fbpx

เปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลัง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งความตึงเครียดทางการเมือง ภาวะอากาศที่แปรปรวน เหตุการณ์โรคระบาด และปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตของพนักงานทั่วโลก ดังนั้น วันสุขภาพจิตโลกที่จัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้หยุดคิดถึงปัญหาสุขภาพจิตและหันมาใส่ใจการดูแลกันให้มากขึ้น

สำหรับปีนี้ ธีมของวันสุขภาพจิตโลก คือ “สุขภาพจิตในที่ทำงาน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรในการสนับสนุนและดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้ องค์กรสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยและเปิดใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต และสร้างความแข็งแกร่งด้านจิตใจให้กับพนักงาน

สุขภาพจิต

ความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น

ในยุคปัจจุบัน เราเห็นวิกฤติการณ์ทั่วโลกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น นำมาซึ่งความกดดันและความคาดหวังที่สูงขึ้นในที่ทำงาน ซึ่งทำให้พนักงานหลายคนเกิดความเครียดและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประมาณ 15% ของประชากรวัยทำงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และยังมีการเปิดเผยข้อมูลจาก International SOS ที่พบว่า การขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้แก่

  • ความวิตกกังวล
  • ภาวะซึมเศร้า
  • โรคตื่นตระหนก
  • ภาวะสมาธิสั้น (ADHD)
  • ความเครียดเฉียบพลัน

อีกปัญหาหนึ่งที่พบอย่างแพร่หลายในที่ทำงานคือภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยพบว่าพนักงานทั่วโลกกว่า 1 ใน 4 มีอาการนี้ ซึ่งข้อมูลจากรายงาน International SOS Risk Outlook 2024 ระบุว่าภาวะหมดไฟเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทั่วโลก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิต

ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อบุคคลเท่านั้น แต่ปัญหาสุขภาพจิตยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างอีกด้วย องค์การอนามัยโลกระบุว่า แต่ละปีโลกสูญเสียวันทำงานไปประมาณ 12,000 ล้านวัน เนื่องจากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล คิดเป็นมูลค่าผลิตภาพที่หายไปมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ดังนั้น องค์กรควรให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพจิต เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจิต

สุขภาพจิต

เคล็ดลับการสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน

แล้วเราจะทำอย่างไรให้องค์กรของเราส่งเสริมสุขภาพจิตได้ดีขึ้น? นี่คือเคล็ดลับจาก International SOS ที่แนะนำให้องค์กรนำไปใช้:

  1. สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่สนับสนุนสุขภาพจิต – การสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่เน้นการเปิดใจและการสื่อสารเรื่องสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญ ควรผสานการดูแลสุขภาพจิตเข้าไปในนโยบายขององค์กรอย่างเหมาะสม
  2. ให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลและการสนับสนุน – ควรมีแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น บริการให้คำปรึกษา และเอกสารแนวทางการดูแลสุขภาพจิตด้วยตัวเอง
  3. ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน – ควรมีการปรับเวลาทำงานให้ยืดหยุ่นหรือการทำงานจากที่บ้าน เพื่อให้พนักงานสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้ดีขึ้น
  4. การฝึกอบรมและให้ความรู้ – ควรมีการจัดอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตและลดความอคติที่มีต่อปัญหานี้
  5. ตรวจสอบและปรับปรุงอยู่เสมอ – ควรมีการสำรวจความคิดเห็นและประเมินสุขภาพจิตของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงแผนการสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  6. ลงทุนในความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ – ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตใจ เช่น คลาสการทำสมาธิ การจัดการความเครียด หรือการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ในท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่เพียงแต่ทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น แต่ยังส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และช่วยให้องค์กรเจริญเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ข้อมูลจาก International SOS Group

เป็นผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย ก่อตั้งในปี 1985 โดยมีสำนักงานใหญ่ในลอนดอนและสิงคโปร์ ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 9,000 องค์กรทั่วโลก รวมถึงบริษัทชั้นนำ หน่วยงานรัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเกือบ 12,000 คนในกว่า 1,200 สถานที่ใน 90 ประเทศทั่วโลก นำเสนอแนวทางการป้องกันและการตอบสนองต่อวิกฤตอย่างทันท่วงทีโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยองค์กรในการปฏิบัติตาม Duty of Care ปกป้องพนักงาน และสนับสนุนความยั่งยืนในระยะยาวของธุรกิจ

เรียบเรียงโดย

sarawut burapapat

สราวุธ บูรพาพัธ

สราวุ​ธ เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง มีประสบการณ์ด้านการสื่อสารในธุรกิจพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจความงาม ธุรกิจบริการ และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการสื่อสารแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนแผนการตลาดหรือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมทั้ง บริหารจัดการสื่อสารภาวะวิกฤต

จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Author

  • PR Matter

    เบื้องหลังบทความคุณภาพทุกชิ้นบน พีอาร์แมทเทอร์ (PR Matter Editorial Team) คือ ทีมกองบรรณาธิการที่รวมตัวกันจากนักเขียน นักข่าว นักพีอาร์ และครีเอทีฟผู้มีประสบการณ์จริงในวงการสื่อสาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ด้วยความมุ่งมั่นในการ “อัปเดตองค์ความรู้ เชื่อมโยงกลยุทธ์ สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับนักสื่อสาร นักพีอาร์ นักการตลาด และผู้นำองค์กรทั่วประเทศ พวกเราจึงใส่ใจในทุกถ้อยคำ ตรวจสอบทุกข้อมูล และเขียนทุกบทความด้วยหัวใจของมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญของทีม ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ การสื่อสารองค์กร การจัดการวิกฤต ไปจนถึงการเล่าเรื่องแบบเจาะลึก ทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงสร้างสรรค์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *