เมื่อบะหมี่เกาหลีใช้ Meme Culture สร้างกระแสไวรัลระดับโลก
ในยุคที่แบรนด์แข่งกัน “ดัง” มากกว่าแข่งกัน “ดี” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะทำอย่างไรให้คนรู้จัก แต่คือจะทำอย่างไรให้คน พูดถึง และที่สำคัญกว่านั้นคือ พูดต่อ
สราวุธ บูรพาพัธ เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง มีประสบการณ์ด้านการสื่อสารในธุรกิจพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการ และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการสื่อสารแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนแผนการตลาดหรือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมทั้ง บริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต
กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการจัดการบริหารธุรกิจ จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในยุคที่แบรนด์แข่งกัน “ดัง” มากกว่าแข่งกัน “ดี” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะทำอย่างไรให้คนรู้จัก แต่คือจะทำอย่างไรให้คน พูดถึง และที่สำคัญกว่านั้นคือ พูดต่อ
ในโลกของแบรนด์ลักชัวรีที่ทุกดีเทลคือ “ศิลปะ” และทุกการเคลื่อนไหวคือ “กลยุทธ์” การตัดสินใจของ Gucci ในการใช้ภาพโมเดลที่สร้างจาก AI สำหรับแคมเปญช่วง Milan Fashion Week กลับกลายเป็นชนวนของกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์
รายงาน State of AI in Marketing 2026 จาก Jasper ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่ากระแสความตื่นตัวในตลาด เมื่อ 91% ขององค์กรใช้ AI แล้ว แต่ความสามารถในการพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุนกลับลดลง นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของเทคโนโลยี แต่คือ “บททดสอบเชิงระบบ” ของผู้นำด้านการตลาดและการสื่อสาร
ยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมืองอาจดูเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เมื่อเทียบกับคลื่นยักษ์อย่าง Generative AI ที่กำลังก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Algorithmic Earned Media หรือการทำให้ AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) พูดถึงแบรนด์ของเราในทิศทางที่ถูกต้อง
ในยุคที่ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่กลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง ข้อมูลจากรายงาน Digital 2026: Thailand ที่จัดทำโดย DataReportal ร่วมกับ Meltwater และ We Are Social เผยภาพพฤติกรรมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง ทั้งในเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การใช้โซเชียลมีเดีย และวิธีที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์กับโลกออนไลน์เช่นเดียวกับการค้นหาเนื้อหาและซื้อสินค้าออนไลน์
ท่ามกลางสมรภูมิแห่งการเลือกตั้ง สโลแกนทางการเมืองเป็นมากกว่าคำขวัญที่ปรากฏบนป้ายหาเสียง หากแต่คือ “เครื่องมือสื่อสารทางกลยุทธ์” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดชิ้นหนึ่งของพรรคการเมือง
เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ได้มองหานโยบายที่ดีที่สุด แต่กำลังมองหาใครสักคนที่ “น่าเชื่อถือพอ” ในโลกที่ไม่ไว้ใจกัน ภาพของการหาเสียงเลือกตั้งในวันนี้ เต็มไปด้วยเวทีปราศรัย เสียงสโลแกน และนโยบายที่ถูกยกขึ้นมาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ใต้ภาพคึกคักนั้น กลับมีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากมีคำหนึ่งที่ผู้บริหารทั่วโลกได้ยินบ่อยพอๆ กับคำว่า Digital Transformation หรือ AI Disruption คำนั้นคือคำว่า Trust แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เราไม่ได้กำลังพูดถึง “การสร้างความเชื่อมั่น” ในเชิงบวก หากแต่กำลังเผชิญกับ วิกฤตความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง ที่ลึกและซับซ้อนกว่าที่เคย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มักถูกเล่าในสองภาพสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือ “ฮีโร่” ที่จะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกด้านคือ “วายร้าย” ที่จะมาแย่งงานมนุษย์และทำลายโครงสร้างสังคม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า Loyalty Program มักถูกวางตำแหน่งเป็นเครื่องมือเสริมทางการตลาด เป็นกลไกที่มีไว้ “เพิ่มความถี่ในการซื้อ” หรือ “สร้างความผูกพันกับแบรนด์” ในระดับหนึ่ง แต่ข้อมูลอินไซต์จาก POINTX ที่เผยว่ายอดการใช้พอยท์เติบโตมากกว่า 330% ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี กำลังบอกเราว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมไปไกลกว่านั้นแล้ว
นัก PR ต้องปรับบทบาทอย่างไรในโลกที่ “ความโปร่งใส–เทคโนโลยี–ดีล” คือพลัง ภูมิทัศน์การสื่อสารในปี 2026 กำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นคือ “อำนาจ” ไม่ได้อยู่ในมือของแบรนด์อีกต่อไป แต่อยู่กับผู้บริโภคอย่างเต็มรูปแบบ
ภูมิทัศน์สื่อของประเทศไทยในปี 2026 ได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังอีกต่อไป หากแต่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจของระบบการค้นหา การผลิตเนื้อหา และที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดความหมายของ “ความน่าเชื่อถือ” บนโลกออนไลน์