The Key Message
- Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 เปิดฉากที่กรุงเทพฯ พร้อม Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 โดยพยายามเชื่อมอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมีไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน
- งานปีนี้มีผู้จัดแสดงมากกว่า 300 รายจาก 15 ประเทศ เทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์ บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร และผู้จัดคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 13,000 รายตลอดสามวัน
- ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ขนาดของงาน แต่คือความพยายามเปลี่ยนงานแสดงสินค้าให้กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างงานวิจัย เทคโนโลยี เงินลงทุน ผู้ซื้อ และภาคอุตสาหกรรม
- แนวคิด “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” สอดคล้องกับโจทย์เศรษฐกิจของไทยที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์ วัสดุ และเคมีชีวภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าจากองค์ความรู้และนวัตกรรม
- คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าไทยสามารถจัดงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติได้หรือไม่ แต่คือเครือข่ายและการจับคู่ที่เกิดขึ้นภายในงานจะเปลี่ยนเป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และธุรกิจจริงได้มากเพียงใด

เมื่อ “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง
เมื่อประตูของศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคในกรุงเทพฯ เปิดรับผู้เข้าร่วม Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 ในวันที่ 2 กันยายน ภาพที่ปรากฏไม่ได้มีเพียงเครื่องมือทดลอง หลอดแก้ว เครื่องวิเคราะห์ หรืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เรียงรายอยู่ตามบูธต่างๆ
แต่สิ่งที่ผู้จัดต้องการนำเสนอในปีนี้มีขนาดใหญ่กว่านั้น
Thailand LAB INTERNATIONAL ซึ่งเดินทางมาถึงปีที่ 16 ถูกจัดขึ้นพร้อมกับ Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน ภายใต้แนวคิด “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” หรือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของอาเซียน
ตามข้อมูลจากผู้จัดงาน มีบริษัทเข้าร่วมแสดงสินค้ามากกว่า 300 รายจาก 15 ประเทศ นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 แบรนด์มาจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ขณะที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 13,000 รายตลอดสามวัน
ภายในงานยังมีการประชุม การอบรม และเวทีเสวนาทางเทคนิคเกือบ 100 รายการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 160 คนจาก 10 ประเทศเข้าร่วม
ตัวเลขเหล่านี้บอกถึงขนาดของงาน แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดว่าเหตุใดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับ “ห้องปฏิบัติการ” จึงมีความหมายต่อเศรษฐกิจไทย
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่โลกของห้องแล็บในปัจจุบันไม่ได้แยกขาดจากโลกธุรกิจอีกต่อไป
ตั้งแต่ยา อาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงวัสดุและสารเคมีใหม่ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดล้วนต้องผ่านกระบวนการวิจัย การทดสอบ การวิเคราะห์ และการรับรองมาตรฐาน
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ห้องปฏิบัติการคือหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
และนั่นทำให้งานอย่าง Thailand LAB INTERNATIONAL กำลังพยายามเปลี่ยนสถานะจาก “งานแสดงเครื่องมือวิทยาศาสตร์” ไปสู่เวทีที่เชื่อมต่อห่วงโซ่นวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

จากงานแสดงสินค้า สู่ “ระบบนิเวศ”
คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ระบุในพิธีเปิดว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL พัฒนาจากงานแสดงเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการไปสู่แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมี
เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาจัดแสดง แต่รวมถึงการทำให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมพบกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จับคู่ธุรกิจ และพัฒนาความร่วมมือใหม่
แนวคิดนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้จัดจึงนำสามงานมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
เพราะในโลกของนวัตกรรม เส้นแบ่งระหว่างแต่ละอุตสาหกรรมกำลังบางลงเรื่อยๆ
เทคโนโลยีชีวภาพอาจนำไปสู่ยาใหม่ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างส่วนประกอบอาหาร วัสดุชีวภาพ หรือสารเคมีชนิดใหม่ได้ เทคโนโลยีในห้องปฏิบัติการอาจถูกนำมาใช้ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพอาหารและกระบวนการผลิตในโรงงาน
การนำ Thailand LAB, Bio+ HealthTech และ FutureCHEM มาเชื่อมต่อกันจึงสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไม่ได้เติบโตแบบแยกส่วน แต่พึ่งพาความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรจากหลายสาขาพร้อมกัน

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า จะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอะไรในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. อธิบายว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCG ของไทยครอบคลุมสี่สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สอวช. ระบุว่า กลุ่มเศรษฐกิจเหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มรวมประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท หรือราว 21% ของ GDP และมีศักยภาพเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 24% ของ GDP ตามเป้าหมายที่วางไว้
สิ่งที่น่าสนใจคืออย่างน้อยสามองค์ประกอบของงานที่จัดขึ้นที่ไบเทคครั้งนี้ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ ไปจนถึงเคมีและวัสดุ มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการผลักดันให้มีมูลค่าสูงขึ้น
สำหรับภาคสุขภาพและการแพทย์ ตัวอย่างเป้าหมายที่ สอวช. ระบุไว้ ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ การพัฒนาการแพทย์แม่นยำ และการผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพและการวิจัยทางคลินิก
ขณะที่สาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ เน้นการต่อยอดทรัพยากรไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีและวัสดุชีวภาพที่มีมูลค่าสูงขึ้น
ในบริบทเช่นนี้ งานแสดงสินค้าเชิงวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทมากกว่าการเป็นสถานที่สำหรับขายเครื่องมือ เพราะอาจทำหน้าที่เป็น “ตลาดกลาง” ขององค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้ซื้อ เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ

โจทย์ใหญ่คือเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้กลายเป็น “มูลค่า”
ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า การแข่งขันในโลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และไทยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับการนำไปใช้ประโยชน์จริง
นี่อาจเป็นประโยคที่สะท้อนโจทย์สำคัญที่สุดของงานในปีนี้
เพราะการมีงานวิจัยไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลิตภัณฑ์ และการมีเทคโนโลยีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีตลาดรองรับโดยอัตโนมัติ
ระหว่างห้องทดลองกับตลาดยังมีขั้นตอนอีกจำนวนมาก ตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบมาตรฐาน การหาแหล่งเงินทุน การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การขออนุญาต ไปจนถึงการหาผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจ
หากมองเช่นนี้ แนวคิด “ecosystem” หรือระบบนิเวศจึงมีความสำคัญ
นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากนักวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียว เช่นเดียวกับที่ต้นไม้ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งดิน น้ำ แสง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
งานวิจัยก็เช่นกัน หากขาดนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน ตลาด หรือผู้ซื้อ เทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยอาจหยุดอยู่ที่ต้นแบบ
Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 จึงพยายามนำองค์ประกอบเหล่านี้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน


จาก Immersive LAB ถึงการจับคู่ธุรกิจ
หนึ่งในไฮไลต์คือ “Immersive LAB” ห้องปฏิบัติการจำลองเชิงอินเทอร์แอคทีฟ ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วมทดลองสัมผัสเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้จัดมี Hosted Buyer Campaign และ Online Business Matching เพื่อเชื่อมผู้ให้บริการเทคโนโลยีกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ รวมถึง Bio Investment Panel ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ยังมี Future Food Innovation Junior Competition และเวทีเกี่ยวกับ Lifestyle Medicine, Healthcare in the Metaverse เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ นวัตกรรมเคมี และความยั่งยืน
การมีพาวิลเลียนจากจีน อินเดีย และไต้หวัน ยังสะท้อนอีกมิติหนึ่งของงาน นั่นคือการแข่งขันและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีไม่ได้มีพรมแดนประเทศเป็นขอบเขตอีกต่อไป
สำหรับบริษัทไทย การพบผู้ผลิตต่างชาติอาจหมายถึงการเข้าถึงเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่
สำหรับผู้ผลิตต่างชาติ ไทยอาจเป็นทั้งตลาดและประตูเชื่อมเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนสำหรับนักวิจัย การพบภาคเอกชนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการนำงานจากห้องทดลองไปสู่ตลาด
แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะต้องวัดกันหลังงานจบลง ไม่ใช่เพียงจากจำนวนผู้เดินผ่านประตู


งานแสดงสินค้ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์
อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของอุตสาหกรรม MICE ซึ่งครอบคลุมการประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้า
ข้อมูลของ TCEB ระบุว่า ในปี 2024 ไทยมีนักเดินทาง MICE ทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 25.35 ล้านคน สร้างรายได้ราว 148,341 ล้านบาท และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 309,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.67% ของ GDP
ในปี 2025 TCEB ตั้งเป้านักเดินทาง MICE รวม 34 ล้านคน และรายได้สูงถึง 200,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าไทยอยู่ในอันดับ 1 ของอาเซียนและอันดับ 4 ของเอเชียในแง่พื้นที่จัดงานแสดงสินค้าตามการจัดอันดับที่ TCEB อ้างอิงจาก UFI
ตัวเลขดังกล่าวช่วยอธิบายว่า เหตุใดภาครัฐจึงไม่ได้มองงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อดึงนักเดินทางเข้าประเทศ
เป้าหมายอีกด้านคือใช้เวทีเหล่านี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
TCEB เองเคยอธิบายแนวทางการใช้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ข้อมูล Open Data ของ TCEB ซึ่งมีการอัปเดตข้อมูลด้านงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ยังสะท้อนว่าการติดตามจำนวนผู้เดินทางและรายได้จากงานแสดงสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้
กรุงเทพฯ ต้องการเป็นมากกว่า “สถานที่จัดงาน”
การมีศูนย์ประชุม สนามบิน โรงแรม และโครงสร้างพื้นฐานเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการดึงงานนานาชาติ แต่หากประเทศไทยต้องการก้าวไปไกลกว่าการเป็นสถานที่จัดงาน โจทย์คือทำอย่างไรให้ความรู้และเครือข่ายที่เข้ามาพร้อมกับงานเหล่านั้นตกค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
นี่คือความแตกต่างระหว่างการเป็น “เจ้าภาพ” กับการเป็น “ศูนย์กลาง”
ประเทศที่เป็นเจ้าภาพอาจได้รับรายได้จากผู้เดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการต่างๆ
แต่ประเทศที่เป็นศูนย์กลางจะต้องสามารถใช้การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ บริษัท นักลงทุน และนักวิจัย เพื่อสร้างการลงทุนใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่ม
แนวคิด ASEAN Scientific Innovation Ecosystem ที่ถูกใช้กับงานในปีนี้จึงเป็นความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่าการจัดนิทรรศการสามวัน
และยิ่งเป้าหมายใหญ่เท่าไร คำถามเรื่องผลลัพธ์ก็ยิ่งสำคัญขึ้นเท่านั้น
“ระบบนิเวศ” จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
การนำผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และผู้ซื้อหลายพันคนมาอยู่ในอาคารเดียวกันสามารถสร้าง “โอกาส” ได้ แต่ยังไม่เท่ากับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการจับมือและแลกนามบัตรต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัด
มีการจับคู่ธุรกิจกี่คู่ที่พัฒนาเป็นสัญญาซื้อขายจริง?
มีงานวิจัยกี่โครงการที่พบผู้ลงทุน?
มีเทคโนโลยีจากต่างประเทศกี่รายการที่นำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือการผลิตในประเทศไทย?
บริษัทไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้หรือไม่?
และบุคลากรไทยได้รับทักษะใหม่จากการเชื่อมต่อเหล่านี้มากเพียงใด?
คำถามเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะคำว่า “innovation ecosystem” ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศ แต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ทำงานต่อเนื่องระหว่างมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ บริษัท นักลงทุน รัฐบาล ผู้กำกับดูแล และตลาด
วิทยาศาสตร์กับการแข่งขันของอาเซียน
การวางตำแหน่งงานภายใต้คำว่า “ASEAN” ยังมีความหมายอีกระดับ
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การลงทุน และบุคลากรทักษะสูง การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีกต่อไป
ความสามารถในการสร้างระบบวิจัย ทดสอบ รับรองมาตรฐาน พัฒนาบุคลากร และเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับภาคอุตสาหกรรมกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
แม้แต่การวัดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างประเทศก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะงบประมาณของรัฐบาล แต่รวมรายจ่ายด้าน R&D จากภาคธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรไม่แสวงหากำไร ตลอดจนทั้งการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาเชิงทดลอง ตามนิยามข้อมูลของ UNESCO ที่เผยแพร่ผ่าน World Bank
นั่นสะท้อนหลักการสำคัญอย่างหนึ่งว่า ความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง
สิ่งที่ Thailand LAB 2026 กำลังพยายามทำในระดับงานแสดงสินค้า จึงคล้ายกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าของประเทศ นั่นคือทำอย่างไรให้ภาควิจัย ภาคธุรกิจ รัฐ และตลาดเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จาก 3 วันในไบเทค สู่โจทย์ระยะยาวของประเทศไทย
Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 กันยายน
บูธต่างๆ จะถูกรื้อ เครื่องมือจะถูกเก็บ และผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศจะเดินทางกลับ
แต่หากแนวคิด ASEAN Scientific Innovation Ecosystem จะมีความหมายอย่างที่ผู้จัดและผู้สนับสนุนตั้งเป้าไว้ เรื่องราวไม่ควรจบพร้อมกับการปิดไฟในฮอลล์จัดแสดง
เพราะสิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงงานวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นทุกปี
แต่คือการสร้างกลไกที่ทำให้นักวิจัยพบผู้ประกอบการ ทำให้เทคโนโลยีพบเงินทุน ทำให้บริษัทไทยเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ และทำให้นวัตกรรมสามารถเดินทางออกจากห้องทดลองไปสู่โรงงาน โรงพยาบาล ตลาด และชีวิตประจำวันของผู้คน
คุณวัฒนา ผาสุข นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในพิธีเปิดว่า การยกระดับอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาควิจัย
ขณะที่คุณกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ TCEB มองว่างานลักษณะนี้สามารถเชื่อมผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสุขภาพ และนวัตกรรมของอาเซียน
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ Thailand LAB 2026 จึงอาจไม่ได้วัดจากผู้เข้าชม 13,000 คน ผู้จัดแสดงกว่า 300 ราย หรือเทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์เพียงอย่างเดียว
ตัวเลขที่สำคัญกว่าอาจเป็นสิ่งที่ยังนับไม่ได้ในวันนี้
นั่นคือจำนวนความร่วมมือที่เดินหน้าต่อ จำนวนงานวิจัยที่กลายเป็นธุรกิจ จำนวนเทคโนโลยีที่ถูกถ่ายทอด และจำนวนบริษัทไทยที่สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงกว่าเดิม
เพราะหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง คำว่า “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” ก็จะไม่ใช่เพียงธีมบนเวทีเปิดงาน
แต่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบว่า ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในเศรษฐกิจเอเชียที่กำลังแข่งขันกันด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้นทุกขณะ
