จากพื้นที่สีเขียวบนหลังคาขนาด 11,200 ตารางเมตร สู่ผู้เข้าใช้กว่า 951,000 คนในหนึ่งปี “สวนดุสิตอรุณ” เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานชุดแรก ทั้งอุณหภูมิที่ต่ำกว่าพื้นที่ภายนอก การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ และการชะลอน้ำฝน สะท้อนอีกบทบาทของพื้นที่สีเขียวในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อาจไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว
ในเมืองที่พื้นที่ทุกตารางเมตรมีมูลค่าสูง การจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ อาจเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่าการพัฒนาเมืองกำลังเปลี่ยนจากการคิดเพียงเรื่อง “พื้นที่ใช้สอย” ไปสู่คำถามว่า พื้นที่นั้นสร้างคุณภาพชีวิตให้คนเมืองได้มากเพียงใด
ข้อมูลหลังเปิดให้บริการครบหนึ่งปีของ “สวนดุสิตอรุณ” สวนสาธารณะบนดาดฟ้าภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จึงน่าสนใจมากกว่าตัวเลขจำนวนผู้มาเยือน

กลุ่มดุสิตธานีเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 สวนแห่งนี้มีผู้เข้าใช้บริการในปีแรกมากกว่า 951,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 2,621 คนต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานพื้นที่สีเขียวใจกลางย่านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อพักผ่อน ออกกำลังกาย พบปะ และทำกิจกรรมต่าง ๆ
จาก “สวนสวย” สู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของเมือง
สวนดุสิตอรุณมีพื้นที่ประมาณ 11,200 ตารางเมตร โดยพื้นที่สวนดาดฟ้ากว่าร้อยละ 98 ถูกออกแบบเป็นพื้นที่สีเขียวแบบเล่นระดับ มีพืชพรรณรวม 184 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นพืชท้องถิ่นของไทย 48 ชนิด
ความน่าสนใจอยู่ที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ถูกวางบทบาทไว้เพียงเป็นภูมิทัศน์ประกอบโครงการ แต่พยายามตอบโจทย์เมืองหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ความร้อน การจัดการน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้
ข้อมูลจากกลุ่มดุสิตธานีระบุว่า ผลการศึกษาระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2569 พบว่า อุณหภูมิอากาศภายในพื้นที่สวนอยู่ที่ประมาณ 31 องศาเซลเซียส เทียบกับพื้นที่ภายนอกที่ 33 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าประมาณ 2 องศาเซลเซียส
ขณะที่ปริมาณฝุ่นละอองรวมภายในพื้นที่สวนต่ำกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 35%
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการศึกษาตามช่วงเวลาที่โครงการระบุ จึงยังไม่ควรตีความว่าเป็นค่าคงที่ตลอดทั้งปี แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าการออกแบบพื้นที่สีเขียวสามารถมีบทบาทต่อสภาพแวดล้อมระดับพื้นที่ได้อย่างไร

น้ำฝนอีกหนึ่งโจทย์ที่สวนบนหลังคาช่วยรับมือ
อีกมิติหนึ่งคือการบริหารจัดการน้ำ
ข้อมูลของโครงการระบุว่า ระบบภายในสวนสามารถนำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียนได้ประมาณ 25% ผ่านระบบอัตโนมัติและการควบคุมการจ่ายน้ำตามเวลา
ขณะเดียวกัน พื้นที่ภูมิทัศน์และต้นไม้สามารถช่วยชะลอการไหลของน้ำฝนเข้าสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะได้ประมาณ 30-50% เมื่อเทียบกับดาดฟ้าทั่วไป
ประเด็นนี้ทำให้พื้นที่สีเขียวบนอาคารมีความหมายมากกว่าเรื่องทัศนียภาพ เพราะในเมืองที่ต้องเผชิญทั้งฝนตกหนัก ความร้อน และพื้นที่ธรรมชาติที่มีจำกัด หลังคาของอาคารอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองได้ หากถูกออกแบบตั้งแต่ต้นให้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นพื้นที่ว่าง

184 ชนิดพันธุ์ กับพื้นที่เล็ก ๆ ของความหลากหลายทางชีวภาพ
สวนดุสิตอรุณยังรวบรวมพืชพรรณ 184 ชนิด รวมถึงไม้ยืนต้น 9 ชนิดที่อยู่ในกลุ่มสถานะเสี่ยงตามบัญชี IUCN Red List ตามข้อมูลที่โครงการเปิดเผย
ในจำนวนนี้มี 2 ชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 2 ชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ และอีก 5 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
การเลือกพรรณไม้ยังครอบคลุมทั้งไม้ให้ร่มเงา ไม้ดอก พืชท้องถิ่น ตลอดจนพืชที่ช่วยดึงดูดแมลงผสมเกสร ซึ่งทำให้พื้นที่สีเขียวกลางเมืองสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศควบคู่ไปกับการพักผ่อน
เมื่อพื้นที่สีเขียวต้องมี “คนใช้” ไม่ใช่แค่ “มีอยู่”
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ ในปีแรกมีการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพ การพักผ่อน การเรียนรู้ และการเยี่ยมชมรวม 43 กิจกรรม มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 9,500 คน
กิจกรรมมีตั้งแต่แอโรบิก พิลาทิส การวิ่งในเมือง ดนตรีสด กิจกรรมสำหรับเด็ก เสวนาด้านการออกแบบ ไปจนถึงการศึกษาดูงานของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โดยมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ
มิตินี้มีความสำคัญ เพราะความสำเร็จของพื้นที่สาธารณะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนต้นไม้หรือขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “พื้นที่นี้เป็นของพวกเขา” และกลับมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง

ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวคิดของสวนดุสิตอรุณคือการต่อยอดเรื่องการบริการอย่างรับผิดชอบออกไปนอกขอบเขตธุรกิจโรงแรม เพื่อสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ พร้อมระบุว่าจะติดตามและรายงานผลกระทบของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
จากพื้นที่สีเขียว สู่พื้นที่เรียนรู้เรื่อง Climate Action
ในเดือนตุลาคม สวนดุสิตอรุณจะต่อยอดบทบาทดังกล่าวผ่านกิจกรรม “Tree Walk: เพื่อสำรวจคุณค่าต้นไม้ในเมือง” ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026
กิจกรรมกำหนดจัดวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00-11.30 น. เปิดรับผู้เข้าร่วม 30 คน โดยมีภูมิสถาปนิกและรุกขกรมืออาชีพร่วมอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบภูมิทัศน์ การดูแลต้นไม้ การลดความร้อนในเมือง คุณภาพอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ

เมื่อ “พื้นที่สีเขียว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ธุรกิจคืนให้เมือง
กรณีของสวนดุสิตอรุณชวนให้มองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองผ่านอีกคำถามหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงว่าโครงการมีพื้นที่สีเขียว “กี่ตารางเมตร” แต่พื้นที่เหล่านั้น ถูกใช้งานจริงแค่ไหน และสร้างผลกระทบที่วัดได้อย่างไร
จำนวนผู้ใช้กว่า 951,000 คนเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดด้านการเข้าถึง ขณะที่ข้อมูลเรื่องอุณหภูมิ การจัดการน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และกิจกรรมของชุมชน เริ่มทำให้เห็นภาพของผลลัพธ์ในมิติอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลกระทบหลายส่วนในปัจจุบันยังเป็นข้อมูลที่โครงการเปิดเผย และบางตัวชี้วัดมาจากการวัดในช่วงเวลาจำกัด การติดตามข้อมูลระยะยาว รวมถึงวิธีการวัดที่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยตอบคำถามว่า พื้นที่สีเขียวลักษณะนี้สร้างผลต่อเมืองได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่น่าอยู่ไม่ได้วัดจากจำนวนอาคารใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจวัดได้จากอีกตัวเลขหนึ่งด้วยว่า เมื่อเมืองเติบโตขึ้น คนในเมืองได้พื้นที่สำหรับหายใจกลับคืนมามากแค่ไหน



