6 คนเก่งอาจยังไม่พอ โจทย์ใหญ่ กปช. คือ “ระบบสื่อสารรัฐ”

กปช. ชุดใหม่ดึงคนจากหลากหลายวงการ ทั้ง Storytelling ข่าว วิชาการ Digital Media และ Technology เข้ามาร่วมโต๊ะ พร้อมประกาศทิศทางใหม่จากการ “ส่งข้อมูล” สู่การสื่อสารสองทาง แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครนั่งอยู่ในบอร์ด หากอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแนวคิดเหล่านี้ให้กลายเป็น “ระบบสื่อสารรัฐ” ที่ฟังประชาชน เชื่อมหน่วยงาน และวัดผลจากความเข้าใจได้จริงหรือไม่

การตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช. ชุดใหม่ มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคนในแวดวงสื่อสารทันที นั่นคือรายชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ตั้งแต่ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงและนักสร้างสรรค์, พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ คนข่าวและนักวิเคราะห์สถานการณ์, อรัญญา เกตุแก้ว อดีตผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์, รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์, สมปรารถนา นาวงษ์ ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ “อีจัน” ไปจนถึง ระวี ตะวันธรงค์ คนสื่อที่มีประสบการณ์ด้าน Digital Media และ Technology

คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

หากมองผ่านเลนส์การสื่อสาร ทั้ง 6 คนเหมือนเป็นการนำความสามารถคนละชิ้นมาต่อกัน Storytelling + News + Government Communication + Journalism & Ethics + Digital-native Media + Technology นี่จึงเป็นองค์ประกอบที่น่าจับตา แต่คำถามที่สำคัญกว่า “เลือกใครเข้ามา” คือ ต่อให้มีคนเก่งอยู่รอบโต๊ะ หากระบบการสื่อสารภาครัฐยังทำงานแบบเดิม ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปได้มากแค่ไหน?

สัญญาณแรกที่น่าสนใจ กปช. เริ่มพูดถึง “ระบบ” มากกว่า “ประชาสัมพันธ์”

การประชุม กปช. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีการวางกรอบการสื่อสารภาครัฐสำหรับปี 2570 ประเด็นสำคัญคือการประกาศเปลี่ยนจากการ “ส่งข้อมูล” ไปสู่ การสื่อสารสองทาง โดยไม่ได้ต้องการเพียงทำให้ประชาชนรับรู้นโยบาย แต่ต้องมีกลไกรับฟังความต้องการและปัญหาจากพื้นที่ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นกลับไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับการทำงานของรัฐด้วย

แนวคิดนี้สำคัญกว่าการเปิดช่องทาง Social Media ใหม่มาก เพราะหากทำได้จริง มันหมายถึงการเปลี่ยนบทบาทของงานประชาสัมพันธ์จากปลายทางของนโยบาย ให้เข้าไปอยู่ในวงจรการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายตั้งแต่ต้น พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ฝ่ายสื่อสารอาจถูกเรียกเข้าห้องเมื่อทุกอย่างตัดสินใจเสร็จแล้ว พร้อมโจทย์ว่า “ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจด้วย”

แนวคิดใหม่กำลังพยายามเปลี่ยนเป็น “ก่อนตัดสินใจ เรารู้หรือยังว่าประชาชนเข้าใจ กังวล หรือต้องการอะไร?” นี่คือความแตกต่างระหว่างการทำ Publicity กับการสร้าง Public Communication

แต่ Two-way Communication ไม่ได้เกิดเพราะการเปิด Comment

คำว่า “การสื่อสารสองทาง” ฟังดูไม่ใหม่ เพราะองค์กรพูดเรื่อง Engagement และ Social Listening กันมานาน ปัญหาคือหลายองค์กรมีระบบ “รับฟัง” แต่ไม่มีระบบ “ส่งสิ่งที่ฟังได้ไปยังคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้” ประชาชน Comment เจ้าหน้าที่ Social Media เห็น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทำ Report ผู้บริหารได้รับ Dashboard แล้วจบ แบบนี้ยังไม่ใช่ Two-way Communication อย่างแท้จริง

ระบบที่ครบวงจรควรมีลักษณะประมาณนี้ Listen → Analyze → Prioritize → Respond → Act → Measure → Learn

สมมติประชาชนจำนวนมากเข้าใจนโยบายหนึ่งผิด ระบบที่ดีต้องไม่หยุดแค่ผลิต Infographic ชี้แจงเพิ่ม แต่ต้องถามต่อว่า คนเข้าใจผิดเพราะ Content ไม่ดี หรือเพราะตัวนโยบายและขั้นตอนบริการซับซ้อนเกินไป? หากปัญหาอยู่ที่ Content ฝ่ายสื่อสารแก้ได้ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่ Policy หรือ Service Design สิ่งที่ฝ่ายสื่อสารรับฟังมาจะต้องเดินทางต่อไปถึงเจ้าของนโยบาย นี่คือจุดที่คำว่า “System” สำคัญกว่า “Content”

6 กรรมการใหม่อาจเป็นจิ๊กซอว์ แต่จิ๊กซอว์ต้องมีภาพเดียวกัน

องค์ประกอบของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดนี้มีความหลากหลายอย่างน่าสนใจ

  • คุณนิติพงษ์ ห่อนาค เติมมิติด้าน Storytelling และ Creative Communication
  • คุณพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ เติม News Sense และการอ่านประเด็น
  • คุณอรัญญา เกตุแก้ว เติมความเข้าใจ ระบบประชาสัมพันธ์ภาครัฐ
  • รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ เติมมิติ Journalism, Ethics และ Credibility
  • คุณสมปรารถนา นาวงษ์ เติมประสบการณ์ Digital-native และ Social Media
  • คุณระวี ตะวันธรงค์ เติมมิติ Digital Transformation และ Technology

ข้อมูลจากรัฐบาลเองระบุว่าต้องการให้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 นำมุมมองจากภายนอกเข้ามาช่วยตั้งคำถาม รับฟัง และสะท้อนข้อเสนอจากภาควิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายต่าง ๆ รวมถึงช่วยประเมินว่าการสื่อสารของรัฐเข้าถึงและตอบโจทย์สถานการณ์จริงเพียงใด

ความหลากหลายนี้เป็น ทรัพยากรของบอร์ด แต่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ เพราะ Storytelling, Social Media หรือ Technology จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต่อเมื่อเชื่อมเข้ากับกระบวนการทำงานของภาครัฐได้จริง

โจทย์ใหญ่ข้อแรก เปลี่ยน Government Agenda เป็น Citizen Agenda

ธรรมชาติของระบบประชาสัมพันธ์องค์กรคือเริ่มต้นจากคำถามว่า “วันนี้องค์กรมีอะไรต้องการสื่อสาร?” จึงไม่น่าแปลกที่ Feed ของหน่วยงานรัฐจำนวนมากเต็มไปด้วยข่าวประชุม ข่าวกิจกรรม ข่าวผู้บริหาร และข่าวนโยบาย แต่ Citizen-centric Communication เริ่มต้นจากคำถามคนละแบบ

“วันนี้ประชาชนต้องการรู้อะไร?”

ตัวอย่างง่าย ๆ หากเกิดน้ำท่วม ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการรู้ก่อนว่าใครเป็นประธานประชุม เขาอาจต้องการรู้ว่า

  • พื้นที่ไหนเสี่ยง
  • ถนนไหนผ่านไม่ได้
  • ต้องอพยพเมื่อไร
  • ศูนย์พักพิงอยู่ตรงไหน
  • โทรหาใคร
  • และข้อมูลล่าสุดอัปเดตเมื่อไร

ความแตกต่างนี้ดูเล็ก แต่เปลี่ยนวิธีออกแบบ Content ทั้งระบบ รัฐบาลระบุว่าหนึ่งในประเด็นที่ กปช. จะให้ความสำคัญคือการสื่อสารภัยพิบัติ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ รวมถึงต้องการให้ผลลัพธ์ไม่หยุดอยู่เพียงการจัดทำแผน นี่จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่น่าจะใช้ดูได้ว่าแนวคิด Citizen-centric ถูกเปลี่ยนเป็นการทำงานจริงอย่างไร

โจทย์ข้อสอง 76 จังหวัดต้องไม่เป็นเพียง “ปลายสาย”

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งแรกคือความพยายามเชื่อมส่วนกลางกับ 76 จังหวัด แต่คำว่า “เชื่อม” มีความหมายมากกว่าการส่งข้อมูลจากกรุงเทพฯ ลงไปให้จังหวัดเผยแพร่ รัฐบาลระบุว่าต้องการให้ระบบทำงานได้ทั้งสองทิศทาง คือส่งข้อมูลจากส่วนกลางสู่ประชาชน พร้อมกับสะท้อนปัญหาหรือสถานการณ์เฉพาะพื้นที่กลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว

ถ้าทำได้ นี่อาจเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุด เพราะ Issue ของเชียงราย ภูเก็ต สงขลา หรืออุบลราชธานี ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ระบบสื่อสารที่ดีจึงต้องมีทั้ง National Narrative และ Local Intelligence ส่วนกลางเห็นภาพใหญ่ ขณะที่พื้นที่มองเห็นสัญญาณที่ส่วนกลางอาจยังไม่เห็น

โจทย์ข้อสาม AI ไม่ใช่แค่เครื่องผลิต Content

กปช. ยังวางแนวทางพัฒนาบุคลากรให้เท่าทัน AI เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมให้ความสำคัญกับ Fact-checking ข่าวปลอม และ Crisis Communication ตรงนี้มีความสำคัญ เพราะหากรัฐมอง AI เพียงว่า “ช่วยเขียนข่าวได้เร็วขึ้น” อาจกำลังใช้เทคโนโลยีใหม่กับกระบวนการแบบเดิม

ศักยภาพที่ใหญ่กว่านั้นคือการใช้เทคโนโลยีช่วยมองเห็น Information Environment

  • ประชาชนกำลังถามเรื่องอะไร
  • ประเด็นไหนกำลังขยายตัว
  • ข้อมูลผิดชุดไหนเริ่มแพร่กระจาย
  • จังหวัดใดกำลังมี Issue
  • กลุ่มประชาชนใดยังเข้าไม่ถึงข้อมูล
  • คำถามอะไรถูกถามซ้ำ ๆ

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ ภาครัฐเริ่มมอง Social Listening และ AI เป็นมากกว่าเครื่องมือวัดกระแสบนโลกออนไลน์ โดยมีเอกสารจัดซื้อจัดจ้างของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงการใช้ Social Listening, Media Sensing และ AI เพื่อวิเคราะห์การรับรู้และความคิดเห็นของประชาชน

แม้โครงการดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่า กปช. มีระบบนี้ใช้งานอยู่แล้ว แต่สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง การใช้ข้อมูลเพื่อฟังและทำความเข้าใจประชาชน เริ่มเข้ามาอยู่ในโจทย์การสื่อสารของภาครัฐ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐมีเครื่องมือ Social Listening หรือ AI หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ข้อมูลที่ฟังมาแล้วถูกนำไปทำอะไรต่อ หากระบบพบว่าประชาชนจำนวนมากกำลังสับสนเรื่องหนึ่ง ข้อมูลนั้นควรนำไปสู่การปรับการสื่อสาร แต่หากสิ่งที่ประชาชนสะท้อนกลับมาเป็นปัญหาของบริการหรือการดำเนินนโยบาย Insight นั้นก็ควรถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงของ Social Listening ไม่ได้อยู่ที่ Dashboard แต่อยู่ที่การทำให้ เสียงของประชาชนเดินทางไปถึงคนที่สามารถตัดสินใจและลงมือแก้ปัญหาได้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่มี Dashboard หรือไม่ แต่คือ Insight จาก Dashboard เดินทางไปถึงใคร และนำไปเปลี่ยนอะไร

โจทย์ข้อสี่ เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนข่าวเพียงอย่างเดียว

นี่อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะถ้าระบบยังถามว่า

  • เดือนนี้ผลิตข่าวกี่ชิ้น
  • โพสต์กี่ครั้ง
  • Reach เท่าไร
  • Engagement เท่าไร
  • มีสื่อเผยแพร่กี่แห่ง

พฤติกรรมของคนทำงานก็จะถูกออกแบบให้ผลิต Output แต่หากเป้าหมายของ กปช. คือทำให้ประชาชนเข้าใจนโยบาย เข้าถึงสิทธิ และสามารถใช้ข้อมูลจากรัฐได้จริง ตามแนวทางที่ประกาศไว้ ตัวชี้วัดก็ควรขยับไปหา Outcome มากขึ้น เช่น

  • Understanding ประชาชนเข้าใจเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • Accessibility คนที่ต้องใช้ข้อมูลหาเจอหรือไม่
  • Response Time เมื่อเกิด Issue รัฐตอบสนองได้เร็วเพียงใด
  • Misconception Reduction ความเข้าใจผิดลดลงหรือไม่
  • Action ประชาชนรู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไรต่อ

และที่สำคัญ Feedback-to-Policy มีเสียงจากประชาชนกี่ประเด็นที่ถูกส่งกลับไปจนเกิดการปรับบริการ กระบวนการ หรือการตัดสินใจ Reach 10 ล้านอาจดูสวยในรายงาน แต่ถ้าคนที่ต้องได้รับสิทธิยังไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนที่ไหน การสื่อสารนั้นก็ยังไม่สำเร็จ

สิ่งที่น่าจับตาที่สุด อาจไม่ใช่ 6 คน แต่คือการแก้ “กติกาอายุ 16 ปี”

อีกประเด็นจากการประชุมครั้งแรกที่อาจมีผลต่อระบบมากกว่ารายชื่อกรรมการ คือมติให้ทบทวนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ. 2553 หลังใช้มานานกว่า 16 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างราชการ เทคโนโลยี พฤติกรรมการรับข่าวสาร และกระบวนการจัดทำแผนภาครัฐที่เปลี่ยนไป เรื่องนี้ควรจับตามาก

เพราะคนเก่งสามารถเสนอไอเดียใหม่ได้ แต่หากโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ขั้นตอนการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และตัวชี้วัดยังถูกออกแบบสำหรับโลกสื่อเมื่อ 16 ปีก่อน การเปลี่ยนแปลงย่อมมีข้อจำกัด ในทางกลับกัน หากการแก้ระเบียบสามารถทำให้การรับฟังประชาชน การประสานข้อมูล การจัดการ Crisis และการใช้ข้อมูลประกอบการสื่อสารกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบปกติได้ ผลกระทบอาจอยู่ได้นานกว่าวาระของกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง

แล้ว กปช. ชุดนี้จะ Work ไหม?

ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ สิ่งที่เห็นจากการประชุมครั้งแรกคือ โจทย์หลายเรื่องถูกตั้งในทิศทางที่สอดคล้องกับโลกการสื่อสารปัจจุบัน ทั้ง Two-way Communication, การเชื่อมส่วนกลางกับพื้นที่, Fact-checking, Crisis Communication, AI, การพัฒนาคน และการทบทวนกติกาเดิม แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็น Direction บททดสอบต่อจากนี้คือ Execution

กปช. จะเปลี่ยนจากคณะกรรมการที่กำหนดแนวทาง ไปเป็นกลไกที่ทำให้ Listen → Analyze → Decide → Communicate → Act → Measure → Learn เกิดขึ้นข้ามหน่วยงานได้จริงหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ต่อให้มี Storyteller ที่เก่งที่สุด นักข่าวที่เข้าใจสังคมที่สุด หรือเทคโนโลยี AI ที่ดีที่สุด เราอาจเพียงผลิต Content ได้ดีและเร็วขึ้นบนระบบเดิม

แต่ถ้าทำได้ สิ่งที่เปลี่ยนอาจใหญ่กว่าเรื่องประชาสัมพันธ์ เพราะ Government Communication จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายสิ่งที่รัฐบาลทำ แต่จะกลายเป็น ระบบประสาทที่ช่วยให้รัฐรับรู้ว่าประชาชนกำลังเผชิญอะไร เข้าใจอะไรผิด ต้องการข้อมูลอะไร และส่งสัญญาณเหล่านั้นกลับไปยังคนที่สามารถตัดสินใจได้ และนั่นคือเหตุผลที่โจทย์ใหญ่ของ กปช. ชุดนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีใครนั่งอยู่ในบอร์ด” แต่อยู่ที่ว่า “บอร์ดชุดนี้จะสร้างระบบที่ทำงานได้ แม้วันหนึ่งไม่มีคนชุดนี้อยู่แล้วหรือไม่”

Author

  • Sarawut Burapapat

    สราวุ​ธ บูรพาพัธ เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง มีประสบการณ์ด้านการสื่อสารในธุรกิจพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการ และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการสื่อสารแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนแผนการตลาดหรือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมทั้ง บริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต

    จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    Microsoft Professional Verified Certificate:
    Ai for Business Users
    Public Relations and Communications Associate

    Meta Verified Certificate:
    Digital Marketing Associate

    University of Virginia Verified Certificate
    Personal Branding

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *