“อิตัลไทยวิศวกรรม” ปรับทัพครั้งใหญ่ 0 7476

“อิตัลไทยวิศวกรรม” ผู้นำตลาดของกลุ่ม “อิตัลไทย กรุ๊ป” บุกตลาดขยายธุรกิจใหม่ๆ Smart Grid โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบของประเทศ ทั้ง Smart Substation, Micro Grid รวมถึงระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาระบบการจ่ายไฟของทางการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเดิมโครงการนำร่องแห่งแรกของการไฟฟ้าภูมิภาค ในพื้นที่เมืองพัทยา พร้อมขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 6,000 ล้านบาท หลังมี Backlog แล้วกว่า 9,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมลงทุน 200-300 ล้านบาท ในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอล

นายสกล เหล่าสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด หรือ (ITALTHAI Engineering : ITE) หนึ่งในบริษัทผู้นำตลาดทางด้านวิศวกรรม ภายใต้ “อิตัลไทย กรุ๊ป” เปิดเผยว่า
“ในปัจจุบัน ITE มีการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจพื้นฐานหลักของอิตัลไทยวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Substation มีการเดินหน้าเข้าประมูลกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงมาโดยตลอด ในส่วนธุรกิจ Power Generation ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานทางเลือก ทางอิตัลไทยวิศวกรรมก็เข้าไปมีส่วนร่วมประมูลในโครงการต่างๆ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับ Building Utility ทางเราได้โฟกัสไปที่ Office Building , Luxury Condominium , โรงพยาบาล และ Healthcare นอกจากนี้ยังมีธุรกิจก่อสร้างโรงงาน , งานระบบไฟฟ้าเครื่องกลของกลุ่มปิโตรเคมิคอล และ Oil & Gas ที่ยังคงรุกตลาดและสร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทได้มีการขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถและรองรับ โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบของประเทศ อย่างเช่น ธุรกิจ Smart Grid ที่เกี่ยวข้องกับ Smart Substation , Micro Grid รวมถึงระบบดิจิทัลต่างๆ เพื่อพัฒนาระบบการจ่ายไฟของทางการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าภูมิภาค โดยอิตัลไทยวิศวกรรม ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมกับการไฟฟ้าภูมิภาค เกี่ยวกับ Smart Grid ไปแล้วหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นโครงการนำร่องโครงการแรกของการไฟฟ้าภูมิภาค

และในปี 2561 เราได้เดินหน้าอย่างเต็มตัวเพื่อที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านธุรกิจ Smart Grid โดยบริษัทได้ขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนี้เรามี Business Partner ที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน (Beijing Sifang Automation) ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าสู่ธุรกิจ Smart Grid ได้อย่างเต็มตัวในปี 2561 และปีต่อๆ ไป

นายสกล กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของธุรกิจ High Rise Building ซึ่งทางเราได้โฟกัสไปที่โครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่ อาทิ โครงการ One Bangkok, โครงการ The Forestier หรือ โครงการ The Trust City ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งมีแผนรับงานที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลและ Healthcare มากยิ่งขึ้น เราได้มีการเตรียมทีมงานและบุคลากร เพื่อเข้าไปรับงานในกลุ่มระบบการขนส่งมวลชนต่างๆ เช่น โครงการ Signaling & Communication ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ของโครงการรถไฟฟ้า ที่อยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (MRTA) อีกด้วย และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ธุรกิจการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของแต่ละจังหวัด เช่น หาดใหญ่ พัทยา เป็นต้น”

สำหรับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ นายสกล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สำหรับแผนการเข้าไปลงทุนก่อสร้าง ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนั้น โดยหลักๆ แล้วจะโฟกัสไปที่ธุรกิจ Building Utility งานอาคารสูง Substation และ Power Distribution การก่อสร้างโรงงานทุกประเภท โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เราได้เข้าไปตั้งบริษัทที่ประเทศเมียนมา เพื่อรองรับงานในด้านดังกล่าว และได้มีโครงการที่เซ็นสัญญาไปแล้วกับบริษัท Sahadharawat ในประเทศเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ได้เข้าประมูลโครงการใหญ่ๆ ในประเทศเมียนมาอีกหลายโครงการ เช่น โครงการ Landmark ที่มีการลงทุนร่วมจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเมียนมา หรือโครงการสร้างโรงเบียร์ของกลุ่ม ThaiBev มูลค่างานกว่า 2,500 ล้านบาท หรือประมูลงานระบบไฟฟ้า ประปาและแอร์ ของโรงแรมเพนนินซูล่า เป็นต้น และยังได้ร่วมประมูลกับโรงพยาบาล และHealthcare ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ เรายังได้เริ่มศึกษาตลาดของประเทศลาวและกัมพูชา เพื่อหาโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้”

ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท มาจากกลุ่ม Power Generation ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้า 30% กลุ่ม Substation 20% กลุ่ม Office Building , Luxury Condominium อย่างละ 20% และอื่น ๆ อีก 10% และคาดว่าในปี 2561 นี้ ภาพรวมธุรกิจดีขึ้น บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มี Backlog แล้วกว่า 9,000 ล้านบาท

นายสกล กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักที่กำลังเติบโตดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นโยบายหนึ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทเรา คือ ต้องดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
ต่อสังคม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเราได้ตระหนักดีว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการคืนกำไรในทิศทางที่ดีสู่สังคมควบคู่ไปด้วย อีกทั้งบริษัทดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ และปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัยที่ใช้อยู่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บริเวณนั้นๆ ให้น้อยที่สุด โดยในปีนี้ได้วางแผนการทำกิจกรรม CSR อยู่ 2 แนวทาง คือ โครงการที่พัฒนาสังคม และโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท และจะทำขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง”

“บริษัทได้ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 50 ปี จึงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมานาน ทั้งด้านมาตรฐานในการทำงานสูงและมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ที่ทำให้เรามีศักยภาพในการดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพเข้ามาร่วมงานกับเราได้ ทุกวันนี้เรามีบุคลากรทั้งฝ่ายเทคนิคและการตลาดที่เต็มไปด้วยศักยภาพ และเรายังมีผลงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพงานของเรา ทั้งนี้เรายังมีระบบการบริหารจัดการโครงการที่ได้มาตรฐานสากล และระบบการตรวจสอบตามมาตรฐาน ISO รวมถึงทำงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านชีวอนามัย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพันธะสัญญาในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากลอย่างดีตลอดมา ที่ทำให้เป็นปัจจัยหลักส่งผลต่อธุรกิจให้เติบโตและสร้างผลงานอย่างยั่งยืน” นายสกล กล่าวปิดท้าย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 4294

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

ไททา แนะพรรคการเมือง ชูนโยบายเกษตรปลอดภัย 0 6438

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แนะพรรคการเมืองไทย หยุดนโยบายประชานิยม ชี้ควรชูนโยบายหลัก เร่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม เน้นการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไททา) เปิดเผยว่า รายได้จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดยมีพืชเศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศมากมายหลายชนิด อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ทุเรียน มังคุด แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน และไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็น

“ภาครัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก แต่ ไททา กลับมองว่า ประเทศไทยจะต้องเป็น จุดศูนย์กลางของอาหารโลก ที่มีคุณภาพและพัฒนาให้เป็น แบรนด์ของประเทศ ในอนาคต ทั้งนี้ การบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เกษตรกร ปัจจัยการผลิต ระบบการเพาะปลูก การส่งเสริมและสนับสนุน จนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดนโยบายประชานิยม เพ้อฝัน หันมาพิจารณา แนวทางที่เป็นจริงและก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร อันเป็นรายได้หลักของประเทศ” ดร. วรณิกา กล่าว

สำหรับขอเสนอ 3 นโยบายหลักด้านการเกษตรที่อยากให้พรรคการเมืองนำไปชูเป็นนโยบายพรรค ได้แก่

1. เกษตรกรสร้างชาติ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ประสานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม และรัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง รวมทั้ง เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร ไม่ใช่ให้ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์มาบริหารหรือจัดการภาคเกษตร

2. เกษตรมาตรฐาน GAPใช้สารเคมีปลอดภัย ส่งเสริมความรู้การเกษตรมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในหลายประเทศใช้มาตรฐานนี้ในการกีดกันสินค้าจากไทย ปัจจุบัน ภาครัฐให้เกษตรกรใช้มาตรฐาน GAP โดยสมัครใจ ควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักที่ทุกภาคเกษตรต้องปฏิบัติ และ

3. ราคากลางสินค้าเกษตร ปัจจุบัน ภาครัฐมีการกำหนดราคากลางสินค้าในหลายประเภท จึงอยากพิจารณาราคากลางสินค้าเกษตรบ้าง ตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทย คือ ยังหลงประเด็นกับการจัดการปัญหาที่ไม่ตรงจุด เรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ อาทิ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรระดับประเทศ ควรให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ กลับให้หน่วยงานอื่นที่ขาดความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลวิทยาศาสตร์มาตัดสิน หรือ การสร้างโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ควรพัฒนาเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้รับการยอมรับทั่วโลก ให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัย โดยใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน หากใครไม่ต้องการใช้สารเคมีก็มีแนวทางแนะนำ หากใครต้องการใช้สารเคมีก็มีวิธีการควบคุม เหมือนการทำงานของแต่ละคน บางคนขับรถ บางคนนั่งรถเมล์ บางคนนั่งรถไฟฟ้า บางคนเดินไปทำงาน ภาครัฐไม่สามารถบังคับให้ทุกคนนั่งรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การกำหนดแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย วันนี้” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป