สภากายภาพบำบัดชี้ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 70% ยังไม่ได้กายภาพบำบัดตามเกณฑ์ เสนอ 4 มาตรการรับสังคมสูงวัย

สภากายภาพบำบัด ร่วมกับ สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง “ไทยพร้อมหรือยัง? สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยกายภาพบำบัด” ในงาน Bio+Healthtech International 2026 ณ เวทีไบโอสแควร์ ฮอลล์ 102 ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

การเสวนาครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัยระดับเมือง กับบทบาทของกายภาพบำบัดและทิศทางนโยบายผู้สูงอายุของประเทศไทย ได้แก่ นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ศ.กภ.ดร.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด นายอัครพล ทองพูน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนและพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ตัวแทนพรรคประชาชน และ นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ผู้จัดการสำนักงานประสานนโยบายรองรับสังคมสูงวัย ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์

สภากายภาพบำบัด

ศ.กภ.ดร.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด เปิดเผยบนเวทีเสวนา “ไทยพร้อมหรือยัง? สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยกายภาพบำบัด” ว่า มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพียงร้อยละ 30 ที่ได้รับบริการกายภาพบำบัดตามแนวทางที่กำหนด เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการหกล้ม ประมาณร้อยละ 30 ได้รับการฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด สะท้อนช่องว่างการเข้าถึงบริการที่อาจลดโอกาสฟื้นตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะติดบ้าน-ติดเตียง พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ทั้งการเพิ่มกำลังจำนวนนักกายภาพบำบัดและมาตรการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ การขยายบริการสู่ชุมชนผ่านระบบสุขภาพปฐมภูมิ และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของไทยอย่างมีคุณภาพ

สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ควรเป็นสังคมที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงกระฉับกระเฉง สามารถดูแลตนเอง ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ออกกำลังกาย หรือทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นให้คอยดูแล และมีผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 77.4 ปี แต่อายุขัยของการมีสุขภาพดียังอยู่ที่ประมาณ 68 ปี ทำให้คนไทยอาจต้องใช้ชีวิตช่วงเกือบ 10 ปีสุดท้าย ร่วมกับโรคเรื้อรังหรือข้อจำกัดทางสุขภาพ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัว ยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ 162,049 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งมีจำนวนเกือบ 150,000 ราย การป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะเรื้อรัง ไม่ได้หายในทันที นั่นหมายความว่า เพียง 2 ปีที่ผ่านมา เรามีคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองประมาณสามแสนคน ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสกลับมาเคลื่อนไหว ทำกิจวัตรประจำวัน และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

สภากายภาพบำบัด

แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ฉบับปี พ.ศ. 2567 ของสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ผู้ป่วยควรได้รับกายภาพบำบัดประมาณ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมไม่น้อยกว่า 30 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังพ้นระยะเฉียบพลันและมีอาการคงที่ โดยความถี่ของการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของผู้ป่วย แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพียงร้อยละ 30 ได้รับบริการกายภาพบำบัดตามแนวทางดังกล่าว หมายความว่า ยังมีผู้ป่วยอีกร้อยละ 70 ที่อาจไม่ได้รับกายภาพบำบัดอย่างเพียงพอหรือต่อเนื่องในช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นตัว

นอกจากนี้ ภาวะหกล้มยังเป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการหกล้มเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ 28,841 ราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับกายภาพบำบัดภายหลังการผ่าตัด เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและความสามารถในการดำเนินชีวิต แต่พบว่า มีผู้ป่วยเพียงประมาณร้อยละ 30 ที่ได้รับการกายภาพบำบัด
ข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญของการเข้าถึงบริการกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลภาครัฐของผู้สูงอายุไทยที่เจ็บป่วย ทั้งโรคหลอดเลือดสมองและกระดูกสะโพกหัก คือ จำนวนบุคลากรและบริการที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอคิวเป็นเวลานาน ทั้งที่ช่วงเวลาหลังพ้นภาวะเฉียบพลันถือเป็นช่วงสำคัญของการฟื้นฟู หากผู้ป่วยเข้าถึงกายภาพบำบัดล่าช้าหรือได้รับบริการไม่ต่อเนื่อง โอกาสฟื้นตัวอาจลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะติดบ้าน ติดเตียงในระยะยาว

นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวต่อว่า วิชาชีพกายภาพบำบัดยังมีบทบาทในการช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันความเสื่อมของร่างกายในผู้สูงอายุด้วย ผ่านการตรวจประเมินและวินิจฉัยทางกายภาพบำบัด เพื่อกำหนดวิธีการออกกำลังกายและให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
สภากายภาพบำบัดจึงรณรงค์ให้นักกายภาพบำบัดทั่วประเทศร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด “สูงวัยสุขภาพดี เดินดี ไม่ลืม ไม่ล้ม อารมณ์แจ่มใส” เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเดินไปได้ทุกที่อย่างมั่นคง ความจำยังดี ไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม และมีสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดี ร่าเริง ไม่ซึมเศร้า ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้

สภากายภาพบำบัด

สภากายภาพบำบัด เสนอ 4 มาตรการสำคัญขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ได้แก่

  1. เร่งผลิตนักกายภาพบำบัดตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบระยะ 10 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข
  2. เพิ่มกรอบอัตรานักกายภาพบำบัดในสถานพยาบาลของรัฐ พร้อมมาตรการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ
  3. ขยายบริการกายภาพบำบัดสู่ชุมชนผ่านระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการใกล้บ้าน
  4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครอบคลุมการป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และการคัดกรองความเสี่ยงต่อการหกล้ม

Author

  • PR Matter

    เบื้องหลังบทความคุณภาพทุกชิ้นบน พีอาร์แมทเทอร์ (PR Matter Editorial Team) คือ ทีมกองบรรณาธิการที่รวมตัวกันจากนักเขียน นักข่าว นักพีอาร์ และครีเอทีฟผู้มีประสบการณ์จริงในวงการสื่อสาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ด้วยความมุ่งมั่นในการ “อัปเดตองค์ความรู้ เชื่อมโยงกลยุทธ์ สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับนักสื่อสาร นักพีอาร์ นักการตลาด และผู้นำองค์กรทั่วประเทศ พวกเราจึงใส่ใจในทุกถ้อยคำ ตรวจสอบทุกข้อมูล และเขียนทุกบทความด้วยหัวใจของมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญของทีม ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ การสื่อสารองค์กร การจัดการวิกฤต ไปจนถึงการเล่าเรื่องแบบเจาะลึก ทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงสร้างสรรค์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *