กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ ชี้ข้อเท็จจริงว่า พาราควอต จำเป็นต่อการเกษตร 0 14177

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร นำกลุ่มนักวิชาการและแพทย์ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ พันเอก นายแพทย์ สุรจิต สุนทรธรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา จัดเสวนา “สนทนาพาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง หวังสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ซึ่งยังคงจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติ อาหารไทยสู่ครัวโลก

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. สันทัด โรจนสุนทร ประธานกรรมการ มูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า สารเคมีกำจัดวัชพืชมีความสำคัญต่อเกษตรกรรมของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นการทดแทนแรงงานคนเพื่อจะใช้ในการกำจัดวัชพืช ดังนั้น มูลนิธิฯ ยึดถือผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการตัดสินใจและสรุปข้อมูลทั้งผลงานที่ไม่ว่าจะออกทางด้านลบหรือด้านบวก จึงได้เชิญนักวิชาการด้านการแพทย์และเกษตรกร กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน นำไปสู่การนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐและผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คุณสมบัติของพาราควอต จะยึดติดกับดินอย่างเหนียวแน่น และหมดฤทธิ์ ไม่สามารถปลดปล่อยออกมา จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ในดินและน้ำ อาทิ ไส้เดือน แมลง ปลา รวมทั้ง รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ขณะเดียวกันการใช้งานในภาคเกษตรกรรม พาราควอต ใช้ในการกำจัดวัชพืช จะออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบ ก็จะทำให้ใบไหม้ ส่วนลำต้นหรือส่วนอื่นๆ ที่เป็นสีน้ำตาล จะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เป็นพิษ สามารถเติบโตต่อไปได้

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารพาราควอตนั้น มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะประเด็น พาราควอตทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า บริเวณจังหวัดหนองบัวลำภู นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดินและตะกอนดินในน้ำ รวมทั้งถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าแพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมากเพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน สารพาราควอตเองโดยปรกติไม่ถูกดูดซึมทางผิวหนังนอกจากมีบาดแผล ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ก็น่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพารา ควอตหรือไม่อย่างไร อนึ่งเท่าที่ทราบจวบปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน อนึ่งข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศต่าง ๆ เมื่อราว 30 ปีที่แล้วให้ผลว่า สารเคมีทั้งประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า อาจทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้โดยมีความเสี่ยงราว 2-5 เท่า แต่ข้อมูลจากการศึกษาแบบสอบถามนี้มีความโน้มเอียงที่จะมีอคติสูง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ ต่อมาอีก 10 ปี พบว่ามีประชากรที่ได้รับสัมผัสและไม่ได้รับสัมผัสเกิดเป็นโรคพาร์กินสันในอัตราใกล้เคียงกัน ปัจจุบันจึงยังสรุปไม่ได้ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง  การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ กล่าวสรุปว่า การใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช ไม่น่ากลัว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน โปรดพิจารณาข่าวสารอย่างรอบคอบ ติดตามข้อมูลงานวิจัยหรือการศึกษาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ประเด็นถกเถียงด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่าพาราควอตเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันแต่อย่างใด

พันเอก นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ แสดงความเห็นว่า หากจะยังอนุญาตให้มีการใช้ได้ ต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เข้มงวดอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องห้ามมิให้มีผลิตภัณฑ์ชนิดเข้มข้นวางจำหน่ายในท้องตลาด ห้ามมิให้มีการผสมและถ่ายเทสารพาราควอตนอกโรงงานที่ได้รับอนุญาต คงอนุญาตให้มีแต่ผลิตภัณฑ์ผสมเสร็จที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทพร้อมใช้พ่นได้ทันทีเท่านั้น และต้องมีมาตรการแลกเปลี่ยนภาชนะบรรจุในการซื้อแต่ละครั้ง (ทำนองเดียวกันกับแก๊สหุงต้ม) จำกัดปริมาณให้ซื้อได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้และมีใบอนญาตเท่านั้น เป็นต้น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี เนรมิตรสวนดอกไม้ 3 ฤดู บานสะพรั่งกลางศูนย์การค้า 0 561

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ร่วมกับ ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลเมืองแจระแม จัดงาน A Sense of Flora : มหัศจรรย์สวนดอกไม้ เพื่อตอกย้ำการเป็นเซ็นเตอร์อ็อฟไลฟ์ ศูนย์การกลางใช้ชีวิตของจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานี และขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับสวนดอกไม้ 3 ฤดู พร้อมตลาดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และกิจกรรมอีกมากมาย

ภายในงานทุกท่านจะได้พบกับมหัศจรรย์สวนดอกไม้ 3 ฤดู ประกอบด้วย สวนฤดูฝน สัมผัสบรรยากาศใบไม้หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ใบมอญ ใบหางหมาก ต้นเดฟ ต้นเฟิร์น และทุ่งดอกกระเจียวสัญลักษณ์ของดอกไม้ฤดูฝน สวนฤดูร้อน สัมผัสความร้อนแรงด้วยโทนสีที่สดใสจากดอกกล้วยไม้ตัดช่อจากเชียงใหม่ หลากหลายโทนสี อาที สีส้ม สีเหลือง สีแดง สีม่วง สีชมพู และสวนฤดูหนาว กับดอกไม้สดนำเข้า อาทิ ดอกคาร์เนชั่นสีขาว ดอกแคสเปียร์ ผสมกับมอสจากธรรมชาติ ตกแต่งในโทนสีขาวและเทา พร้อมกิจกรรมอีกมากมาย ได้แก่

· การประกวดจัดดอกไม้ จากนักจัดดอกไม้ทั่วประเทศ ชิงถ้วยรางวัลและเงินรางวัลรวมกว่า 20,000 บาท

· การแข่งขัน แสดงความสามารถ Kid’s Fancy ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 15,000 บาท

· ตื่นตากับ Fashion Show นำทีมโดย ดาว และเดือน นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี และเหล่านายแบบ นางแบบชื่อดังในอุบลราชธานี

· ตลาดนัดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และของตกแต่งบ้านจากร้านค้าชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี

ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์ความงามในงาน A Sense of Flora ระหว่างวันที่ 12-17 กันยายน 2561 บริเวณ ชั้น 1 ลานอะควาเรียมและลานน้ำตกแสงจันทร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี

ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง TWO WHEELS แห่งเอเชีย 0 3154

เอกชนไทยและต่างชาติ ลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย จัดงาน ทู วีลส์ เอเชีย หรือ TWO WHEELS ASIA 2019 ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ บริษัทชั้นนำระดับนานาชาติด้านการจัดงานนิทรรศการแสดงสินค้า การประชุม และสัมมนา ในกลุ่มประเทศ CLMV เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของเอเชียมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการจราจร การขยายตัวของชุมชนเมือง และปัญหามลภาวะ ทำให้พาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า กลายเป็นรูปแบบการเดินทางที่กำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

ในปี 2017 ที่ผ่านมา ตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์ของโลก มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยมีการส่งออกสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองจากประเทศจีนซึ่งมีการส่งออกเป็นดันดับ 1 ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 2 ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับ 3 ได้แก่ประเทศเยอรมัน มีมูลค่าการส่งออกรวม 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ หากนับรวมเฉพาะกลุ่มประเทศ ตลาดเอเชียมีการส่งออกมอเตอร์ไซค์คิดเป็นอัตราร้อยละ 60 ของตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์โลก

นอกจากนี้ ในปี 2018 คาดการณ์ว่า จะมีการผลิตมอเตอร์ไซค์ออกจำหน่ายทั่วโลกรวมกว่า 132.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มประเทศผู้ใช้งานหลักจะอยู่ในทวีปเอเชีย อาทิเช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMVT โดยสินค้าที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนในการผลักดันการเติบโตของตลาด ได้แก่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฮบริด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์

โดยเฉพาะกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในเอเชีย คาดการณ์ว่า จะเข้ามามีส่วนแบ่งการครองตลาดรวมกว่า 85% คิดเป็นมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.9% ภายในปี 2025 โดยเหตุผลสำคัญมากจาก ความต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ คือ แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมการส่งอาหารสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นพาหนะหลัก

สำหรับประเทศไทย มีการผลิตมอเตอร์ไซค์และส่งออก คิดเป็นร้อยละ 15 ของการผลิตทั้งหมด ในด้านของผลิตภัณฑ์ และรุ่นสินค้า มอเตอร์ไซค์ในรูปแบบ Moped หรือ มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตลดลงเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ในขณะที่ มอเตอร์ไซค์เพื่อการกีฬาและการแข่งขันที่มีขนาดใหญ่ กลับมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4-5% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง โดยทิศทางการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากมอเตอร์ไซค์ประกอบสำเร็จ (Completely built-up หรือ CBU) ไปสู่รูปแบบการส่งชิ้นส่วนเพื่อไปประกอบในประเทศผู้ใช้งาน (Completely knocked-down หรือ CKD)

ตลาดจักรยานโลก คาดว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดจักรยานจะมีมูลค่ากว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 37% โดยจักรยานไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตของกลไกตลาดจักรยานโลก มีส่วนแบ่งตลาดที่ 38% มูลค่าตลาด 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2024

สำหรับตลาดจักรยานในประเทศไทย คาดว่าปัจจุบันมีมูลค่าตลาดลดลงเหลือเพียง 5,000-5,500 ล้านบาท โดย 80% ของมูลค่าตลาดเป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่เหลือเป็นการผลิตและส่งออกจากโรงงานในประเทศไปยังกลุ่มประเทศในแถบยุโรป โดยปัจจุบันผู้นำเข้าจักรยาน รวมถึงผู้ประกอบการที่มีตราสินค้าเป็นของคนเอง เริ่มหาช่องทางการกระจายสินค้าและให้ความสำคัญกับตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม โดยใช้ความได้เปรียบด้านเขตพื้นที่การขายและสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดด้านอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 240 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตของหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังถือเป็นกลุ่มประเทศที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

สำหรับการจัดงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ในครั้งนี้ เป็นการจับมือร่วมกันระหว่าง บริษัท Global Exhibition and Convention Service จำกัด ประเทศไทย และ บริษัท AVANZA จำกัด ประเทศไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานจาก สถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล (เครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) Bicycle United Magazine Asia และ Cycling Malaysia Magazine เพื่อยกระดับภาคการผลิต-การส่งออกอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของประเทศไทย อาทิเช่น มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า , จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า รวมถึง อะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง จนถึงบริการด้านการดูแลรักษา การซ่อมแซม ให้กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าเชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งภูมิภาคอีกด้วย เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ บริษัทฯ จึงจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

สำหรับงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ประกอบไปด้วย กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงงานมากกว่า 150 บริษัท มีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 คน จากทั่วโลก สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

ภายในงานดังกล่าว ยังมีส่วนสัมมนาระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สมาชิกภายใต้ European Cycling Federation ในหัวข้อต่างๆ อาทิเช่น “Sustainable Development Goals & Sustainable Transport in Asia and Thailand” หรือ “I am not SUPERHERO, But I Can SAVE LIVES” หรือ “Stop Global Warming”

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมแสดงงาน กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาทิตย์ สองจันทึก ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด โทร. 02-0263583 หรือ อีเมล artit@gecsasia.com หรือ www.twowheelsasia.com