ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากมีคำหนึ่งที่ผู้บริหารทั่วโลกได้ยินบ่อยพอๆ กับคำว่า Digital Transformation หรือ AI Disruption คำนั้นคือคำว่า Trust แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เราไม่ได้กำลังพูดถึง “การสร้างความเชื่อมั่น” ในเชิงบวก หากแต่กำลังเผชิญกับ วิกฤตความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง ที่ลึกและซับซ้อนกว่าที่เคย
รายงาน Edelman Trust Barometer ฉบับล่าสุด เผยว่า โลกกำลัง “ถอยกลับ” สู่สภาวะที่ผู้คนเลือกจะเชื่อเฉพาะกลุ่มของตัวเอง ปิดรับมุมมองที่แตกต่าง และไม่ไว้ใจสถาบันหลักของสังคมเหมือนในอดีต
นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางสังคมหรือการเมือง แต่คือ โจทย์ใหญ่ขององค์กรและนักสื่อสาร

โลกไม่ได้เปิดกว้างขึ้น… แต่กำลัง “หดแคบลง”
หนึ่งในคำที่น่าสนใจที่สุด คือคำว่า “Insular Mode” หรือภาวะที่ผู้คนเลือกจะอยู่ใน “เกาะความคิด” ของตัวเอง
ลองนึกภาพง่ายๆ ถ้าอดีตคือโลกที่ทุกคนยืนอยู่ในห้องโถงเดียวกัน ฟังข้อมูลจากเวทีเดียว วันนี้คือโลกที่ห้องโถงนั้นแตกออกเป็นห้องย่อยนับร้อย แต่ละห้องเปิดเสียงของตัวเอง และปิดประตูใส่กัน
ผลลัพธ์คืออะไร?
- ผู้คนเชื่อ “คนที่เหมือนตัวเอง” มากกว่าสถาบัน
- แบรนด์ถูกมองผ่านเลนส์อุดมการณ์ ไม่ใช่คุณภาพ
- ความจริงกลายเป็นเรื่อง “เลือกเชื่อ”
และทั้งหมดนี้คือ สภาพแวดล้อมใหม่ของการสื่อสารองค์กร
Trust Crisis ไม่ได้เกิดเพราะองค์กรสื่อสารน้อย แต่เพราะสื่อสารผิด
ในมุมของที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ “คนไม่ฟัง” แต่คือ “คนฟัง แต่ไม่เชื่อ” หลายองค์กรยังใช้กรอบความคิดแบบเดิม
- สื่อสารให้ครบ
- สื่อสารให้เร็ว
- สื่อสารให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
แต่รายงานชี้ชัดว่า ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ในโลกที่ความรู้สึก ความกลัว และอัตลักษณ์ มีอิทธิพลเหนือเหตุผล องค์กรจำนวนไม่น้อย “พูดถูกทุกอย่าง” แต่กลับ ไม่ชนะใจใครเลย
Brand Trust ในยุคแตกขั้ว: ความเป็นกลางอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
คำถามที่ผู้บริหารถามบ่อยมาก คือ
“เราควรเป็นกลางไหม?”
คำตอบในปี 2026 คือ
การเป็นกลางแบบไม่คิด อาจเป็นความเสี่ยงสูงที่สุด
Edelman Trust Barometer พบว่า ผู้คนคาดหวังให้องค์กร:
- มีจุดยืน
- มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
- และสอดคล้องระหว่าง “คำพูด” กับ “การกระทำ”
แต่ขณะเดียวกัน การเลือกข้างแบบฉาบฉวย หรือทำเพราะกระแส ก็อาจทำลายความเชื่อมั่นได้รวดเร็วยิ่งกว่าไม่ทำอะไรเลย นี่คือกับดักของ Brand Trust ยุคใหม่
บทสัมภาษณ์ Richard Edelman ผลการศึกษาล่าสุดของ the 2026 Edelman Trust Barometer
จากการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์ สู่การสื่อสารเชิงความหมาย
สิ่งที่องค์กรต้องเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ “ข้อความ” แต่คือ วิธีคิดเรื่องการสื่อสาร
จากเดิม
“เราจะพูดอะไรดีให้คนเข้าใจเรา”
สู่คำถามใหม่
“เรากำลังช่วยให้สังคมเข้าใจโลกดีขึ้นอย่างไร”
องค์กรที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงในรายงาน Edelman ไม่ได้เก่ง PR มากกว่าใคร แต่พวกเขา:
- ฟังมากกว่าพูด
- อธิบายมากกาปกป้อง
- และยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบอย่างจริงใจ
บทบาทใหม่ของผู้นำองค์กร: Chief Trust Officer โดยพฤตินัย
ในโลกที่สถาบันดั้งเดิมถูกตั้งคำถาม ผู้นำองค์กรกำลังถูกมองไม่ต่างจาก “สถาบันทางศีลธรรม” CEO วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้บริหารผลประกอบการ แต่คือผู้ที่สังคมจับตาว่า
- จะพูดอย่างไรในยามวิกฤต
- จะเงียบหรือยืนหยัด
- จะเลือกความถูกต้องหรือความสะดวก
ความเชื่อมั่นจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่าย PR เพียงลำพัง แต่เป็น ภาวะผู้นำที่สื่อสารผ่านการตัดสินใจ
องค์กรควรทำอย่างไรในโลกที่ไม่ไว้ใจกัน
จากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ขอสรุปเป็น 5 แนวทางสำคัญ:
- นิยาม “จุดยืน” ให้ชัด ก่อนนิยาม “ข้อความ”
- สื่อสารด้วยภาษามนุษย์ ไม่ใช่ภาษานโยบาย
- ยอมรับความซับซ้อน แทนการลดทอนความจริง
- ลงทุนกับความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่การรับรู้
- ทำให้ Trust เป็น KPI เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ผลพลอยได้
Trust ไม่ได้สร้างด้วยคำพูด แต่พังได้ด้วยคำพูด
Edelman Trust Barometer ไม่ได้เป็นเพียงรายงานประจำปี แต่คือ สัญญาณเตือน ว่าโลกกำลังเปลี่ยนกติกา ในยุคที่ผู้คนถอยกลับสู่ “โหมดปิด” องค์กรที่รอดไม่ใช่องค์กรที่เสียงดังที่สุด แต่คือองค์กรที่ จริงใจ สม่ำเสมอ และกล้ายืนอยู่กับคุณค่าของตัวเอง
คำถามสุดท้ายไม่ใช่
“เราจะสื่อสารอย่างไรดี”
แต่คือ
“เราอยากเป็นองค์กรแบบไหนในโลกที่ไม่ไว้ใจกัน”
และคำตอบนั้น… จะสะท้อนออกมาผ่านทุกการสื่อสารของคุณ
FAQs: สัญญาณเตือนวิกฤตความเชื่อมั่น และโจทย์ใหม่ของผู้นำองค์กรในโลกที่แตกขั้ว
Q1: Edelman Trust Barometer คืออะไร
A1: Edelman Trust Barometer คือรายงานวิจัยระดับโลกที่สำรวจระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันหลัก เช่น ธุรกิจ รัฐบาล สื่อ และ NGO ใช้เป็นดัชนีสำคัญในการประเมินทิศทางความไว้วางใจของสังคม
Q2: รายงานล่าสุดสะท้อนแนวโน้มอะไรที่น่ากังวลที่สุด
A2: แนวโน้มสำคัญคือผู้คนกำลัง “ถอยกลับสู่โหมดปิด” เลือกเชื่อเฉพาะกลุ่มที่คิดเหมือนตนเอง และไม่เปิดรับมุมมองจากสถาบันหรือกลุ่มอื่น
Q3: Insular Mode ส่งผลต่อการสื่อสารองค์กรอย่างไร
A3: Insular Mode ทำให้สารจากองค์กรถูกตีความผ่านอคติและอัตลักษณ์ของผู้รับสาร มากกว่าข้อเท็จจริง ส่งผลให้การสื่อสารแบบเดิมได้ผลน้อยลง
Q4: วิกฤตความเชื่อมั่นเกิดจากอะไรเป็นหลัก
A4: ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารที่น้อยเกินไป แต่เกิดจากการสื่อสารที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึก ความกลัว และบริบททางสังคมของผู้คน
Q5: Brand Trust แตกต่างจากความน่าเชื่อถือในอดีตอย่างไร
A5: Brand Trust ในปัจจุบันไม่วัดจากคุณภาพหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงจุดยืนทางคุณค่า ความจริงใจ และความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ
Q6: องค์กรควรเป็นกลางหรือเลือกจุดยืน
A6: การเป็นกลางโดยไม่ไตร่ตรองอาจกลายเป็นความเสี่ยง องค์กรควรมีจุดยืนที่ชัด แต่ต้องมาจากคุณค่าที่แท้จริง ไม่ใช่การเกาะกระแส
Q7: บทบาทของ CEO เปลี่ยนไปอย่างไรในยุค Trust Crisis
A7: CEO ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะผู้บริหารธุรกิจ แต่เป็นตัวแทนทางจริยธรรมขององค์กร การตัดสินใจและการสื่อสารของผู้นำมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น
Q8: ทำไมข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
A8: เพราะผู้คนตัดสินใจจากอารมณ์ ความรู้สึกปลอดภัย และอัตลักษณ์ ข้อเท็จจริงที่ไม่เชื่อมโยงกับความรู้สึกจึงไม่สามารถสร้าง Trust ได้
Q9: องค์กรควรปรับกลยุทธ์การสื่อสารอย่างไร
A9: ต้องเปลี่ยนจากการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์ เป็นการสื่อสารเชิงความหมาย เน้นการฟัง ความสม่ำเสมอ และการอธิบายอย่างจริงใจ
Q10: Trust ควรถูกมองเป็นเรื่องของใครในองค์กร
A10: Trust ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่าย PR เท่านั้น แต่ควรเป็น KPI เชิงกลยุทธ์ของทั้งองค์กร โดยเฉพาะระดับผู้นำ
