ปี 2568 ที่ผ่านมา ทองคำไม่ได้แค่ปรับตัวขึ้น แต่ “พุ่งทะยาน” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้ง และสร้างผลตอบแทนมากกว่า 60% ต่อปี สูงที่สุดนับตั้งแต่ระบบ Bretton Woods ล่มสลายในปี 2514 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติในหน้ากราฟราคา หากแต่เป็นสัญญาณเตือนบางอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง
รายงาน World Gold Council’s 2026 Gold Outlook ไม่ได้พยายามทำนายราคาทองคำแบบเส้นตรง หากแต่ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า “โลกกำลังเดินไปในทิศทางใด” และหากโลกไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ทองคำจะทำหน้าที่อะไรในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนและในระบบการเงินโลก
นี่ไม่ใช่รายงานเชิงเทคนิคสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นกรอบคิดสำหรับนักลงทุน รัฐบาล และธนาคารกลางที่ต้องตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงระบบ
ราคาทองคำที่พุ่งแรง ไม่ได้สะท้อน “ความโลภ” แต่สะท้อน “ความกลัวเชิงเหตุผล”
การปรับตัวขึ้นของทองคำในปี 2568 ไม่ได้เกิดจากกระแสเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจาก “ความกลัวเชิงโครงสร้าง” (structural fear)
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เคยคลี่คลาย
- เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากหนี้สาธารณะระดับสูง
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กระจุกตัวอยู่กับหุ้น AI เพียงไม่กี่ตัว
- ตลาดพันธบัตรที่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้เหมือนเดิม
เมื่อเครื่องมือดั้งเดิมในการกระจายความเสี่ยงเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ ทองคำจึงกลับมาทำหน้าที่ “เสาหลักของความมั่นคง” อีกครั้ง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมธนาคารกลางทั่วโลกยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และทำไมความต้องการทองคำในประเทศไทยจึงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก ได้วิเคราะห์ 3 สถานการณ์สำหรับทองคำ โดยครอบคลุมผลกระทบทั้งในเชิงบวกปานกลาง เชิงบวกสูง และเชิงลบ

สามฉากทัศน์ของปี 2569: ไม่ใช่คำทำนาย แต่คือกรอบคิด
รายงานของ World Gold Council นำเสนอ 3 ฉากทัศน์ที่ไม่ได้แข่งขันกันเอง หากแต่สะท้อน “ความเป็นไปได้” ของโลกที่กำลังแตกแขนง
1. เศรษฐกิจชะลอตัวเล็กน้อย: โลกอ่อนแรง แต่ไม่ล้ม
ในฉากทัศน์นี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว ตลาดแรงงานอ่อนแอ การใช้จ่ายผู้บริโภคลดลง และธนาคารกลางสหรัฐฯ จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด
ผลลัพธ์คืออะไร?
ไม่ใช่วิกฤต แต่คือ “บรรยากาศแห่งความระมัดระวัง”
ทองคำในบริบทนี้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ค้ำยันพอร์ต (portfolio stabilizer) ราคามีแนวโน้มปรับขึ้น 5–15% ซึ่งอาจฟังดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับปี 2568 แต่ในโลกการลงทุน ผลตอบแทนระดับนี้ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำกว่านั้น “ไม่ธรรมดาเลย”
2. Doom Loop: วิกฤตของโลก แต่โอกาสของทองคำ
ฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุด และย้อนแย้งที่สุด
เศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุซ้ำซ้อน การค้าโลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสั่นคลอน
ในโลกเช่นนี้ เงินไม่ได้มองหาผลตอบแทนสูงสุด แต่มองหา “ที่หลบภัย”
การลดดอกเบี้ยเชิงรุก ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ร่วงลง คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อทองคำอย่างยิ่ง ราคามีโอกาสพุ่งขึ้น 15–30% ภายในปีเดียว
กองทุน ETF ทองคำ ซึ่งในปี 2568 มีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จะกลายเป็นประตูหลักที่เงินทุนทั่วโลกไหลเข้ามา
3. Reflation: เศรษฐกิจฟื้นจริง ทองคำถูกกดดัน
นี่คือฉากทัศน์ที่นักลงทุนทองคำ “ไม่อยากให้เกิด”
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง นโยบายเศรษฐกิจได้ผล ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และดอลลาร์แข็งค่า
ในโลกที่ความเสี่ยงดูน่าดึงดูดกว่าความปลอดภัย ทองคำย่อมเสียเปรียบ ราคาอาจปรับลดลง 5–20% และเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง
แต่คำถามเชิงบรรณาธิการคือ:
โลกในปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวแบบไร้แรงเสียดทานจริงหรือ?

ปัจจัยผันผวนที่ตลาดมองข้าม: ธนาคารกลางและการรีไซเคิลทองคำ
สิ่งที่น่าสนใจในรายงานนี้ คือการชี้ให้เห็น “ความไม่แน่นอนที่ไม่อยู่ในกราฟราคา”
- การซื้อทองคำของธนาคารกลางไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคา แต่ด้วยนโยบายและความมั่นคง
- หากธนาคารกลางชะลอการซื้อ ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
- การรีไซเคิลทองคำยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะทองคำถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินมากขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าอุปทานทองคำไม่ได้ยืดหยุ่นอย่างที่หลายคนเข้าใจ และราคาจึงตอบสนองต่อความกลัวได้รวดเร็ว
ทองคำไม่ใช่คำตอบเดียว แต่คือ “ประกันความผิดพลาดของโลก”
บทเรียนสำคัญจากรายงานนี้ไม่ใช่การเลือกฉากทัศน์ใดฉากทัศน์หนึ่ง แต่คือการยอมรับว่า โลกมีโอกาสผิดพลาดสูงกว่าที่แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์คาด
ในบริบทนี้ ทองคำไม่ได้เป็นสินทรัพย์เพื่อ “ชนะตลาด” แต่เป็นสินทรัพย์เพื่อ “อยู่รอดจากความผิดพลาดของระบบ”
สำหรับนักลงทุนไทย ซึ่งต้องเผชิญทั้งความผันผวนเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ทองคำจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเก็งกำไร แต่คือ “หลักประกันเชิงกลยุทธ์”
ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีแห่งผลตอบแทนหวือหวาแบบ 2568
แต่จะเป็นปีที่ถามเราว่า
คุณออกแบบพอร์ตเพื่อโลกในอุดมคติ หรือเพื่อโลกจริงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน?
และในโลกจริงนั้น ทองคำยังคงมีที่ยืน — ไม่ใช่ในฐานะฮีโร่ แต่ในฐานะ “ผู้พิทักษ์ความมั่นคง”
หรือกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายคือ
แล้วสุดท้าย…ปี 2569 เราควรลงทุนในทองคำ “เพิ่ม” หรือไม่?
บทบรรณาธิการฉบับนี้ไม่ได้เสนอให้ “ทุ่มทองคำ”
แต่เสนอให้ ประเมินบทบาทของทองคำใหม่
สำหรับนักลงทุนไทย ปี 2569 อาจเป็นปีที่เหมาะกับการ:
- ใช้ทองคำเป็น แกนกระจายความเสี่ยง (risk anchor)
- เพิ่มสัดส่วนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อราคาปรับฐาน
- มองทองคำในฐานะ เครื่องมือบริหารความไม่แน่นอน ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร
เพราะในโลกที่ความผิดพลาดเชิงนโยบาย ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้สาธารณะ กลายเป็น “เรื่องปกติใหม่”
การไม่มีทองคำเลย อาจเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่าการถือทองคำเสียอีก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
รายงานแนวโน้มปี 2569 ฉบับเต็ม World Gold Council’s 2026 Gold Outlook ของ สภาทองคำโลก
สภาทองคำโลก เป็นองค์กรสมาชิกที่สนับสนุนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นองค์กรผู้สร้างอนาคตห่วงโซ่อุปทานทองคำที่มีความรับผิดชอบสำหรับทุกภาคส่วน ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราสร้างความเข้าใจผ่านการศึกษากรณีตัวอย่าง (Use Case) และความเป็นไปได้ของสินทรัพย์ทองคำ ผ่านการวิจัย บทวิเคราะห์ ความเห็น และข้อมูลเชิงลึกที่มีความน่าเชื่อถือ เราขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า ผลักดันนโยบาย และสร้างมาตรฐานสำหรับตลาดทองคำที่มั่นคงและยั่งยืน
FAQs: ถ้าโลกพัง พอร์ตคุณรอดไหม? คำตอบอยู่ที่ทองคำในปี 2569
Q1: “โลกพัง” ในบริบทของบทความนี้หมายถึงอะไร
A1: หมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงพร้อมกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ตลาดการเงินผันผวน และนโยบายการเงินไม่สามารถสร้างเสถียรภาพได้ตามคาด
Q2: ทำไมปี 2569 ความเสี่ยงเชิงระบบจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ
A2: เพราะโลกยังเผชิญทั้งหนี้สาธารณะสูง ดอกเบี้ยที่อาจเปลี่ยนทิศทางเร็ว และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ตลาดผิดพลาดจากสมมติฐานได้ง่าย
Q3: ทองคำช่วยให้พอร์ต “รอด” ได้อย่างไรเมื่อเกิดวิกฤต
A3: ทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ลดความผันผวนของพอร์ต และไม่พึ่งพาความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจหรือผลประกอบการของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
Q4: หากเกิดวิกฤตจริง ราคาทองคำมีโอกาสไปได้แค่ไหน
A4: ตามกรอบวิเคราะห์ของ WGC ในฉากทัศน์วิกฤตรุนแรง ราคาทองคำอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 15–30% ภายในปี 2569
Q5: แล้วถ้าโลกไม่พัง แต่เศรษฐกิจแค่ชะลอตัว ทองคำยังจำเป็นหรือไม่
A5: ยังจำเป็น เพราะในภาวะเศรษฐกิจชะลอ ทองคำยังช่วยค้ำพอร์ตและมีโอกาสให้ผลตอบแทนเชิงบวกประมาณ 5–15%
Q6: มีกรณีใดบ้างที่ทองคำอาจไม่ช่วยพอร์ต
A6: หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแรง ดอกเบี้ยสูง และตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดดเด่น ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและให้ผลตอบแทนติดลบได้
Q7: บทความนี้แนะนำให้ “ทุ่มทองคำ” หรือไม่
A7: ไม่ บทความนี้เสนอให้มีทองคำ “มากพอ” เพื่อบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เพิ่มสัดส่วนแบบสุดโต่งเพื่อเก็งกำไร
Q8: นักลงทุนไทยควรให้ความสำคัญกับทองคำต่างจากนักลงทุนโลกหรือไม่
A8: นักลงทุนไทยเผชิญทั้งความผันผวนเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ทำให้ทองคำมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ค้ำความเสี่ยงมากขึ้น
Q9: ทองคำในปี 2569 ควรถูกมองเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว
A9: ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระยะกลางถึงยาว เพื่อกระจายความเสี่ยง มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
Q10: สรุปแล้ว ถ้าโลกพังจริง พอร์ตที่ไม่มีทองคำจะเสี่ยงแค่ไหน
A10: พอร์ตที่ไม่มีทองคำเลยมีความเสี่ยงต่อความผันผวนสูง เพราะขาดสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่ป้องกันความผิดพลาดเชิงระบบของเศรษฐกิจโลก
