ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุเป็นระยะ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจที่ยากต่อการคาดเดา “ความไม่แน่นอน” ได้กลายเป็นเงาที่ปกคลุมการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ในบริบทเช่นนี้ ทองคำไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) แบบดั้งเดิมอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกจัดวางใหม่ในฐานะ “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์” ที่มีบทบาทสำคัญในพอร์ตการลงทุนระยะยาว
รายงานฉบับล่าสุด Gold as a Strategic Asset – 2026 edition จาก World Gold Council หรือ WGC ได้สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยชี้ว่าทองคำมีคุณสมบัติเด่น 3 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว การกระจายความเสี่ยง และการมีสภาพคล่องสูง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดพอร์ตในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ

ผลตอบแทนระยะยาว: มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูลจากรายงานของ WGC ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2514 ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นประมาณ 9% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดหุ้น และสูงกว่าพันธบัตรหรือสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท
ในช่วงเวลา 3 ปี 5 ปี 10 ปี และ 20 ปีที่ผ่านมา ทองคำยังแสดงผลการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันกับสินทรัพย์หลักอื่น ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของทองคำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าในระยะยาว
ในโลกที่อัตราดอกเบี้ยผันผวน และอัตราเงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้ การถือครองสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าในระยะยาวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิจารณามากขึ้น
การกระจายความเสี่ยง: กลไกถ่วงดุลพอร์ตการลงทุน
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของทองคำ คือ ความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างต่ำกับสินทรัพย์หลักอย่างหุ้นและพันธบัตรในหลายช่วงเวลา นั่นหมายความว่า เมื่อสินทรัพย์บางประเภทเผชิญแรงกดดัน ทองคำอาจไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
สำหรับนักลงทุนไทย ซึ่งพอร์ตจำนวนมากยังมีสัดส่วนหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง การเพิ่มทองคำเข้าไปในพอร์ตจึงอาจช่วยลดความผันผวนโดยรวม และลดความเสี่ยงของการขาดทุนในช่วงตลาดปรับฐานรุนแรง
รายงานของ WGC วิเคราะห์ว่า การจัดสรรทองคำในสัดส่วนประมาณ 2.5% ถึง 10% ของพอร์ต ในช่วงเวลาการลงทุน 3 ปี 5 ปี และ 20 ปี สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความเสี่ยงและผลตอบแทน (risk-adjusted return) ได้ พร้อมทั้งลดโอกาสเกิดการขาดทุนขนาดใหญ่

สภาพคล่องและขนาดตลาด: ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง
ทองคำยังเป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันราว 3.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ตามข้อมูลในรายงาน
สภาพคล่องในระดับนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อหรือขายได้ค่อนข้างรวดเร็ว แม้ในช่วงตลาดผันผวนสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับสินทรัพย์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง
มิติ ESG: ความรับผิดชอบที่เพิ่มคุณค่า
นอกจากปัจจัยทางการเงินแล้ว การลงทุนยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG มากขึ้น
WGC ระบุว่า ทองคำที่มาจากกระบวนการทำเหมืองและการผลิตที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ESG สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความเสี่ยงเชิงสิ่งแวดล้อมในพอร์ตการลงทุนได้ ขณะเดียวกัน ยังตอบโจทย์นักลงทุนสถาบันที่ต้องปฏิบัติตามกรอบความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของตลาดทองคำ จากภาพจำของทรัพย์สินแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นองค์ประกอบในกลยุทธ์การลงทุนที่สอดคล้องกับความยั่งยืนในระยะยาว
บริบทประเทศไทย: กฎระเบียบและความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้น
ในประเทศไทย หน่วยงานกำกับดูแลได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์การซื้อขายทองคำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการรายงานธุรกรรมและการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความโปร่งใส
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

เสียงจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
คุณเซาไก ฟาน หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของ WGC กล่าวว่า ทองคำได้พิสูจน์ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว กระจายความเสี่ยง และให้สภาพคล่องแก่นักลงทุน
เขาระบุว่า สำหรับนักลงทุนไทย การจัดสรรทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมอาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ต และรับมือกับความผันผวนของตลาดโลกได้ดีขึ้น
ความไม่แน่นอนในปี 2569: สิ่งเดียวที่แน่นอน
เมื่อเศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ปี 2569 ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเงินเฟ้อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การประเมินสินทรัพย์อาจไม่สามารถพิจารณาเพียงผลตอบแทนคาดหวังเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงบทบาทเชิงโครงสร้างของสินทรัพย์ในพอร์ตโดยรวม
สำหรับทองคำ รายงานของ WGC สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งในเอเชีย และการที่สถาบันการเงินทั่วโลกให้ความสำคัญกับทองคำมากขึ้นในฐานะองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์
ในโลกที่ความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยถาวร การตั้งคำถามถึงโครงสร้างพอร์ตการลงทุนอาจเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เคย และสำหรับนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ทองคำกำลังถูกพิจารณาอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้น แต่ในฐานะเสาหลักหนึ่งของความมั่นคงทางการเงินระยะยาว
FAQS: ถอดรหัสทองคำ 2026: ยุทธศาสตร์หลักของพอร์ตลงทุนไทย
Q1: ทำไมทองคำจึงถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในปี 2569?
A1: เพราะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน ทองคำจึงมีบทบาทช่วยกระจายความเสี่ยง สร้างเสถียรภาพ และรักษามูลค่าระยะยาวในพอร์ตการลงทุน
Q2: ผลตอบแทนระยะยาวของทองคำอยู่ในระดับใด?
A2: นับตั้งแต่ปี 2514 ทองคำมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นประมาณ 9% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับหุ้น และสูงกว่าพันธบัตรและสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท
Q3: ทองคำช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างไร?
A3: ทองคำมักมีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้นและพันธบัตรในหลายช่วงเวลา จึงช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต และลดความเสี่ยงจากการขาดทุนหนักในช่วงตลาดปรับฐาน
Q4: ควรจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์?
A4: รายงานของ World Gold Council ชี้ว่า การจัดสรรสัดส่วนประมาณ 2.5%–10% ของพอร์ต ในช่วงการลงทุน 3, 5 และ 20 ปี สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความเสี่ยงและผลตอบแทนได้
Q5: ทองคำยังเป็นเพียงสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตหรือไม่?
A5: ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันทองคำถูกมองเป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของพอร์ตระยะยาว ไม่ใช่แค่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น
Q6: ตลาดทองคำมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับนักลงทุนหรือไม่?
A6: ตลาดทองคำมีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 3.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อขายได้สะดวกแม้ในช่วงผันผวน
Q7: ESG มีผลต่อความน่าสนใจของทองคำอย่างไร?
A7: ทองคำที่ผลิตจากแหล่งที่ผ่านมาตรฐาน ESG ช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและชื่อเสียงของพอร์ต และสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืนที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญมากขึ้น
Q8: บริบทเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อบทบาทของทองคำอย่างไร?
A8: ความผันผวนของค่าเงินบาท เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้ทองคำเป็นเครื่องมือช่วยรักษามูลค่าและกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้นสำหรับนักลงทุนไทย
Q9: การปรับปรุงกฎระเบียบในไทยมีผลต่อความเชื่อมั่นอย่างไร?
A9: การเข้มงวดด้านการรายงานและติดตามธุรกรรมช่วยเพิ่มความโปร่งใส เสริมเสถียรภาพตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบัน
Q10: แนวโน้มทองคำในอีกสองทศวรรษข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?
A10: รายงานสะท้อนว่า ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในเอเชียและการลงทุนระดับสถาบันที่เติบโต มีแนวโน้มสนับสนุนบทบาททองคำในฐานะยุทธศาสตร์หลักของพอร์ตการลงทุนระยะยาว
