Review : เพาเวอร์บาย แจกอั่งเปา 8,888.- ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 0 33266

ความหลากหลายของสินค้า9
ส่วนลดสินค้า8
ของแจก ของแถม8
การบริการ8
8.3 out of 10

ฉลองตรุษจีน เพาเวอร์บาย แจกอั่งเปา 8,888.- ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ปล่อยโปร เด็ด ของแถมเพียบ!! ลดสนั่นเพลนนารี ฮอลล์

ฉลองตรุษจีนกับงานมหกรรมสมาร์ทโฟน ไอที แก็ดเจ็ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “Thailand Mobile Expo 2018” ณ เพลนนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2561 บอกเลยว่า อีเว้นท์เปิดปีครั้งนี้คึกคักมาก ยักษ์ใหญ่อย่างเพาเวอร์บายยกขบวนสินค้าสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์แกดเจ็ตไอทีมากมาย พร้อมอัดโปรโมชั่นหนัก แจกอั่งเปา เลขสวย เลขมงคล มูลค่ารวมกว่า 8,888 บาท แถมด้วยส่วนลดเพิ่มจากคะแนน The 1 Card และบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้สูงสุดถึง 20% อีกด้วย เท่านั้น ยังไม่พอ!! ยังมีสินค้าราคาพิเศษลดแบบสุดๆ ในช่วงนาทีทอง ภายในงาน ซึ่งจะมีไฮไลท์อะไรรออยู่ เราไปดูกันเลยครับ

เมื่อเดินเข้ามาบริเวณ Main Foyer เพลนนารี ฮอลล์ จุดเช็คอิน โซนแรกของงานและยังเป็นส่วนเชื่อมไปยังจุดต่างๆ ในงาน สำหรับบูธเพาเวอร์บาย หมายเลข PM 8 หาไม่อยากเลยครับ แค่เดินตรงเข้าในงาน ให้สังเกตป้ายสีม่วงโดดเด่นมาแต่ไกลเลย

บูธเพาเวอร์บายเองก็จะตื่นตาตื่นใจกับจำนวนสินค้า สมาร์ทโฟน ไอทีและแก็ดเจ็ด หลากหลายแบรนด์ (ไม่คิดว่าสินค้าจะเยอะเหมือนเวลาไปเดินใน shop) เรามาดูไอเทมเด็ดตัวท๊อปที่พลาดไม่ได้ ต้องมาสอยที่งานนี้เท่านั้นครับ

แบบว่า #ของมันต้องมี สาวก Smart watch ต้องมามุง กับ Apple Watch S2 รุ่นนี้บอกเลยว่าประสิทธิภาพ และกราฟิกดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า รุ่นนี้มีระบบ GPS บิวด์อินเข้ามาในตัวเครื่องทำให้เราสามารถออกกำลังกาย เช่น อยากออกไปวิ่ง แต่ไม่อยากพกมือถือไป ก็ใส่แค่ Apple Watch S2 ซึ่งจะมีระนาฬิกาบบแทร็ก GPS ได้เลย และสุดท้ายคือระบบกันน้ำที่ทำได้ดีมากขึ้นจนสามารถพกไปว่ายน้ำได้ แต่ที่ดีสุดๆ เห็นจะเป็นราคาที่ลดแรง ถึง 50% จาก 14,900 บาท เหลือเพียง 7,450 บาท เท่านั้น

ถัดมาเห็นแล้วต้องรีบพุ่งไปจัดก่อนที่ของจะหมด (แบบว่าอยากได้มานานล่ะ) อย่าง wearable สายรัดข้อมือและนาฬิกาอัจฉริยะ Fitbit จัดโปรลดถล่มราคา ซื้อ 1 แถม 1 จำนวน 3 รุ่นครับ ได้แก่ รุ่น Blaze , ALTA และ Flex สาย Healthy ต้องไปจัด คูลสุดๆ สำหรับคนที่รักการออกกำลังกายทุกรูปแบบ Fitbit รุ่น Blaze ลดเหลือ 8,990 บาท ย้ำอีกที 1 แถม 1 นะครับ รุ่นนี้ตอบโจทย์สุดๆ สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และอยากติดตามข้อมูลร่างกายในชีวิตประจำวัน ขนาดกระทัดรัดเหมาะกับข้อมือทุกไซด์ จะใส่คู่กับนาฬิกาปกติก็เก๋ๆ คูลๆ ภายในงานนี้เพาเวอร์บายจัดโปรหนักจริงๆ ซื้อ 1 แถม 1 ในราคา 5,990 บาท (คุ้มมากๆ) ใส่เป็นคู่กับแฟนก็น่ารักดีนะครับ ใครสนใจว่า Fitbit แต่ละรุ่นฟีเจอร์ต่างกันยังไง เดินมาคุยกับพนักงานที่บูธเพาเวอร์บายได้เลยครับ

เดินต่อเข้ามาในบูธเพาเวอร์บาย ผมไปสะดุดใจกับ Huawai Mate 10 Pro ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ FHD+ (1080 x 2160 พิกเซล) การแสดงผลก็รองรับมาตรฐาน HDR10 ด้วย รุ่นนี้ภาพสวยเหมือนมือโปรมาถ่ายเองเลยครับ แถมด้วยหน้าจอแบบ OLED จึงทำให้ได้สีสันที่จัดจ้านและคอนทราสที่คมเข้มกว่าจอ IPS ทั่วๆ ไปอีกด้วย เพาเวอร์บายทำราคาพิเศษและยังมีส่วนลดกว่า 15%* จากราคาปกติ 27,990 บาท คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจริงๆ

และที่พลาดไม่ได้เอาใจสาวกซัมซุง Samsung Galaxy Note 8 ที่สุดของสมาร์ทโฟน จอใหญ่กับฟังชั่นก์ปากกาใหม่ กล้องคู่เครื่องแรกของโลก มาพร้อมระบบกันมือสั่นทั้งสองเลนส์ หน้าจอ Super Amoled ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียดแบบ QHD+ (2960×1440 พิกเซล) เป็นสมาร์ทโฟนที่ผสานทุกความลงตัว ทั้งดีไซน์ที่และตอบโจทย์การใช้งาน ที่สำคัญราคาไม่แรงอย่างที่คิดนะ ในงาน เพาเวอร์บาย มีส่วนลดถึง 24%* และยังใช้ใช้อั่งเปาส่วนลดเพิ่มได้อีกด้วย จากราคาปกติ 33,900 บาท เหลือเพียง สองหมื่นกว่านิดๆ เอง

ยังไม่พอ…นอกจากโปรสุดคุ้ม ลดราคากระหน่ำขนาดนี้แล้ว ลูกค้าที่มาช้อปที่บูธเพาเวอร์บายภายในงาน ยังจะได้รับของแถมกันไปอีกฟรีๆ อีกเพียบ

– ช้อปครบ 5,000- 11,999 บาท รับฟรี ชุดอุปกรณ์เสริม สำหรับโทรศัพท์มือถือ LUMI Mobility Pack3 ชิ้น มูลค่า 790 บาท

– ช้อปครบ 12,000 – 17,999 บาท รับฟรี ชุดอุปกรณ์เสริม สำหรับโทรศัพท์มือถือ LUMI Combo Pack 4 ชิ้น มูลค่า 1,190 บาท

– ช้อปครบ 18,000 บาท ขึ้นไป รับฟรี ชุดอุปกรณ์เสริม สำหรับโทรศัพท์มือถือ LUMI Combo Pack 4 ชิ้น และหูฟัง Sport Bluetooth มูลค่า 1,790 บาท

แถมอะไรเบอร์นี้ ซื้อหมดนี้ก็ต้องเอารถมาขนกับแล้ว ฮาๆๆๆๆ

จากทั้งหมดก็เป็นแค่ไฮไลท์ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของบูธเพาเวอร์บาย ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ใครที่อยากสัมผัสกับนวัตกรรมล้ำๆ ด้านมือถือ หรืออุปกรณ์แกดเจ็ตไอที แถมยังมีช่วงนาทีทองปล่อยหมัดยกสมาร์ทโฟนมาลดกระหน่ำ แบบที่ต้องเกาะบูธรีบสอยกันเลยทีเดียวครับ แอบบอกว่า ไอโฟนสิบ ราคาลดสุดๆ ที่เพาเวอร์บาย หากใครมีแต้มสะสมเดอะวันการ์ดและ ออนท๊อปบัตรเครดิต งานนี้สามารถเป็นเจ้าของไอโฟนสิบในช่วงนาทีทองได้ในราคาสามหมื่นนิดๆ ครับ

มาเจอกันได้เลยที่บูธเพาเวอร์บาย (PM 8) เพลนนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15 – 18 ก.พ. 61 สามารถดูรายการสินค้า โปรโมชั่น หรือหากใครที่ไม่สะดวกมาก็เข้าไปช้อปออนไลน์เพลินๆ ได้ที่ www.powerbuy.co.th

สาวก สมาร์ทโฟน แก็ดเจ็ดไอที พลาดไม่ได้ นาทีนี้บอกได้แค่ว่า #ของมันต้องมี ครับ

(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

แพทย์ชี้ พาราควอต ไม่น่ากลัว 
การใช้ พาราควอต ทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม 0 10037

ปัจจุบัน เกิดกระแสข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดวัชพืชของภาคเกษตรกรรม หรือ พาราควอต ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ส่งผลต่อไปยัง การปฏิเสธสินค้า และผลผลิตจากเกษตรกร ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมแปรรูป การผลิต และการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า1.2 ล้านล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมทั้ง ข่าวสารดังกล่าวยังสร้างความกังวลใจต่อสาธารณะ และผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพ จนกระทั่งถึงขั้นที่เสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ แบน พาราควอต ออกไปจากระบบกสิกรรมเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจ และปอดมีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตได้เคยเขียนบทความทบทวนส่งไปลงพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์เวชสาร และ พุทธชินราชเวชสาร พร้อมกันนั้นก็ไปบรรยายเรื่องพาราควอตในการประชุมราชบัณฑิตสัญจร เมื่อเมษายนปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้นมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมาร่วมประชุมด้วย เช่น ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล ศาสตราจารย์ ดร. สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ศาสตราจารย์ ดร. อรอณงค์ นัยวิกุล ศาสตราจารย์ ดร. สมชาย วงศ์วิเศษ ศาสตราจารย์ ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านไม่มีความเห็นขัดแย้งกับข้อมูลที่บรรยาย คือ การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ้างผลงานของคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) พบว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าทำให้มีสารพาราควอตตกค้างอยู่ในไร่นา ในน้ำที่ขัง ทำให้ผู้ที่ย่ำน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้รับสัมผัสพาราควอตทางผิวหนังป่วยปีละกว่า 100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 รายจากขาเน่าและติดเชื้อซ้ำซ้อนถึงต้องตัดขา โดยไม่ให้รายละเอียดเอกสารและแหล่งพิมพ์เอกสาร รวมทั้ง อ้างว่าการสัมผัสยาฆ่าหญ้า ทำให้เกิดโรคที่รักษาไม่ได้ เช่น โรคพาร์กินสันและการทำลายเซลล์สมอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ให้ความเห็นในทางตรงกันข้าม โดยอ้างอิงจากเอกสารวิชาการของสำนักงานความปลอดภัยทางเคมี ของกรมสุขภาพ เมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ว่า พาราควอต เป็นยากำจัดวัชพืช โดยวิธีการยับยั้งการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้เกิดสุเปอร์ออกไซด์ไปทำอันตรายแผ่นเยื่อต่างๆของพืชโดยกระบวนการเพอร์ออกซิไดซ์ไขมัน การเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นแบบเดียวกับในพืช คือ เมื่อได้รับสารพิษเข้าทางเดินอาหารหรือทางหายใจจะเกิดภาวะพิษทางระบบการหายใจ ไตและตับ การได้รับพิษทางผิวหนังพบน้อยมาก รายงานศักยภาพพิษต่อระบบประสาทที่ทำให้เป็นโรคพาร์กินสันในคนก็พบน้อยมาก อีกทั้งยังไม่สามารถระบุสาเหตุว่าเกิดจากสาพราควอต และที่กล่าวอ้างในบางรายงานว่าเกิดขึ้นก็ไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ รายงานผลวิจัยยาฆ่าวัชพืช 2 ตัว คือ ไกลโฟเสตและพาราควอต ในประเทศไทย จากกลุ่มนักวิชาการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงการตรวจพบพาราควอตในซีรั่มของมารดาและสายสะดือของทารก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าได้ศึกษาเพิ่มด้านสนเทศพันธุกรรมจากเลือดด้วยโดยวิธี Next Generation Sequencing ด้วย อาจได้ข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ที่สัมผัสพาราควอต ไม่ว่าจะขณะทำงานพ่นสาร หรือจากสัมผัสสารที่ปนเปื้อนสิ่งต่างๆใกล้ตัว หรือจากบริโภคน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนละอองพาราควอตที่พ่นขณะทำงาน แต่ไม่น่าได้รับจากสัมผัสดิน เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าในดินไม่มีฤทธิ์ของพาราควอตให้สัมผัส ส่วนเด็กแรกคลอดได้พาราควอตจากเลือดของแม่ เพราะเด็กอยู่ในครรภ์จนคลอด การศึกษานี้ ถ้าได้ศึกษาดีเอ็นเอด้วย ก็อาจโชคดีได้พบความผิดปรกติจำเพาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ ก็จะได้ตัวกำหนดชีวภาพระบุการสัมผัสสารพิษของหญิงมีครรภ์และของทารกแม้ก่อนเกิดเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าในรายงานไม่มีข้อมูลว่า แม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพาราควอตหรือไม่อย่างไร เพราะหญิงมีครรภ์ที่นำมาศึกษาถ้าได้รับพาราควอตที่เป็นสารพิษร้ายแรง น่าจะมีอาการหรือลักษณะเวชกรรมพิษพาราควอตบ้าง ซึ่งในรายงานนี้บอกยากว่าได้รับเมื่อไร ถึงแม้ว่าพบปริมาณพาราควอตในเลือดตอนคลอดน้อยมาก จนไม่มีอาการ ถ้าได้สัมผัสปริมาณมากน่าจะมีอาการป่วยหรือเสียชีวิต

จากข้อมูลเท่าที่ผู้เขียนทราบจวบปัจจุบัน ยังไม่เคยปรากฏว่าการใช้พาราควอตฆ่าหญ้าเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ รายที่มีอาการและเสียชีวิตจากได้รับพาราควอตปริมาณมากเป็นรายที่ดื่มฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม หรือดื่มกินโดยไม่ตั้งใจเช่นในเด็กที่นึกว่าเป็นสิ่งที่ดื่มกินได้

พาราควอต เป็นสารฤทธิ์ทำอันตรายเฉพาะที่สูงมาก ถ้าดื่มก็จะทำอันตรายช่องปากและลำคอรุนแรง การเข้าทางหายใจก็เกิดยาก เพราะละอองสารเหลวจากการพ่นจะมีขนาดใหญ่ จะทำให้เปรอะเปื้อนตามร่างกายมากกว่าหายใจเข้าไปในทางหายใจ จึงไม่น่าจะมีใครสามารถหายใจพาราควอตได้ การสัมผัสทางผิวหนังก็เช่นกันจะเกิดการอักเสบรุนแรงเกิดแผลสด แต่ไม่น่าจะได้รับพาราควอตปริมาณมากจนเสียชีวิต การเดินลุยน้ำที่มีการปนเปื้อนจากการพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืช ก็ไม่น่าจะได้สัมผัสพาราควอต เพราะพาราควอตที่ลงสู่ดิน จะถูกกำจัดหมดไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ ได้นำข้อเท็จจริงจากรายงานวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจพันธุกรรมก่อนสมภพ ของพุทธชินราชเวชสาร การเก็บของเหลวเพื่อชันสูตร ของธรรมศาสตร์เวชสาร A case of paraquat poisoning with recovery ของสารศิริราช และ IARC Monograph Volume 112 evaluation of five organophosphate insecticides and herbicides ขององค์การอนามัยโลก และการประเมินพิษวิทยาสารพาราควอตจากรมสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพาราควอตชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อตอกย้ำว่า การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ควรยกเลิกใช้สาร พาราควอต ในกสิกรรมของไทยในที่สุด

กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ ชี้ข้อเท็จจริงว่า พาราควอต จำเป็นต่อการเกษตร 0 10104

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร นำกลุ่มนักวิชาการและแพทย์ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ พันเอก นายแพทย์ สุรจิต สุนทรธรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา จัดเสวนา “สนทนาพาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง หวังสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ซึ่งยังคงจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติ อาหารไทยสู่ครัวโลก

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า สารเคมีกำจัดวัชพืชมีความสำคัญต่อเกษตรกรรมของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นการทดแทนแรงงานคนเพื่อจะใช้ในการกำจัดวัชพืช ดังนั้น มูลนิธิฯ ยึดถือผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการตัดสินใจและสรุปข้อมูลทั้งผลงานที่ไม่ว่าจะออกทางด้านลบหรือด้านบวก จึงได้เชิญนักวิชาการด้านการแพทย์และเกษตรกร กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน นำไปสู่การนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐและผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คุณสมบัติของพาราควอต จะยึดติดกับดินอย่างเหนียวแน่น และหมดฤทธิ์ ไม่สามารถปลดปล่อยออกมา จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ในดินและน้ำ อาทิ ไส้เดือน แมลง ปลา รวมทั้ง รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ขณะเดียวกันการใช้งานในภาคเกษตรกรรม พาราควอต ใช้ในการกำจัดวัชพืช จะออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบ ก็จะทำให้ใบไหม้ ส่วนลำต้นหรือส่วนอื่นๆ ที่เป็นสีน้ำตาล จะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เป็นพิษ สามารถเติบโตต่อไปได้

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารพาราควอตนั้น มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะประเด็น พาราควอตทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า บริเวณจังหวัดหนองบัวลำภู นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดินและตะกอนดินในน้ำ รวมทั้งถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าแพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมากเพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน สารพาราควอตเองโดยปรกติไม่ถูกดูดซึมทางผิวหนังนอกจากมีบาดแผล ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ก็น่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพารา ควอตหรือไม่อย่างไร อนึ่งเท่าที่ทราบจวบปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน อนึ่งข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศต่าง ๆ เมื่อราว 30 ปีที่แล้วให้ผลว่า สารเคมีทั้งประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า อาจทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้โดยมีความเสี่ยงราว 2-5 เท่า แต่ข้อมูลจากการศึกษาแบบสอบถามนี้มีความโน้มเอียงที่จะมีอคติสูง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ ต่อมาอีก 10 ปี พบว่ามีประชากรที่ได้รับสัมผัสและไม่ได้รับสัมผัสเกิดเป็นโรคพาร์กินสันในอัตราใกล้เคียงกัน ปัจจุบันจึงยังสรุปไม่ได้ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง  การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ กล่าวสรุปว่า การใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช ไม่น่ากลัว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน โปรดพิจารณาข่าวสารอย่างรอบคอบ ติดตามข้อมูลงานวิจัยหรือการศึกษาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ประเด็นถกเถียงด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่าพาราควอตเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันแต่อย่างใด

พันเอก นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ แสดงความเห็นว่า หากจะยังอนุญาตให้มีการใช้ได้ ต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เข้มงวดอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องห้ามมิให้มีผลิตภัณฑ์ชนิดเข้มข้นวางจำหน่ายในท้องตลาด ห้ามมิให้มีการผสมและถ่ายเทสารพาราควอตนอกโรงงานที่ได้รับอนุญาต คงอนุญาตให้มีแต่ผลิตภัณฑ์ผสมเสร็จที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทพร้อมใช้พ่นได้ทันทีเท่านั้น และต้องมีมาตรการแลกเปลี่ยนภาชนะบรรจุในการซื้อแต่ละครั้ง (ทำนองเดียวกันกับแก๊สหุงต้ม) จำกัดปริมาณให้ซื้อได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้และมีใบอนญาตเท่านั้น เป็นต้น