“อิตัลไทยวิศวกรรม” ปรับทัพครั้งใหญ่ 0 7319

“อิตัลไทยวิศวกรรม” ผู้นำตลาดของกลุ่ม “อิตัลไทย กรุ๊ป” บุกตลาดขยายธุรกิจใหม่ๆ Smart Grid โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบของประเทศ ทั้ง Smart Substation, Micro Grid รวมถึงระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาระบบการจ่ายไฟของทางการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเดิมโครงการนำร่องแห่งแรกของการไฟฟ้าภูมิภาค ในพื้นที่เมืองพัทยา พร้อมขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 6,000 ล้านบาท หลังมี Backlog แล้วกว่า 9,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมลงทุน 200-300 ล้านบาท ในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอล

นายสกล เหล่าสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด หรือ (ITALTHAI Engineering : ITE) หนึ่งในบริษัทผู้นำตลาดทางด้านวิศวกรรม ภายใต้ “อิตัลไทย กรุ๊ป” เปิดเผยว่า
“ในปัจจุบัน ITE มีการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจพื้นฐานหลักของอิตัลไทยวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Substation มีการเดินหน้าเข้าประมูลกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงมาโดยตลอด ในส่วนธุรกิจ Power Generation ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานทางเลือก ทางอิตัลไทยวิศวกรรมก็เข้าไปมีส่วนร่วมประมูลในโครงการต่างๆ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับ Building Utility ทางเราได้โฟกัสไปที่ Office Building , Luxury Condominium , โรงพยาบาล และ Healthcare นอกจากนี้ยังมีธุรกิจก่อสร้างโรงงาน , งานระบบไฟฟ้าเครื่องกลของกลุ่มปิโตรเคมิคอล และ Oil & Gas ที่ยังคงรุกตลาดและสร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทได้มีการขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถและรองรับ โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบของประเทศ อย่างเช่น ธุรกิจ Smart Grid ที่เกี่ยวข้องกับ Smart Substation , Micro Grid รวมถึงระบบดิจิทัลต่างๆ เพื่อพัฒนาระบบการจ่ายไฟของทางการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าภูมิภาค โดยอิตัลไทยวิศวกรรม ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมกับการไฟฟ้าภูมิภาค เกี่ยวกับ Smart Grid ไปแล้วหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นโครงการนำร่องโครงการแรกของการไฟฟ้าภูมิภาค

และในปี 2561 เราได้เดินหน้าอย่างเต็มตัวเพื่อที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านธุรกิจ Smart Grid โดยบริษัทได้ขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนี้เรามี Business Partner ที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน (Beijing Sifang Automation) ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าสู่ธุรกิจ Smart Grid ได้อย่างเต็มตัวในปี 2561 และปีต่อๆ ไป

นายสกล กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของธุรกิจ High Rise Building ซึ่งทางเราได้โฟกัสไปที่โครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่ อาทิ โครงการ One Bangkok, โครงการ The Forestier หรือ โครงการ The Trust City ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งมีแผนรับงานที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและ Healthcare มากยิ่งขึ้น เราได้มีการเตรียมทีมงานและบุคลากร เพื่อเข้าไปรับงานในกลุ่มระบบการขนส่งมวลชนต่างๆ เช่น โครงการ Signaling & Communication ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ของโครงการรถไฟฟ้า ที่อยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA) อีกด้วย และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ธุรกิจการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของแต่ละจังหวัด เช่น หาดใหญ่ พัทยา เป็นต้น”

สำหรับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ นายสกล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สำหรับแผนการเข้าไปลงทุนก่อสร้าง ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนั้น โดยหลักๆ แล้วจะโฟกัสไปที่ธุรกิจ Building Utility งานอาคารสูง Substation และ Power Distribution การก่อสร้างโรงงานทุกประเภท โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เราได้เข้าไปตั้งบริษัทที่ประเทศเมียนมา เพื่อรองรับงานในด้านดังกล่าว และได้มีโครงการที่เซ็นสัญญาไปแล้วกับบริษัท Sahadharawat ในประเทศเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ได้เข้าประมูลโครงการใหญ่ๆ ในประเทศเมียนมาอีกหลายโครงการ เช่น โครงการ Landmark ที่มีการลงทุนร่วมจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเมียนมา หรือโครงการสร้างโรงเบียร์ของกลุ่ม ThaiBev มูลค่างานกว่า 2,500 ล้านบาท หรือประมูลงานระบบไฟฟ้า ประปาและแอร์ ของโรงแรมเพนนินซูล่า เป็นต้น และยังได้ร่วมประมูลกับโรงพยาบาล และHealthcare ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ เรายังได้เริ่มศึกษาตลาดของประเทศลาวและกัมพูชา เพื่อหาโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้”

ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท มาจากกลุ่ม Power Generation ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้า 30% กลุ่ม Substation 20% กลุ่ม Office Building , Luxury Condominium อย่างละ 20% และอื่น ๆ อีก 10% และคาดว่าในปี 2561 นี้ ภาพรวมธุรกิจดีขึ้น บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มี Backlog แล้วกว่า 9,000 ล้านบาท

นายสกล กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักที่กำลังเติบโตดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นโยบายหนึ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทเรา คือ ต้องดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
ต่อสังคม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเราได้ตระหนักดีว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการคืนกำไรในทิศทางที่ดีสู่สังคมควบคู่ไปด้วย อีกทั้งบริษัทดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ และปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัยที่ใช้อยู่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บริเวณนั้นๆ ให้น้อยที่สุด โดยในปีนี้ได้วางแผนการทำกิจกรรม CSR อยู่ 2 แนวทาง คือ โครงการที่พัฒนาสังคม และโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท และจะทำขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง”

“บริษัทได้ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 50 ปี จึงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมานาน ทั้งด้านมาตรฐานในการทำงานสูงและมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ที่ทำให้เรามีศักยภาพในการดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพเข้ามาร่วมงานกับเราได้ ทุกวันนี้เรามีบุคลากรทั้งฝ่ายเทคนิคและการตลาดที่เต็มไปด้วยศักยภาพ และเรายังมีผลงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพงานของเรา ทั้งนี้เรายังมีระบบการบริหารจัดการโครงการที่ได้มาตรฐานสากล และระบบการตรวจสอบตามมาตรฐาน ISO รวมถึงทำงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านชีวอนามัย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพันธะสัญญาในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากลอย่างดีตลอดมา ที่ทำให้เป็นปัจจัยหลักส่งผลต่อธุรกิจให้เติบโตและสร้างผลงานอย่างยั่งยืน” นายสกล กล่าวปิดท้าย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไทย-ไต้หวันร่วมมือจัดสัมมนาอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ ชูไทยแลนด์ 4.0 0 4287

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และจัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากไต้หวันเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เป็นงานสัมมนาสุดยอดผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยและไต้หวัน จัดแสดงและนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคต ครอบคลุมเรื่อง นวัตกรรมยานยนต์ ระบบประหยัดพลังงาน ระบบเพาะปลูกและควบคุมอุณหภูมิไร้สายเพื่อการเกษตร ระบบบริหารขนส่งและอาคาร ระบบบันเทิงและข้อมูลยานยนต์ และระบบขนส่งเพื่อการคมนาคมอัจฉริยะ

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสุดยอดนวัตกรรมของผู้ประกอบการไต้หวัน ภายใต้ชื่อ Taiwan Excellence ตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมจากไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้นำผู้ประกอบการไต้หวันชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ต้าถง จำกัด บริษัท แอ็ดวานซ์เทค จำกัด บริษัท เวียร์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไมโครสตาร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด และบริษัท เน็กซ์คอม จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมในหลายด้าน นับตั้งแต่ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบการบริหาร ระบบการจัดการ ซอฟท์แวร์ปฏิบัติการ จนถึงการควบคุมและประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน

นายเจสัน ชวี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า ไทยและไต้หวัน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างแนบแน่น โดยในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทชาวไต้หวันลงทุนในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 14.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวันในด้านการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องและเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายเดชา โฆษิตธนากร กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานส่งเสริมการค้าการลงทุน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของสภาอุตสาหกรรมฯ ต้องการพัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างบูรณาการ การประสานความร่วมมือกับไต้หวันครั้งนี้ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันได้ในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

นวัตกรรมเด่นที่นำมาจัดแสดงและสาธิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย ได้แก่

มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า สามารถปรับความเร็วได้ 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปลอดภัย ระดับประหยัดพลังงาน และระดับรถแข่ง ด้วยระบบเบรกอัจฉริยะ กันน้ำได้สูงถึง 40 เซนติเมตร และวิ่งได้ไกล 65 กิโลเมตรต่อการชาร์ทไฟ 1 ครั้ง

ระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และน้ำ เพื่อการเกษตร ADM-3600 series ช่วยบริหารจัดการ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบคลาวด์แบบ Real Time สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมาก ลดปริมาณการสูญเสียน้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้ม

เทคโนโลยีสื่อสารและจัดการอุปกรณ์ภายในบ้าน โรงแรม และสำนักงานอัจฉริยะ ช่วยควบคุมการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดอย่างครบวงจร อาทิ ระบบปลดล็อคประตูระยะไกล ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ Infrared สัญญานกันขโมย กล้องวงจรปิด ด้วยระบบไร้สายผ่านอุปกรณ์แท็บเบล็ท

FUNTORO อัครบันเทิงระดับโลก นวัตกรรมจัดการข้อมูลเพื่อความบันเทิงและการขับขี่สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถโคชท่องเที่ยวกับระบบความบันเทิงบนหน้าจอที่สามารถชมภาพยนตร์ ช็อปปิ้ง ตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง หรือช่วยในการตรวจสอบการขับขี่ สื่อสารระหว่างผู้ขับขี่กับศูนย์ควบคุม รายงานผลเพื่อพัฒนาศักยภาพหรือให้รางวัลผู้ขับขี่ ตรวจสอบได้ผ่านโปรแกรมบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

NEXCOM Telematics ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่อัจฉริยะ การผสมผสานเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS กับการประมวลข้อมูลการสื่อสารสองทางระหว่างรถยนต์และศูนย์รับข้อมูล เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์ เส้นทางที่เลือกใช้ ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ และวิเคราะห์พฤติกรรมในการขับขี่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1

ชวนร่วมงานใหญ่แห่งปี ไทย-ไต้หวัน สัมมนาสุดยอดเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ 0 4857

สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council (TAITRA)) ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน (the Ministry of Economic Affairs) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ ไทย-ไต้หวัน เน้นอุตสาหกรรมเพื่อเมืองอัจฉริยะ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน นี้ เวลา 13.30-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยท์ เทอร์มินัล 21 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

งานสัมมนาระดับนานาชาติ ไทย-ไต้หวัน อุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ (Thailand-Taiwan Smart City Industry Seminar & Trade Meeting Bangkok) ได้รับเกียรติจากสุดยอดผู้ประกอบการชั้นนำจากไต้หวัน มานำเสนอเทรนด์และเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายด้าน ทั้งระบบขนส่งพาณิชย์ ขนส่งมวลชน ยานยนต์ เกษตรกรรม พลังงาน ที่พักอาศัย สำนักงานและโรงงาน พร้อมสาธิตนวัตกรรมเด่นและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไต้หวัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกและการันตีความเป็นเลิศจากโครงการ Taiwan Excellence

นายหมิงเยา ไส รองผู้อำนวยการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน กล่าวว่า “ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ไม่เพียงจะได้เจรจาโดยตรงกับเจ้าของสุดยอดผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากไต้หวัน ที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ คุณภาพ และการตลาด เท่านั้น แต่ยังได้รับฟังข้อมูลการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อรองรับการเติบของ เมืองอัจฉริยะ ตามนโยบายพัฒนาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย”

การจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน รวมทั้ง ได้รับการสนับสนุนโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับนักธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติและเจรจาธุรกิจ โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย โทร 02-651-4470-1 หรือลงทะเบียนได้ที่ http://goo.gl/Qz8NYe ปิดรับลงทะเบียนวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561