

แนวคิด CASE ซึ่งประกอบด้วย Connected, Autonomous, Shared และ Electrification ได้กลายเป็นกรอบคิดสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

1. Connected (C)

รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถสื่อสารกับโครงสร้างพื้นฐาน (V2I), รถคันอื่น (V2V) และผู้ใช้งานผ่านระบบคลาวด์

รายงานของ McKinsey & Company ประเมินว่าตลาดบริการดิจิทัลบนรถยนต์ (connected services) อาจสร้างมูลค่าเพิ่มหลายแสนล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า

2. Autonomous (A)

ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ เซนเซอร์จำนวนมาก และซอฟต์แวร์ขั้นสูง การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ แต่อยู่ที่อัลกอริทึมและขีดความสามารถด้าน AI

3. Shared Mobility (S)

พฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากการ “เป็นเจ้าของ” ไปสู่การ “เข้าถึงบริการ” แพลตฟอร์มเรียกรถและคาร์แชร์ริ่งจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ Mobility

4. Electrification (E)

การใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเทคโนโลยี C-A-S

แม้ประเทศไทยจะเริ่มต้นได้ดีในมิติของ E แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างจะหนักหน่วงยิ่งขึ้นในมิติ C-A-S เพราะต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และบุคลากรทักษะสูงจำนวนมาก

สถาบันยานยนต์

SDV: จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม

Software Defined Vehicle (SDV) หมายถึงรถยนต์ที่ฟังก์ชันการทำงานหลักถูกกำหนดโดยซอฟต์แวร์ มากกว่าฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิม

ในอดีต การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนทางกล แต่ในยุค SDV ฟีเจอร์สามารถอัปเดตผ่าน Over-the-Air (OTA) ได้คล้ายสมาร์ทโฟน รายงานของ Deloitte ชี้ว่า SDV จะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดรูปแบบการแข่งขันของอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า มูลค่าเพิ่มจึงย้ายจาก “เหล็กและเครื่องยนต์” ไปสู่ “โค้ดและแพลตฟอร์ม”

สำหรับประเทศไทย นี่คือโจทย์ใหญ่ เพราะ Supply Chain เดิมกว่า 2,500 บริษัท ส่วนใหญ่อยู่ในระบบชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป (ICE) การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ยังพอเป็นการเปลี่ยนประเภทชิ้นส่วน แต่ SDV คือการเปลี่ยน “แกนมูลค่า” ของอุตสาหกรรม

ห่วงโซ่อุปทานใหม่: จากชิ้นส่วนกลไกสู่สถาปัตยกรรมดิจิทัล

ในโมเดลอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) ควบคุมการออกแบบ ขณะที่ Tier 1 และ Tier 2 ผลิตชิ้นส่วนตามสเปกที่กำหนด แต่ในยุค SDV บริษัทเทคโนโลยีและผู้พัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์อาจมีบทบาทมากขึ้น

ตัวอย่างจากต่างประเทศสะท้อนแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จำนวนมากลงทุนพัฒนา Operating System ของตนเอง และสร้าง Ecosystem นักพัฒนา คล้ายรูปแบบธุรกิจของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน

คำถามคือ ผู้ประกอบการไทยจะมีบทบาทตรงไหนในห่วงโซ่ใหม่นี้?

หากไทยยังคงยืนอยู่ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและกำไรที่ลดลงในระยะยาว ในทางกลับกัน หากสามารถพัฒนาขีดความสามารถด้าน Embedded Software, Cybersecurity, Data Analytics และระบบคลาวด์ได้ ก็อาจเปิดพื้นที่ใหม่ในตลาดมูลค่าสูง

บทบาทภาครัฐ: การวางยุทธศาสตร์เชิงรุก

การที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันยานยนต์ศึกษารูปแบบอุตสาหกรรม SDV และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มข้น เป็นสัญญาณว่าภาครัฐตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม การวางยุทธศาสตร์ในระดับนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ได้แก่

  • การพัฒนาบุคลากรด้านซอฟต์แวร์และ AI
  • การดึงดูดการลงทุนในศูนย์วิจัยและพัฒนา
  • การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ในยานยนต์
  • การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน Mobility Tech

รายงานจาก World Economic Forum ระบุว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมต้องอาศัย “Ecosystem Thinking” มากกว่าการพัฒนาแบบแยกส่วน

มุมมองความเสี่ยง: โอกาสและความไม่แน่นอน

แม้ SDV จะเปิดโอกาสมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงหลายประการ เช่น

  • ความปลอดภัยของข้อมูลและการถูกโจมตีทางไซเบอร์
  • การพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • ช่องว่างทักษะแรงงาน
  • การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นเทคโนโลยีรายใหญ่

ในหลายประเทศ การถกเถียงเรื่อง Data Sovereignty และการควบคุมข้อมูลผู้ใช้กำลังเข้มข้นขึ้น เพราะรถยนต์ยุคใหม่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่พฤติกรรมการขับขี่ไปจนถึงตำแหน่งที่ตั้ง

ประเทศไทยจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุน กับการคุ้มครองผลประโยชน์ระยะยาว

ก้าวต่อไปของไทย: จากผู้ผลิตสู่ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม?

ความสำเร็จของ EV ทำให้ไทยพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อมีนโยบายชัดเจน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ SDV ต้องอาศัยมากกว่านโยบายจูงใจด้านภาษี ต้องอาศัยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การสร้างบุคลากร และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกับภาคการผลิต

ในวันที่รถยนต์กำลังกลายเป็น “คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่” ผู้เล่นที่ควบคุมซอฟต์แวร์อาจเป็นผู้กำหนดเกมการแข่งขัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากแค่ไหน แต่คือไทยจะมีบทบาทในเศรษฐกิจดิจิทัลของอุตสาหกรรมยานยนต์มากเพียงใด

แล้วไทย ควรจะไปอย่างไรต่อ

การเติบโตของ EV คือจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชม แต่ไม่ใช่ปลายทาง หากมองในภาพใหญ่ การเปลี่ยนผ่านสู่ SDV คือการปรับโครงสร้างมูลค่าของอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตเชิงกลไก ไปสู่ฐานความรู้และนวัตกรรมดิจิทัล

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแรง มีประสบการณ์การเป็นฐานการผลิตระดับโลก และมีแรงงานฝีมือจำนวนมาก แต่ในสนามแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยโค้ด ข้อมูล และแพลตฟอร์ม ความได้เปรียบเดิมอาจไม่เพียงพอ

ช่วงเวลานี้จึงเป็นห้วงเวลาสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์ หากไทยสามารถผสานความแข็งแกร่งด้านการผลิตเข้ากับขีดความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างสมดุล ก็อาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญใน Mobility แห่งอนาคต แต่หากการเปลี่ยนผ่านล่าช้า โอกาสอาจถูกช่วงชิงไปโดยประเทศที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ในโลกที่รถยนต์กำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มข้อมูล

คำถามจึงยังเปิดกว้าง ประเทศไทยจะเลือกเป็นเพียงฐานการผลิต หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดทิศทางของเกมดิจิทัลบนล้อในเวทีโลก

สถาบันยานยนต์

ทัศนะผู้เขียน หากไทย “เลือกถูก” หรือ “ช้าเกินไป” อะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อพิจารณาจากทิศทางของอุตสาหกรรมโลก การเปลี่ยนผ่านจาก EV ไปสู่ Software Defined Vehicle (SDV) ไม่ใช่เพียงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่คือการกำหนดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในระยะยาว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ไทยจะปรับตัวหรือไม่” แต่คือ “ผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด”

ฉากทัศน์ที่หนึ่ง: ไทยขยับทัน และยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจ

หากประเทศไทยสามารถเร่งพัฒนาบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ สร้างระบบนิเวศดิจิทัล และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการผลิตเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคือ

  • มูลค่าเพิ่มต่อคัน (Value per Vehicle) สูงขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่กำไรจากการผลิต แต่รวมถึงรายได้จากบริการดิจิทัล การอัปเดตซอฟต์แวร์ และระบบ Subscription
  • การจ้างงานคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสาขา AI, Cybersecurity, Data Engineering และ Embedded Systems
  • บทบาทใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ในฐานะศูนย์กลางการทดสอบ พัฒนา และบูรณาการระบบ SDV

ในสถานการณ์นี้ ไทยจะไม่ได้เป็นเพียง “Detroit of Asia” ในความหมายเชิงการผลิต แต่จะก้าวสู่การเป็น “Digital Mobility Hub” ของภูมิภาค

ฉากทัศน์ที่สอง: ไทยปรับตัวเพียงบางส่วน

อีกความเป็นไปได้คือ ไทยยังคงเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง แต่ไม่สามารถก้าวลึกเข้าสู่แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ได้เต็มที่ ผลลัพธ์ในกรณีนี้อาจหมายถึง

  • ไทยยังคงมีปริมาณการผลิตสูง
  • แต่กำไรหลักไหลไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ
  • ผู้ประกอบการในประเทศเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันด้านราคา

ในระยะสั้นอาจไม่เห็นผลกระทบชัดเจน แต่ในระยะยาว โครงสร้างกำไรของอุตสาหกรรมอาจค่อย ๆ เคลื่อนออกจากประเทศ

ฉากทัศน์ที่สาม: ไทยชะลอการเปลี่ยนผ่าน

หากการพัฒนา SDV และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลล่าช้าเกินไป ความเสี่ยงอาจไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียโอกาสใหม่ แต่รวมถึงการถูกลดบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อผู้ผลิตระดับโลกปรับโครงสร้างไปสู่แพลตฟอร์มรวมศูนย์และระบบซอฟต์แวร์มาตรฐานเดียวกัน ฐานการผลิตที่ไม่สามารถรองรับสถาปัตยกรรมใหม่นี้ได้ อาจถูกแทนที่ด้วยประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า

นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังสะท้อนถึง

  • ความสามารถของประเทศในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • ศักยภาพของระบบการศึกษาในการผลิตบุคลากรแห่งอนาคต
  • ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันวิจัย

ในโลกที่รถยนต์กำลังกลายเป็น “คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่” ความสามารถในการพัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลอาจมีความสำคัญไม่ต่างจากความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนทางกลในอดีต

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ EV แสดงให้เห็นว่า ไทยสามารถเคลื่อนตัวได้รวดเร็วเมื่อมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ SDV คือบททดสอบที่ลึกกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างมูลค่า อำนาจการแข่งขัน และบทบาทของประเทศในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ผลลัพธ์ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยสามารถยืนอยู่ตรงไหนในสถาปัตยกรรมดิจิทัลของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เราพร้อมหรือยัง”

แต่คือ “เราจะกำหนดอนาคตของเราเอง หรือปล่อยให้ผู้อื่นกำหนดให้”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • IEA, Global EV Outlook 2024: https://www.iea.org/reports/global-ev-outlook-2024
  • McKinsey, The future of mobility, 2023: https://www.mckinsey.com
  • Deloitte Insights, 2023: https://www2.deloitte.com
  • WEF, Future of Mobility: https://www.weforum.org

FAQs: จับตา SDV ไทย จะไปต่อหรือพอแค่นี้

Q1: SDV คืออะไร และแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปอย่างไร?

A1: SDV (Software Defined Vehicle) คือรถยนต์ที่ฟังก์ชันหลักถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ ทำให้สามารถอัปเดตหรือเพิ่มฟีเจอร์ผ่านระบบออนไลน์ (OTA) ได้ แตกต่างจากรถยนต์แบบดั้งเดิมที่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนทางกลเมื่อมีการปรับปรุง

Q2: เหตุใด SDV จึงสำคัญต่ออนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย?

A2: เพราะมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมกำลังย้ายจากการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และข้อมูล หากไทยไม่ปรับตัว อาจสูญเสียส่วนแบ่งมูลค่าในห่วงโซ่อุปทานโลก

Q3: ความสำเร็จของ EV ในไทยเพียงพอหรือไม่ต่อการแข่งขันในอนาคต?

A3: ยังไม่เพียงพอ EV เป็นเพียงฐานรากของ Electrification แต่การแข่งขันระยะยาวจะอยู่ที่ Connected, Autonomous และ Shared Mobility ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างดิจิทัลขั้นสูง

Q4: ผลลัพธ์เชิงบวกหากไทยพัฒนา SDV ได้สำเร็จคืออะไร?

A4: ไทยอาจยกระดับจากฐานการผลิตไปสู่ Digital Mobility Hub สร้างงานทักษะสูง เพิ่มรายได้จากบริการดิจิทัล และเพิ่มมูลค่าต่อคันของยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ

Q5: หากไทยปรับตัวเพียงบางส่วนจะเกิดอะไรขึ้น?

A5: ไทยอาจยังผลิต EV ได้ในปริมาณสูง แต่กำไรหลักจากซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มจะไหลไปยังต่างประเทศ ทำให้ประเทศได้รับมูลค่าเพิ่มจำกัด

Q6: ความเสี่ยงหลักของการเข้าสู่ยุค SDV คืออะไร?

A6: ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ การพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และการแข่งขันจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลก

Q7: ห่วงโซ่อุปทานไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

A7: ต้องขยายจากการผลิตชิ้นส่วนเชิงกลไปสู่การพัฒนา Embedded Software, ระบบควบคุมอัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยี

Q8: บทบาทของภาครัฐควรเป็นอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้?

A8: ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัล การลงทุน R&D มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ และการสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมการผลิตกับเทคโนโลยี

Q9: SDV จะส่งผลต่อแรงงานในอุตสาหกรรมเดิมอย่างไร?

A9: แรงงานที่พึ่งพาทักษะด้านเครื่องยนต์สันดาปอาจได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องมีการ reskill และ upskill เพื่อเข้าสู่บทบาทใหม่ในสายงานดิจิทัล

Q10: คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องตอบให้ได้คืออะไร?

A10: ไทยต้องตัดสินใจว่าจะเป็นเพียงฐานการผลิต EV หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทในสถาปัตยกรรมดิจิทัลของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งจะกำหนดตำแหน่งของประเทศในอีก 10–20 ปีข้างหน้า


Author

  • Sarawut Burapapat

    สราวุ​ธ บูรพาพัธ เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง มีประสบการณ์ด้านการสื่อสารในธุรกิจพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการ และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการสื่อสารแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนแผนการตลาดหรือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมทั้ง บริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต

    กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการจัดการบริหารธุรกิจ
    จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *