จากอาหารส่วนเกิน พลาสติก บรรจุภัณฑ์ น้ำมันใช้แล้ว ไปจนถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเซ็นทรัลเดินหน้าขยายแนวคิด Zero Waste จากการจัดการ “ขยะปลายทาง” ไปสู่การออกแบบการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมธุรกิจในเครือ พนักงาน ร้านค้า คู่ค้า ลูกค้า และชุมชน ผ่าน 4 แนวทางหลัก เพื่อเพิ่มโอกาสให้วัสดุกลับเข้าสู่ระบบและลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
โจทย์เรื่องขยะของธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่า “ทิ้งอย่างไร” แต่อยู่ตั้งแต่คำถามว่า จะลดการใช้ก่อนกลายเป็นขยะได้อย่างไร ของที่ยังมีคุณค่าจะส่งต่อไปที่ไหน และวัสดุที่หมดหน้าที่เดิมแล้วจะกลับเข้าสู่ระบบในรูปแบบใหม่ได้หรือไม่
กลุ่มเซ็นทรัลนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ภายใต้แคมเปญ Central Group Love the Earth – Zero Waste โดยเชื่อมธุรกิจที่หลากหลายเข้ากับลูกค้า ร้านค้า พนักงาน คู่ค้า พันธมิตร และชุมชน เพื่อจัดการทรัพยากรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

แนวทางหลักแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ Food Surplus & Food Waste, Reduce Plastic & Packaging, Sort Waste Right และ Turn Waste into Value ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เกิดขยะ การส่งต่ออาหาร การลดวัสดุที่ไม่จำเป็น การคัดแยก ไปจนถึงการนำของเหลือกลับไปสร้างมูลค่าใหม่
อาหารเหลือไม่จำเป็นต้องกลายเป็นขยะ
หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือการจัดการอาหาร โดยกลุ่มเซ็นทรัลแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ คือ Prevention ป้องกันการเกิดขยะอาหาร, Recovery ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ และ Conversion นำอาหารที่บริโภคไม่ได้แล้วไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น
ท็อปส์ (Tops) นำระบบ AI-powered Smart Way มาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เพื่อช่วยวางแผนการสั่งซื้อและบริหารสินค้า ขณะที่ธุรกิจโรงแรมใช้ทั้งการวางแผนบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพัก และระบบบริหารสินค้าคงคลัง FIFO และ FEFO เพื่อลดอาหารค้างสต็อก
ในส่วนของอาหารที่ยังรับประทานได้ Tops ดำเนินโครงการ Food For Good Deed อาหารปันสุข ร่วมกับ SOS Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยข้อมูลจากกลุ่มเซ็นทรัลระบุว่า สามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินสะสมแล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม หรือมากกว่า 9 ล้านมื้อ

ด้าน GO WHOLESALE ส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ผ่าน SOS, VV Share และเครือข่ายในพื้นที่กว่า 80 ตัน หรือประมาณ 334,000 มื้อ
ขณะที่ Central Restaurants Group หรือ CRG ดำเนินโครงการ CRG Surplus Food โดยเฉพาะ Mister Donut ซึ่งในปี 2568 ส่งต่อโดนัทส่วนเกิน 796,549 ชิ้น คิดเป็นประมาณ 223,034 มื้อ และลดขยะอาหารก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 53,103 กิโลกรัม
สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้ จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการอื่น เช่น การผลิตอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือพลังงาน แทนการส่งไปกำจัดโดยตรง

ลดพลาสติกตั้งแต่การออกแบบกระบวนการ
อีกด้านหนึ่งคือการลดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรณรงค์ให้ผู้บริโภคลดใช้ถุงเท่านั้น แต่รวมถึงการเปลี่ยนวัสดุและกระบวนการทำงานภายในธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ไทวัสดุร่วมกับพันธมิตรพัฒนา ตาข่ายคลุมพาเลท เพื่อทดแทนฟิล์มพลาสติกในการขนส่ง ซึ่งตามข้อมูลของบริษัทสามารถลดการใช้ฟิล์มได้กว่า 12 ตันต่อปี
นอกจากนี้ยังพัฒนา Extra Roll Cage สำหรับสินค้าที่มีความยาวพิเศษ ซึ่งช่วยลดการใช้ฟิล์ม เพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี

ด้าน Central Marketing Group เปลี่ยนวัสดุผลิตสื่อบางส่วนจาก PP Board เป็น Honeycomb Paper ลดการใช้ PP Board รวม 410 ตารางเมตร ขณะที่ B2S ปรับวัสดุสำหรับ Standee, POP และ Store Display โดยข้อมูลของบริษัทระบุว่า ในปีที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวช่วยลดขยะพลาสติกกว่า 2 ตัน และลดการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 20,000 ใบ
“แยกถูก” เพิ่มโอกาสให้ขยะกลับมาเป็นทรัพยากร
การคัดแยกเป็นอีกจุดสำคัญ เพราะแม้วัสดุจะสามารถรีไซเคิลได้ แต่หากถูกทิ้งปะปนตั้งแต่ต้นทาง โอกาสนำกลับมาใช้ประโยชน์ก็ลดลง
Central Pattana หรือ CPN จึงทดลองระบบติดตามการคัดแยกขยะรายร้านค้าในเซ็นทรัล กระบี่ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส โดยใช้ QR Code ประจำร้านบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง พร้อมชั่งน้ำหนักและให้คำแนะนำในการแยก Food Waste, Recyclable Waste และขยะทั่วไปหรือ RDF
ผลจากโครงการนำร่องที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย พบว่าปริมาณการคัดแยก Food Waste เพิ่มขึ้น 83% ขณะที่ขยะรีไซเคิลในส่วน Plaza เพิ่มขึ้น 280% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ
ในธุรกิจโรงแรม มีการคัดแยก ชั่งน้ำหนัก และบันทึกข้อมูลก่อนส่งขยะเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บ โดยปี 2568 ปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบอยู่ที่ 2.39 กิโลกรัมต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลดลงจากปีฐาน 22.90%

จากน้ำมันทอดอาหารสู่เชื้อเพลิงการบิน
แนวทางที่สี่คือการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีมูลค่า หรือ Turn Waste into Value
CRG รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากร้านอาหารเพื่อส่งต่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต นำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยในปี 2568 รวบรวมได้ 1,081.82 ตัน และระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 อีก 546 ตัน
ธุรกิจโรงแรมในเครือรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในปี 2568 ได้ 66.70 ตัน เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล และในครึ่งแรกของปี 2569 อีก 28.64 ตัน

ส่วน GO WHOLESALE คัดแยกกล่องกระดาษและพลาสติกพันพาเลทส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ส่งวัสดุรีไซเคิลได้กว่า 140 ตัน
แนวคิดเดียวกันยังถูกนำไปใช้กับขยะประเภทอื่น Power Buy เปิดรับเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิล ขณะที่ขวด PET จากงาน Supersports 10 Mile Run 2026 ถูกนำไปผลิตเป็นผ้าห่มสำหรับผู้ประสบภัย
ด้านโครงการ May Move Up 2025 ของ Supersports รวบรวมรองเท้ากีฬาที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว 4,400 คู่ คิดเป็นขยะรองเท้าประมาณ 5,115 กิโลกรัม เพื่อนำไปส่งต่อให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน
อีกตัวอย่างคือ Pretty Ugly Bag ของ Tops ที่นำป้ายไวนิลโฆษณา Tops Daily ซึ่งหมดอายุการใช้งาน มาอัปไซเคิลเป็นกระเป๋าช้อปปิ้งภายใต้แนวคิด “Ugly Bag, Pretty World”

Zero Waste จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ถังขยะ”
ภาพรวมของโครงการสะท้อนว่า การลดขยะในองค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถพึ่งกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่การจัดซื้อ การวางแผนสินค้า โลจิสติกส์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การคัดแยก ไปจนถึงการหาปลายทางใหม่ให้วัสดุหลังใช้งาน
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงปริมาณขยะที่แต่ละโครงการลดได้ แต่คือความสามารถในการขยายระบบเหล่านี้ให้ครอบคลุมธุรกิจ ร้านค้า คู่ค้า และผู้บริโภคจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างมาตรฐานการวัดผลที่ทำให้เห็นว่า ทรัพยากรถูกลด ใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือเปลี่ยนเป็นคุณค่าใหม่ได้มากเพียงใด
สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล การขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย Zero Waste to Landfill โดยมองขยะในฐานะ “ทรัพยากรที่ยังเดินทางต่อได้” มากกว่าจะเป็นสิ่งที่หมดคุณค่าทันทีหลังการใช้งาน
และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญของ Zero Waste ในภาคธุรกิจ ไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างหายไปจากถังขยะ แต่คือการออกแบบระบบตั้งแต่ต้น เพื่อให้สิ่งที่ถูกใช้แล้วมีโอกาสกลายเป็น “ทรัพยากร” อีกครั้งให้นานที่สุด




