จาก “ห้องแล็บ” สู่สนามแข่งขันเศรษฐกิจ Thailand LAB 2026 กับเดิมพันใหม่ของไทยในการเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์อาเซียน

The Key Message

  • Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 เปิดฉากที่กรุงเทพฯ พร้อม Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 โดยพยายามเชื่อมอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมีไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน
  • งานปีนี้มีผู้จัดแสดงมากกว่า 300 รายจาก 15 ประเทศ เทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์ บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร และผู้จัดคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 13,000 รายตลอดสามวัน
  • ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ขนาดของงาน แต่คือความพยายามเปลี่ยนงานแสดงสินค้าให้กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างงานวิจัย เทคโนโลยี เงินลงทุน ผู้ซื้อ และภาคอุตสาหกรรม
  • แนวคิด “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” สอดคล้องกับโจทย์เศรษฐกิจของไทยที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์ วัสดุ และเคมีชีวภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าจากองค์ความรู้และนวัตกรรม
  • คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าไทยสามารถจัดงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติได้หรือไม่ แต่คือเครือข่ายและการจับคู่ที่เกิดขึ้นภายในงานจะเปลี่ยนเป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และธุรกิจจริงได้มากเพียงใด

thailand lab

เมื่อ “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง

เมื่อประตูของศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคในกรุงเทพฯ เปิดรับผู้เข้าร่วม Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 ในวันที่ 2 กันยายน ภาพที่ปรากฏไม่ได้มีเพียงเครื่องมือทดลอง หลอดแก้ว เครื่องวิเคราะห์ หรืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เรียงรายอยู่ตามบูธต่างๆ

แต่สิ่งที่ผู้จัดต้องการนำเสนอในปีนี้มีขนาดใหญ่กว่านั้น

Thailand LAB INTERNATIONAL ซึ่งเดินทางมาถึงปีที่ 16 ถูกจัดขึ้นพร้อมกับ Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน ภายใต้แนวคิด “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” หรือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของอาเซียน

ตามข้อมูลจากผู้จัดงาน มีบริษัทเข้าร่วมแสดงสินค้ามากกว่า 300 รายจาก 15 ประเทศ นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 แบรนด์มาจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ขณะที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 13,000 รายตลอดสามวัน

ภายในงานยังมีการประชุม การอบรม และเวทีเสวนาทางเทคนิคเกือบ 100 รายการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 160 คนจาก 10 ประเทศเข้าร่วม

ตัวเลขเหล่านี้บอกถึงขนาดของงาน แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดว่าเหตุใดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับ “ห้องปฏิบัติการ” จึงมีความหมายต่อเศรษฐกิจไทย

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่โลกของห้องแล็บในปัจจุบันไม่ได้แยกขาดจากโลกธุรกิจอีกต่อไป

ตั้งแต่ยา อาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงวัสดุและสารเคมีใหม่ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดล้วนต้องผ่านกระบวนการวิจัย การทดสอบ การวิเคราะห์ และการรับรองมาตรฐาน

กล่าวอีกแบบหนึ่ง ห้องปฏิบัติการคือหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

และนั่นทำให้งานอย่าง Thailand LAB INTERNATIONAL กำลังพยายามเปลี่ยนสถานะจาก “งานแสดงเครื่องมือวิทยาศาสตร์” ไปสู่เวทีที่เชื่อมต่อห่วงโซ่นวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

thailand lab

จากงานแสดงสินค้า สู่ “ระบบนิเวศ”

คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ระบุในพิธีเปิดว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL พัฒนาจากงานแสดงเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการไปสู่แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมี

เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาจัดแสดง แต่รวมถึงการทำให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมพบกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จับคู่ธุรกิจ และพัฒนาความร่วมมือใหม่

แนวคิดนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้จัดจึงนำสามงานมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน

เพราะในโลกของนวัตกรรม เส้นแบ่งระหว่างแต่ละอุตสาหกรรมกำลังบางลงเรื่อยๆ

เทคโนโลยีชีวภาพอาจนำไปสู่ยาใหม่ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างส่วนประกอบอาหาร วัสดุชีวภาพ หรือสารเคมีชนิดใหม่ได้ เทคโนโลยีในห้องปฏิบัติการอาจถูกนำมาใช้ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพอาหารและกระบวนการผลิตในโรงงาน

การนำ Thailand LAB, Bio+ HealthTech และ FutureCHEM มาเชื่อมต่อกันจึงสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไม่ได้เติบโตแบบแยกส่วน แต่พึ่งพาความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรจากหลายสาขาพร้อมกัน

thailand lab

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า จะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอะไรในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. อธิบายว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCG ของไทยครอบคลุมสี่สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สอวช. ระบุว่า กลุ่มเศรษฐกิจเหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มรวมประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท หรือราว 21% ของ GDP และมีศักยภาพเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 24% ของ GDP ตามเป้าหมายที่วางไว้

สิ่งที่น่าสนใจคืออย่างน้อยสามองค์ประกอบของงานที่จัดขึ้นที่ไบเทคครั้งนี้ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ ไปจนถึงเคมีและวัสดุ มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการผลักดันให้มีมูลค่าสูงขึ้น

สำหรับภาคสุขภาพและการแพทย์ ตัวอย่างเป้าหมายที่ สอวช. ระบุไว้ ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ การพัฒนาการแพทย์แม่นยำ และการผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพและการวิจัยทางคลินิก

ขณะที่สาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ เน้นการต่อยอดทรัพยากรไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีและวัสดุชีวภาพที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ งานแสดงสินค้าเชิงวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทมากกว่าการเป็นสถานที่สำหรับขายเครื่องมือ เพราะอาจทำหน้าที่เป็น “ตลาดกลาง” ขององค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้ซื้อ เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ

thailand lab

โจทย์ใหญ่คือเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้กลายเป็น “มูลค่า”

ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า การแข่งขันในโลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และไทยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับการนำไปใช้ประโยชน์จริง

นี่อาจเป็นประโยคที่สะท้อนโจทย์สำคัญที่สุดของงานในปีนี้

เพราะการมีงานวิจัยไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลิตภัณฑ์ และการมีเทคโนโลยีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีตลาดรองรับโดยอัตโนมัติ

ระหว่างห้องทดลองกับตลาดยังมีขั้นตอนอีกจำนวนมาก ตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบมาตรฐาน การหาแหล่งเงินทุน การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การขออนุญาต ไปจนถึงการหาผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจ

หากมองเช่นนี้ แนวคิด “ecosystem” หรือระบบนิเวศจึงมีความสำคัญ

นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากนักวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียว เช่นเดียวกับที่ต้นไม้ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งดิน น้ำ แสง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

งานวิจัยก็เช่นกัน หากขาดนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน ตลาด หรือผู้ซื้อ เทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยอาจหยุดอยู่ที่ต้นแบบ

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 จึงพยายามนำองค์ประกอบเหล่านี้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

จาก Immersive LAB ถึงการจับคู่ธุรกิจ

หนึ่งในไฮไลต์คือ “Immersive LAB” ห้องปฏิบัติการจำลองเชิงอินเทอร์แอคทีฟ ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วมทดลองสัมผัสเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้จัดมี Hosted Buyer Campaign และ Online Business Matching เพื่อเชื่อมผู้ให้บริการเทคโนโลยีกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ รวมถึง Bio Investment Panel ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงธุรกิจและการลงทุน

นอกจากนี้ยังมี Future Food Innovation Junior Competition และเวทีเกี่ยวกับ Lifestyle Medicine, Healthcare in the Metaverse เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ นวัตกรรมเคมี และความยั่งยืน

การมีพาวิลเลียนจากจีน อินเดีย และไต้หวัน ยังสะท้อนอีกมิติหนึ่งของงาน นั่นคือการแข่งขันและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีไม่ได้มีพรมแดนประเทศเป็นขอบเขตอีกต่อไป

สำหรับบริษัทไทย การพบผู้ผลิตต่างชาติอาจหมายถึงการเข้าถึงเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่

สำหรับผู้ผลิตต่างชาติ ไทยอาจเป็นทั้งตลาดและประตูเชื่อมเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนสำหรับนักวิจัย การพบภาคเอกชนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการนำงานจากห้องทดลองไปสู่ตลาด

แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะต้องวัดกันหลังงานจบลง ไม่ใช่เพียงจากจำนวนผู้เดินผ่านประตู

งานแสดงสินค้ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์

อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของอุตสาหกรรม MICE ซึ่งครอบคลุมการประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และงานแสดงสินค้า

ข้อมูลของ TCEB ระบุว่า ในปี 2024 ไทยมีนักเดินทาง MICE ทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 25.35 ล้านคน สร้างรายได้ราว 148,341 ล้านบาท และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 309,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.67% ของ GDP

ในปี 2025 TCEB ตั้งเป้านักเดินทาง MICE รวม 34 ล้านคน และรายได้สูงถึง 200,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าไทยอยู่ในอันดับ 1 ของอาเซียนและอันดับ 4 ของเอเชียในแง่พื้นที่จัดงานแสดงสินค้าตามการจัดอันดับที่ TCEB อ้างอิงจาก UFI

ตัวเลขดังกล่าวช่วยอธิบายว่า เหตุใดภาครัฐจึงไม่ได้มองงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อดึงนักเดินทางเข้าประเทศ

เป้าหมายอีกด้านคือใช้เวทีเหล่านี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

TCEB เองเคยอธิบายแนวทางการใช้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ข้อมูล Open Data ของ TCEB ซึ่งมีการอัปเดตข้อมูลด้านงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ยังสะท้อนว่าการติดตามจำนวนผู้เดินทางและรายได้จากงานแสดงสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้

กรุงเทพฯ ต้องการเป็นมากกว่า “สถานที่จัดงาน”

การมีศูนย์ประชุม สนามบิน โรงแรม และโครงสร้างพื้นฐานเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการดึงงานนานาชาติ แต่หากประเทศไทยต้องการก้าวไปไกลกว่าการเป็นสถานที่จัดงาน โจทย์คือทำอย่างไรให้ความรู้และเครือข่ายที่เข้ามาพร้อมกับงานเหล่านั้นตกค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเป็น “เจ้าภาพ” กับการเป็น “ศูนย์กลาง”

ประเทศที่เป็นเจ้าภาพอาจได้รับรายได้จากผู้เดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการต่างๆ

แต่ประเทศที่เป็นศูนย์กลางจะต้องสามารถใช้การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ บริษัท นักลงทุน และนักวิจัย เพื่อสร้างการลงทุนใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่ม

แนวคิด ASEAN Scientific Innovation Ecosystem ที่ถูกใช้กับงานในปีนี้จึงเป็นความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่าการจัดนิทรรศการสามวัน

และยิ่งเป้าหมายใหญ่เท่าไร คำถามเรื่องผลลัพธ์ก็ยิ่งสำคัญขึ้นเท่านั้น

“ระบบนิเวศ” จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

การนำผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และผู้ซื้อหลายพันคนมาอยู่ในอาคารเดียวกันสามารถสร้าง “โอกาส” ได้ แต่ยังไม่เท่ากับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการจับมือและแลกนามบัตรต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัด

มีการจับคู่ธุรกิจกี่คู่ที่พัฒนาเป็นสัญญาซื้อขายจริง?

มีงานวิจัยกี่โครงการที่พบผู้ลงทุน?

มีเทคโนโลยีจากต่างประเทศกี่รายการที่นำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือการผลิตในประเทศไทย?

บริษัทไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้หรือไม่?

และบุคลากรไทยได้รับทักษะใหม่จากการเชื่อมต่อเหล่านี้มากเพียงใด?

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะคำว่า “innovation ecosystem” ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศ แต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ทำงานต่อเนื่องระหว่างมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ บริษัท นักลงทุน รัฐบาล ผู้กำกับดูแล และตลาด

วิทยาศาสตร์กับการแข่งขันของอาเซียน

การวางตำแหน่งงานภายใต้คำว่า “ASEAN” ยังมีความหมายอีกระดับ

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การลงทุน และบุคลากรทักษะสูง การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีกต่อไป

ความสามารถในการสร้างระบบวิจัย ทดสอบ รับรองมาตรฐาน พัฒนาบุคลากร และเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับภาคอุตสาหกรรมกำลังมีความสำคัญมากขึ้น

แม้แต่การวัดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างประเทศก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะงบประมาณของรัฐบาล แต่รวมรายจ่ายด้าน R&D จากภาคธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรไม่แสวงหากำไร ตลอดจนทั้งการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาเชิงทดลอง ตามนิยามข้อมูลของ UNESCO ที่เผยแพร่ผ่าน World Bank

นั่นสะท้อนหลักการสำคัญอย่างหนึ่งว่า ความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง

สิ่งที่ Thailand LAB 2026 กำลังพยายามทำในระดับงานแสดงสินค้า จึงคล้ายกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าของประเทศ นั่นคือทำอย่างไรให้ภาควิจัย ภาคธุรกิจ รัฐ และตลาดเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก 3 วันในไบเทค สู่โจทย์ระยะยาวของประเทศไทย

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 กันยายน

บูธต่างๆ จะถูกรื้อ เครื่องมือจะถูกเก็บ และผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศจะเดินทางกลับ

แต่หากแนวคิด ASEAN Scientific Innovation Ecosystem จะมีความหมายอย่างที่ผู้จัดและผู้สนับสนุนตั้งเป้าไว้ เรื่องราวไม่ควรจบพร้อมกับการปิดไฟในฮอลล์จัดแสดง

เพราะสิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงงานวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นทุกปี

แต่คือการสร้างกลไกที่ทำให้นักวิจัยพบผู้ประกอบการ ทำให้เทคโนโลยีพบเงินทุน ทำให้บริษัทไทยเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ และทำให้นวัตกรรมสามารถเดินทางออกจากห้องทดลองไปสู่โรงงาน โรงพยาบาล ตลาด และชีวิตประจำวันของผู้คน

คุณวัฒนา ผาสุข นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในพิธีเปิดว่า การยกระดับอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาควิจัย

ขณะที่คุณกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ TCEB มองว่างานลักษณะนี้สามารถเชื่อมผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสุขภาพ และนวัตกรรมของอาเซียน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ Thailand LAB 2026 จึงอาจไม่ได้วัดจากผู้เข้าชม 13,000 คน ผู้จัดแสดงกว่า 300 ราย หรือเทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์เพียงอย่างเดียว

ตัวเลขที่สำคัญกว่าอาจเป็นสิ่งที่ยังนับไม่ได้ในวันนี้

นั่นคือจำนวนความร่วมมือที่เดินหน้าต่อ จำนวนงานวิจัยที่กลายเป็นธุรกิจ จำนวนเทคโนโลยีที่ถูกถ่ายทอด และจำนวนบริษัทไทยที่สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงกว่าเดิม

เพราะหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง คำว่า “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem” ก็จะไม่ใช่เพียงธีมบนเวทีเปิดงาน

แต่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบว่า ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในเศรษฐกิจเอเชียที่กำลังแข่งขันกันด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้นทุกขณะ

Author

  • PR Matter

    เบื้องหลังบทความคุณภาพทุกชิ้นบน พีอาร์แมทเทอร์ (PR Matter Editorial Team) คือ ทีมกองบรรณาธิการที่รวมตัวกันจากนักเขียน นักข่าว นักพีอาร์ และครีเอทีฟผู้มีประสบการณ์จริงในวงการสื่อสาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ด้วยความมุ่งมั่นในการ “อัปเดตองค์ความรู้ เชื่อมโยงกลยุทธ์ สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับนักสื่อสาร นักพีอาร์ นักการตลาด และผู้นำองค์กรทั่วประเทศ พวกเราจึงใส่ใจในทุกถ้อยคำ ตรวจสอบทุกข้อมูล และเขียนทุกบทความด้วยหัวใจของมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญของทีม ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ การสื่อสารองค์กร การจัดการวิกฤต ไปจนถึงการเล่าเรื่องแบบเจาะลึก ทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงสร้างสรรค์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *