เปิด 4 ความจริงเรื่อง AI ที่ผู้นำโลกกำลังถกเถียง ในเวที World Economic Forum 2026 แต่คนทั่วไปยังไม่รู้ และองค์กรจำนวนมากยังสื่อสารไม่ทัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มักถูกเล่าในสองภาพสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือ “ฮีโร่” ที่จะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกด้านคือ “วายร้าย” ที่จะมาแย่งงานมนุษย์และทำลายโครงสร้างสังคม
บทความนี้ สรุปจากการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูงหลายหน่วยงานในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ใน World Economic Forum Annual Meeting 2026 การประชุมสุดยอดผู้นำจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมกว่า 130 ประเทศ ณ ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม โดยใช้หัวข้อหลัก “A Spirit of Dialogue” เพื่อส่งเสริมการสนทนาและความร่วมมือข้ามภาคส่วนในการเผชิญกับความท้าทายระดับโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ความยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารองค์กรใหญ่ และนักคิดระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาและร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมโลกในปีต่อๆ ไป

ในฐานะที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วฟังบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงในเวทีของผู้นำโลก จะพบว่า ความกังวลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ที่กระทบชีวิตผู้คน ชุมชน และชื่อเสียงขององค์กรแบบวันต่อวัน
ต่อไปนี้คือ 4 ความจริงจากบทสนทนาระดับโลก ที่ควรอยู่ในเรดาร์ของผู้บริหารและนักสื่อสารทุกคน
1. ศึกการเมือง AI ที่ดุเดือดที่สุด ไม่ใช่เรื่อง “คนตกงาน”
แต่คือ “Data Center ข้างบ้านคุณ”
ในสายตาคนทั่วไป AI คือภัยคุกคามต่ออาชีพ แต่ในโลกของนโยบายและการเมือง ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในวันนี้กลับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเผชิญ ไม่ใช่การประท้วงเรื่องหุ่นยนต์แย่งงาน แต่คือการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ต้องการ ศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ มาตั้งอยู่ใกล้บ้าน
เหตุผลไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่คือผลกระทบตรงไปตรงมา เช่น
- ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
- การใช้น้ำปริมาณมหาศาล
- ค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
จากมุมมองการสื่อสาร นี่คือการเปลี่ยนสนามรบของ AI อย่างสิ้นเชิง จาก “อนาคตของแรงงาน” ที่ยังจับต้องไม่ได้ มาเป็นปัญหาแบบ NIMBY (Not In My Backyard) ที่กระทบครอบครัวทันที
บทเรียนสำหรับองค์กร
AI ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรม แต่คือเรื่อง community relations การสื่อสารที่ล้มเหลวกับชุมชน อาจกลายเป็นวิกฤตชื่อเสียงที่ใหญ่กว่าการถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีเสียอีก
2. โมเดล AI ใหญ่ที่สุด ไม่ได้การันตีอำนาจบนเวทีโลก
เรื่องเล่ากระแสหลักมักทำให้เราเชื่อว่า ใครสร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด คนนั้นคือผู้ชนะ แต่ในวงสนทนาระดับผู้นำ กลับมีคำถามที่คมกว่านั้น “มันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่”
ความจริงที่น่าประหลาดใจคือ งานส่วนใหญ่ในโลกจริง ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลขนาดมหึมา โมเดลที่เล็กกว่า แต่ต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และกระจายได้กว้าง กลับสร้างผลกระทบเชิงระบบได้มากกว่า
มุมมองนี้กำลังเปลี่ยนเกม เพราะมันเปิดทางให้ประเทศและองค์กรที่ไม่ได้มีทรัพยากรระดับยักษ์ สามารถเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบ AI ได้เช่นกัน
บทเรียนสำหรับนักสื่อสาร
อย่าสื่อสาร AI แค่ในมิติ “ล้ำที่สุด” หรือ “ใหญ่ที่สุด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
- ใครใช้ได้จริง
- ใช้แล้วคุ้มค่าอย่างไร
- และยั่งยืนแค่ไหน
3. AI คือ “สึนามิ” ตลาดงาน
แต่คนที่โดนบีบจริงๆ คือชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ AI ไม่ได้ทำลายตลาดแรงงานแบบถล่มทลายทันที แต่มันกำลัง บิดรูปทรงของตลาดงานอย่างเงียบๆ
ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่เส้นตรง แต่คล้ายหีบเพลง
- คนทักษะสูงที่ใช้ AI เป็น มีรายได้เพิ่ม
- แรงงานบริการระดับล่างยังมีความต้องการตามการบริโภค
- แต่คนรายได้ปานกลางจำนวนมาก กลับถูกบีบจากทั้งสองด้าน
กลุ่มที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดงานเป็นครั้งแรก ตำแหน่งงานเริ่มต้นจำนวนมากกำลังหายไป ก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสเรียนรู้หรือสะสมประสบการณ์
จากมุมมองการสื่อสารองค์กร นี่คือประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะมันแตะทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความหวัง และอนาคตของสังคม
บทเรียนสำหรับผู้นำองค์กร
การพูดถึง AI ต้องมาพร้อมเรื่อง
- การพัฒนาทักษะ
- การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
- และความรับผิดชอบต่อคนรุ่นถัดไป
ไม่เช่นนั้น AI จะกลายเป็น “ตัวร้าย” ในสายตาสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
4. อุตสาหกรรม AI มีกฎน้อยกว่าร้านขายอาหาร
อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในโลกนี้ ก่อนจะขายสินค้าให้คน ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย ยา อาหาร เครื่องดื่ม แม้แต่ร้านกาแฟข้างถนน ล้วนมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจน แต่ AI ซึ่งมีอิทธิพลต่อจิตใจ พฤติกรรม และสังคม กลับแทบไม่มีการตรวจสอบเชิงป้องกันก่อนปล่อยสู่สาธารณะ
การเปรียบเทียบง่ายๆ แต่แทงใจคือ คุณขายอาหารไม่ได้ ถ้าครัวไม่สะอาด แต่คุณสามารถขายระบบ AI ที่มีผลต่อเด็กและเยาวชนได้
โดยไม่ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงใดๆ ล่วงหน้า
บทเรียนด้านชื่อเสียงองค์กร
ช่องว่างด้านกฎระเบียบ คือดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้ธุรกิจเติบโตเร็ว แต่ในระยะยาว อาจกลายเป็นชนวนของวิกฤตความเชื่อมั่นทั้งอุตสาหกรรม
บทสรุปในมุมที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์
เมื่อฟังผู้นำโลกพูดถึง AI อย่างใกล้ชิด จะเห็นชัดว่า ความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่คำถามว่า AI เก่งแค่ไหน
แต่คือ
- เราจะอยู่กับมันอย่างไร
- ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
- และสังคมจะยอมรับมันในเงื่อนไขแบบไหน
สำหรับองค์กรและผู้นำ คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่
“องค์กรเรามี AI หรือยัง”
แต่คือ
“เรากำลังเล่าเรื่อง AI ของเรา ให้สังคมฟังอย่างมีความรับผิดชอบหรือยัง”

แหล่งอ้างอิงข้อมูล การแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเกี่ยวข้องกับประเด็น AI
https://www.weforum.org/meetings/world-economic-forum-annual-meeting-2026
FAQs: เปิด 4 ความจริงเรื่อง AI ในเวที World Economic Forum 2026
Q1: ประเด็น AI ที่ผู้นำโลกกังวลมากที่สุดในวันนี้คืออะไร
A: ไม่ใช่เรื่องหุ่นยนต์แย่งงานในอนาคต แต่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ศูนย์ข้อมูล ค่าไฟ น้ำ และค่าครองชีพในชุมชน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสังคมโดยตรง
Q2: ทำไม Data Center จึงกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและสังคม
A: เพราะ Data Center ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และตั้งอยู่ใกล้ชุมชนจริง เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกว่าต้อง “จ่ายต้นทุน” ให้ AI โดยไม่ได้รับประโยชน์ชัดเจน การต่อต้านจึงเกิดขึ้นทันที
Q3: การพัฒนา AI จำเป็นต้องใช้โมเดลขนาดใหญ่ที่สุดเสมอหรือไม่
A: ไม่จำเป็น งานส่วนใหญ่ในโลกจริงสามารถใช้โมเดลที่เล็กกว่า ประหยัดกว่า และนำไปใช้งานได้ง่ายกว่า การวัดความสำเร็จจึงควรดูที่การใช้งานจริงและความคุ้มค่า ไม่ใช่ขนาดเพียงอย่างเดียว
Q4: ประเทศหรือองค์กรที่ไม่ได้มีทรัพยากรระดับยักษ์ ยังมีโอกาสในโลก AI หรือไม่
A: มีอย่างชัดเจน หากเลือกพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง กระจายได้กว้าง และต้นทุนต่ำ โอกาสจะอยู่ที่การนำไปใช้ ไม่ใช่การแข่งขันด้านความใหญ่หรือความซับซ้อน
Q5: AI ส่งผลต่อตลาดแรงงานในลักษณะใดมากที่สุด
A: AI ไม่ได้ทำลายงานทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน โดยขยายช่องว่างระหว่างคนทักษะสูงและแรงงานระดับล่าง ขณะที่คนรายได้ปานกลางจำนวนมากกลับถูกบีบออกจากระบบ
Q6: กลุ่มใดในตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI รุนแรงที่สุด
A: สองกลุ่มหลักคือ คนทำงานระดับกลางที่ AI ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และคนรุ่นใหม่ที่กำลังหางานแรก ซึ่งกำลังเจอกับตำแหน่งงานเริ่มต้นที่หายไปอย่างรวดเร็ว
Q7: เหตุใด AI จึงถูกมองว่ามีกฎระเบียบน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น
A: เพราะ AI สามารถเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากและส่งผลต่อพฤติกรรมได้ทันที แต่กลับไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนใช้งานเหมือนยา อาหาร หรือบริการพื้นฐานอื่นๆ
Q8: ช่องว่างด้านกฎระเบียบ AI ส่งผลต่อชื่อเสียงองค์กรอย่างไร
A: ในระยะสั้นอาจช่วยให้เติบโตเร็ว แต่ในระยะยาวอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น หากสังคมมองว่าองค์กรใช้ AI โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้
Q9: องค์กรควรสื่อสารเรื่อง AI กับสังคมในมุมใดจึงจะยั่งยืน
A: ควรสื่อสารว่า AI ถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาอะไร ใครได้ประโยชน์ และมีมาตรการลดผลกระทบอย่างไร มากกว่าการพูดถึงความล้ำหรือความอัจฉริยะเพียงอย่างเดียว
Q10: คำถามสำคัญที่สุดที่ผู้นำองค์กรควรถามตัวเองเกี่ยวกับ AI คืออะไร
A: ไม่ใช่ “เรามี AI หรือยัง” แต่คือ “เราใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และเล่าเรื่องนี้กับสังคมอย่างโปร่งใสเพียงพอหรือยัง”
