“แวนเวิร์ด” เปิด แฟล็กชิพ สโตร์ แห่งแรกในไทย 0 6118

ยักษ์ใหญ่กลุ่มทุนจีน “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค แบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องทำน้ำร้อนและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว จับมือ กลุ่มบริษัทหมิงเข่อต๋า (MKD GROUP) จัดงานเปิดตัว แฟล็กชิพ สโตร์ แห่งแรกในกรุงเทพฯ ยิ่งใหญ่อลังการ สานต่อแนวคิด One Belt One Road ก้าวแรกสู่ตลาดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ หวังเป็น top แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

นายหลู หยู่ชง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กว่างตุง แวนเวิร์ด นิว อิเล็คทริค จำกัด เปิดเผยว่า “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค แบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องทำน้ำร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวจากประเทศจีน ประกาศเจตนารมณ์เตรียมยกระดับปั้นแบรนด์ “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากทั่วโลก พร้อมเป็นผู้ส่งมอบสินค้าคุณภาพระดับมืออาชีพ โดยที่ผ่านมา แวนเวิร์ด อิเล็คทริค ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แบ่งปันองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และทรัพยากร กับคู่ค้าทั้งในจีนและต่างประเทศ รวมถึงการค้นคว้าวิธีการแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย”

นายเจิ้ง หมิงเฉียง ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท หมิงเข่อต๋า (MKD Group) หุ้นส่วนจำกัด เปิดเผยว่า ”กลุ่มบริษัทหมิงเข่อต๋า จากเมืองเซินเจิ้น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2534 ดำเนินธุรกิจหลักด้านการจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งระบบค้าปลีกและค้าส่งข้ามเขต ปัจจุบันได้ขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงความร่วมมือกับ “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ส่งผลให้มีการพัฒนาสินค้าที่โดดเด่น และสร้างความไว้วางใจเป็นที่ยอมรับให้กับแบรนด์ “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค”

“แฟล็กชิพ สโตร์ แห่งแรกในไทย เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความคิดริเริ่มและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีน ภายใต้แนวคิด “One Belt One Road” โดยยึดหลัก 3 แนวคิด ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมแบ่งปัน มุ่งมั่นในการยกระดับพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการถ่ายทอดผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสู่ภาคการผลิต ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องให้กับประเทศไทย และเพิ่มโอกาสในการสร้างงานสร้างรายได้อีกด้วย”

“ด้านการลงทุนและความร่วมมือในการพัฒนาประเทศไทย กลุ่มบริษัทหมิงเข่อต๋า ซึ่งมีเมืองเซินเจิ้นเป็นฐานราก เตรียมขยายโครงข่ายธุรกิจ มุ่งหวังที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานแห่งใหม่ สร้างนิคมอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจหลายด้าน อาทิ ด้านการขนส่งโลจิสติกส์ ศูนย์การค้า คอนโดมีเนียม สนามกอล์ฟ และโรงแรม เป็นต้น ด้วยเล็งเห็นในศักยภาพของไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจและมีการพัฒนาในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง”

นายหลู หยู่ชง กล่าวเพิ่มเติมว่า “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค นอกจากจะเป็นแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องทำน้ำร้อนและเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนายุทธศาสตร์ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในรูปแบบสากลอีกด้วย โดยในปี พ.ศ. 2543 “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเข้าสู่ตลาดสากล ด้วยข้อได้เปรียบทางด้านเทคนิค คุณภาพและต้นทุน ปัจจุบัน “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค ได้จำหน่ายสินค้าเครื่องทำน้ำร้อนจากแก๊สเผาไหม้และอุปกรณ์หัวเตาแก๊สไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมีผลงานการทำธุรกิจที่โดดเด่นมากมาย อาทิ

เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2558
“แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Unical กลุ่มบริษัทผู้ผลิตเครื่องทำความร้อนในยุโรปที่มีชื่อเสียง

เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2559
“แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค เซ็นสัญญากับกลุ่มบริษัทบริษัท Bosch ซึ่งเป็นบริษัท 1 ใน 500 บริษัทชั้นนำของโลกด้านเทคโนโลยีความร้อน และได้ร่วมทุนสร้างบริษัทขึ้นมาเพื่อขยายตลาดน้ำร้อนระหว่างประเทศ

เดือนพฤษภาคม ปี พ. ศ. 2560
“แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค ร่วมทุนกับบริษัท Guangdong Wanbo Electric Co., Ltd. และ Hefei Wanbo Electric Co., Ltd. ดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการด้านแบรนด์อิสระในต่างประเทศ

เดือนพฤศจิกายน ปี พ. ศ. 2560
“แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค เปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ณ ศูนย์กลางการค้าของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นร้านแรกในต่างประเทศของบริษัทฯ

สำหรับบริษัทจีน เราพร้อมที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆ กับความร่วมมือคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัท นับว่าเป็นการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ได้นำเอาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในระบบอัจฉริยะและคุณภาพสูงมาแนะนำและจำหน่ายให้กับผู้บริโภคชาวไทยเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงการสานต่อแนวคิด One Belt One Road ที่จะสามารถจับมือกับคู่ค้าต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้ต่างๆ เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพยากร เพื่อเป้าหมายการพัฒนาแบรนด์ “แวนเวิร์ด” อิเล็คทริค สู่ตลาดสากล ให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยอมรับจากทั่วโลก

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มเกษตรกรปลูกผัก ขอบคุณ นายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจวิถีเกษตร พร้อมประสานภาครัฐเปิด ราชบุรีโมเดล พิสูจน์ปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย 0 6691

เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ยื่นหนังสือขอบคุณ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่จำกัดการใช้ 3 สารเคมี พร้อมประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เปิด “ราชบุรีโมเดล” พิสูจน์การปลูกผักใช้สารเคมีไม่อันตราย

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้มีมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมีได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูลทางวิชาการ ห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือตรวจสอบและได้รับมาตรฐานสากล สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของเกษตรที่ไม่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ผลการตรวจสอบวิเคราะห์ดินและน้ำากหนองบัวลำภู โดยความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบการตกค้างของสารพาราควอต จึงไม่อยากให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก ที่สำคัญ เกษตรกร ก็คือ ผู้บริโภคคนหนึ่งเหมือนกัน”


นอกจากนี้ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรปลูกผัก ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์พิษวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้ง ราชบุรีโมเดล เพื่อทำการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้ โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพและเลือดของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่อง แล้วนำผลที่ได้รับมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบดูความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบหรือไม่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


“เกษตรกร 5 ล้านครอบครัว และเกษตรกรรายย่อย 17-20 ล้านคน เชื่อว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่จะเดินไปพร้อมกับเกษตรกร และให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) ดีกว่า การแบนหรือยกเลิกและปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

ซินเจนทา เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” 0 5442

ซินเจนทา ร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศไทย เปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ชูหลัก 5 ช. ตั้งเป้าสร้างความเข้ารู้ ความเข้าใจแก่เกษตรกรใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างถูกต้อง
หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ซินเจนทา ยึดหลักดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้ หมอพืช หรือ Stewardship เป็นผู้ที่คอยวิเคราะห์ ตรวจสอบ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ได้จัดแผนรณรงค์ส่งเสริมความรู้อย่างครบวงจร โดยเปิด “ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ประจำภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่มร้านค้าผลิตภัณฑ์และบริการเกษตรกรรม

“ศูนย์เรียนรู้ สร้างความปลอดภัย” ดำเนินการให้ความรู้โดย หมอพืช ซินเจนทา นำหลักปฎิบัติมาตรฐาน 5 ช. เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ง่าย ประกอบด้วย 1) ชัวร์ อ่านและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ 2) ใช้ กระบวนการขนส่ง ผสม พ่น และจัดเก็บ ต้องระมัดระวัง 3) เช็ค ดูแลอุปกรณ์และเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4) ชุด สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่เหมาะสมและถูกต้อง 5) ชำระ ปฎิบัติตนให้มีสุขอนามัยดีอยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งโครงการในแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) คาดว่า พื้นที่เกษตรกรรมไทยอย่างน้อย 50 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 149 ล้านไร่ จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีสุขอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจต่อการใช้ปัจจัยการเพาะปลูกอย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ (Health & Safety) โดยเริ่มต้นจากกลุ่มร้านค้ารายใหญ่ 80 ราย ขยายผลไปอีก 1,600 สาขาย่อยทั่วประเทศ และสามารถส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มเกษตรกรได้ถึง 500,000 ราย กลยุทธ์สำคัญของแผนงานนี้คือ กลุ่มร้านค้าพันธมิตร เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นช่องทางการกระจายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดเกษตรกร จึงเป็นการง่ายในการถ่ายทอดความรู้ ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาค และสร้างความมั่นใจในวิธีการใช้สารฯ อย่างไร จึงจะมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป