รู้หรือไม่? สิ่งที่ทำให้พนักงานหมดไฟ ไม่ใช่แค่ภาระงานหนัก หรือผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า แต่คือ “การสื่อสารที่ล้มเหลว” ระหว่างองค์กรกับพนักงาน
ผลงานวิจัยล่าสุดจาก Gallup[1] พบว่า 70% ของระดับความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการสื่อสารในองค์กร โดยพนักงานที่รู้สึกมีคุณค่า ทุ่มเท และผูกพันกับองค์กร มีแนวโน้มที่จะเพิ่มผลผลิตได้ถึง 18% และที่น่าตกใจคือ 46% ของพนักงานไทยกำลังมองหางานใหม่ เพราะรู้สึกว่าองค์กรขาดการสื่อสารที่ดีและไม่มีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอาชีพ นี่คือสัญญาณอันตรายที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR (Human Resources)ยุคใหม่ไม่อาจมองข้ามได้

HR ยุคใหม่ต้องเป็นมากกว่าฝ่ายบุคคล
ในอดีต HR ถูกมองว่าเป็นเพียงฝ่ายจัดการทรัพยากรบุคคล ดูแลเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และเอกสารต่างๆ บทบาทของ HR มักถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตของการให้บริการพนักงานเมื่อต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องบุคลากรหรือกฎระเบียบ แต่โลกธุรกิจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของพนักงานที่ปรับตัวตามยุคสมัย และการแข่งขันที่เข้มข้น ทำให้ HR ไม่สามารถทำหน้าที่แบบเดิมได้อีกต่อไป
HR ยุคใหม่ต้องเป็นมากกว่าฝ่ายบุคคล พวกเขาต้องกลายเป็น “นักสื่อสาร” ที่สามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์องค์กรให้พนักงานเข้าใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงเป็น “นักเชื่อมโยง” ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายก้าวไปในทิศทางเดียวกัน การสื่อสารที่ดีไม่ได้เป็นเพียงการแจ้งประกาศหรือออกนโยบาย แต่ต้องทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ลองนึกถึงอีเมลแจ้งนโยบายฉบับยาวที่เต็มไปด้วยศัพท์ทางการ ซึ่งอาจถูกมองข้ามหรือสร้างความสับสน หาก HR สามารถถ่ายทอดข้อมูลเดียวกันผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงกับพนักงาน และสะท้อนให้เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง พนักงานจะไม่เพียงเข้าใจ แต่ยังรู้สึกมีส่วนร่วมและพร้อมสนับสนุนองค์กรอย่างแท้จริง
จากฝ่ายบุคคลสู่ HR Influencer สื่อสารเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นทีม
จากการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication) ที่ HR เป็นผู้พูด และพนักงานเป็นฝ่ายรับฟัง ต้องเปลี่ยนเป็น การสนทนา (Two-way Communication) ที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น เมื่อพนักงานรู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย จึงจะเกิดความผูกพันและพร้อมเดินไปข้างหน้าพร้อมกับองค์กร HR จึงต้องก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิม สู่การเป็น HR Influencer ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สื่อสาร แต่ต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงทุกฝ่ายให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน
- HR Influencer คือผู้สร้าง Employee Engagement
หนึ่งในบทบาทที่สำคัญที่สุดของ HR Influencer คือการเพิ่มระดับ Employee Engagement หรือ ความผูกพันของพนักงานกับองค์กร พนักงานที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีคุณค่าในองค์กรจะทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองและองค์กร การสื่อสารที่ดีช่วยให้พนักงานเข้าใจเป้าหมายขององค์กร และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางนั้น แทนที่จะมองว่าตนเองเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง”
- HR Influencer คือ Connector ที่เชื่อมโยงทุกเสียงในองค์กรให้มีความหมาย
HR ไม่ใช่แค่ฝ่ายที่คอยดูแลพนักงาน แต่ต้องเป็น Connector หรือ ตัวเชื่อม ที่ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้บริหารและพนักงานราบรื่นขึ้น องค์กรที่มีโครงสร้างตายตัว (Rigid Structure) การบริหารที่เข้มงวด ชัดเจน ไม่ยืดหยุ่น และขาดการสื่อสารที่ดีมักจะเผชิญปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างระดับบริหารกับพนักงานปฏิบัติการ แต่ HR Influencer สามารถลดช่องว่างนี้ได้ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็น และทำให้ผู้บริหารสามารถสื่อสารกับพนักงานได้โดยตรง
- HR Influencer คือ Inspiration ที่สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า
นอกจากเป็นตัวเชื่อมองค์กร HR ยังต้องเป็น Inspiration หรือ แรงบันดาลใจ ให้พนักงานเห็นคุณค่าในงานที่ทำ และรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาสร้างสรรค์มีผลกระทบที่แท้จริงต่อองค์กร หน้าที่ของ HR Influencer จำเป็นต้องสื่อสารให้เข้าใจง่าย กระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกของพนักงานให้มีความภาคภูมิใจในองค์กร

ตัวอย่างของการเป็น HR Influencer เช่น เปลี่ยนการประกาศทั่วไปให้เป็น “เรื่องราวที่แสดงการมีส่วนร่วมและคุณค่าของพนักงาน” เช่น เส้นทางความก้าวหน้าของพนักงานจากระดับปฏิบัติการสู่ผู้บริหาร หรือสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดของพนักงานมีผลต่อการตัดสินใจขององค์กร พวกเขาจะรู้สึกว่ามีคุณค่าและพร้อมทุ่มเทให้กับองค์กรมากขึ้น หรือ “การสร้างพื้นที่ให้พนักงานสามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริหาร” ผ่าน Town Hall Meeting หรือแพลตฟอร์มภายในองค์กร จะช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วมกันและลดช่องว่างระหว่างลำดับชั้น เมื่อนโยบายและเป้าหมายองค์กรถูกสื่อสารอย่างโปร่งใส พนักงานจะเห็นบทบาทของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น และไม่ใช่เพียงผู้ถูกสั่งการ หรือ “การถ่ายทอดเรื่องราวของทีมที่เอาชนะความท้าทายจนประสบความสำเร็จ” แสดงให้พนักงานเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากเสียงของพวกเขา แทนที่จะบอกว่า “บริษัทจะเปลี่ยนนโยบายการทำงานเป็น Hybrid” ควรเล่าให้พนักงานเห็นภาพว่า “หลังจากที่เราได้สำรวจความคิดเห็น พบว่าพนักงาน 85% ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น บริษัทจึงตัดสินใจปรับนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานแบบ Hybrid ได้ 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและงานได้ดีขึ้น และยังคงประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด” เมื่อนโยบายสะท้อนถึงความต้องการของพนักงาน พวกเขาจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ
AI กำลังเปลี่ยนโฉมการสื่อสารในงาน HR
ในขณะเดียวกัน โลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น HR ไม่อาจพึ่งพาวิธีการสื่อสารแบบเดิมได้อีกต่อไป องค์กรชั้นนำทั่วโลกเริ่มนำ AI มาใช้ในการปรับปรุงการสื่อสารภายใน ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง HR และพนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในประเทศไทย หลายบริษัทได้นำ AI และ Chatbot มาใช้ เพื่อลดภาระของ HR และช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)[2] ใช้ AI ในการสรรหาบุคลากร โดยพัฒนาแบบทดสอบวัฒนธรรมองค์กร (Culture Test) และแบบทดสอบทัศนคติ (Attitude Test) ในรูปแบบเกมเพื่อประเมินค่านิยมของผู้สมัคร AI ยังช่วยคัดกรองข้อมูลแบบไม่มีอคติ และใช้ดัชนีวัดผลเชิงคาดคะเน (Predictive Index) เพื่อลดงานเอกสาร ให้ HR มีเวลาโฟกัสกับการสัมภาษณ์มากขึ้น รวมทั้ง ปตท. ยังได้พัฒนา HRbot ซึ่งเป็น AI Chatbot สำหรับตรวจสอบสวัสดิการ เช่น การเบิกค่ารักษาพยาบาลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดข้อผิดพลาดในการคำนวณสิทธิ์ ช่วยให้ HR สามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
อีกตัวอย่างของภาครัฐ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น[3] ใช้ LINE Chatbot เพื่อให้ข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคล เช่น สิทธิประโยชน์ การลา ตารางอบรม และขั้นตอนการทำธุรกรรมภายในองค์กร พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูล 24 ชั่วโมง ลดภาระ HR และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ
AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้ HR สื่อสารกับพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสามารถปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของพนักงานแต่ละกลุ่ม ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจออนไลน์และแพลตฟอร์มภายในองค์กร AI ทำให้ HR เข้าใจความคิดเห็น แนวโน้ม และความต้องการของพนักงานในแต่ละช่วงวัยดีขึ้น ส่งผลให้การสื่อสารตรงจุด และสามารถกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมกับองค์กรได้มากขึ้น

ปรับการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มพนักงานแต่ละประเภท
ในองค์กรที่มีพนักงานหลายเจเนอเรชั่น การสื่อสารแบบ “ส่งข้อความเดียวให้ทุกคน” อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป HR ต้องใช้กลยุทธ์ Segmented Communication หรือการสื่อสารแบบเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ข้อมูลที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท การใช้แบบสำรวจความคิดเห็นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ HR เข้าใจว่าพนักงานต้องการรับข้อมูลอย่างไร เช่น บางคนอาจต้องการรายละเอียดเชิงลึกผ่านเอกสารที่อธิบายครบถ้วน ขณะที่บางคนอาจต้องการสรุปข้อมูลสำคัญในรูปแบบข้อความสั้น ๆ บนแอปแชท (Chat Application)
เทคนิค Microlearning และ Short-form Content กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการสื่อสาร โดยเฉพาะกับพนักงานรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการรับข้อมูลแบบรวดเร็วและเน้นประเด็นสำคัญ เทคโนโลยีช่วยให้ HR สามารถปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของแต่ละคน ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาอ่านเอกสารยาว ๆ หรือเข้าร่วมประชุมที่ไม่จำเป็น
Microlearning คือ การแบ่งเนื้อหาการเรียนรู้ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สามารถทำความเข้าใจได้ภายในเวลาเพียง 3-7 นาที โดยเน้นเฉพาะสาระสำคัญที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น วิดีโอสอนงานแบบสั้น หรือแบบทดสอบเชิงโต้ตอบที่ช่วยให้พนักงานเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องอ่านคู่มือหนาหลายสิบหน้า หรือเข้าร่วมอบรมเต็มวัน การใช้ Microlearning ช่วยลดความหนักหน่วงของข้อมูล ทำให้พนักงานสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาที่สะดวกและจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น
Short-form Content เป็นแนวทางที่คล้ายกับ Microlearning แต่ครอบคลุมเนื้อหาทุกประเภทที่เน้นการสื่อสารที่กระชับและเข้าใจง่าย เช่น โพสต์สั้น ๆ บนโซเชียลมีเดีย วิดีโอแบบ TikTok อินโฟกราฟิก หรืออีเมลที่สรุปเฉพาะประเด็นสำคัญ พฤติกรรมของคนในยุคดิจิทัลแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะบริโภคข้อมูลที่สั้นและตรงประเด็นมากกว่าการอ่านบทความยาว
การใช้ Microlearning และ Short-form Content สามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจเลือกใช้วิดีโอสั้น ๆ ความยาว 2-3 นาที เพื่อสอนวิธีใช้งานซอฟต์แวร์ใหม่ แทนที่จะให้พนักงานอ่านคู่มือ 50 หน้า หรืออาจสร้าง AI Chatbot ที่สามารถส่งสรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนโยบายใหม่ผ่านข้อความสั้น ๆ บนแพลตฟอร์มเช่น LINE หรือ Microsoft Teams สิ่งเหล่านี้ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้แบบเรียลไทม์ ลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพิ่มความเข้าใจ และช่วยให้พวกเขาสามารถจดจำและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม
เมื่อองค์กรสามารถสื่อสารได้ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน นอกจากจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการสื่อสารแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริง เมื่อพนักงานได้รับข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ พวกเขาจะมีความเข้าใจในเป้าหมายองค์กรมากขึ้น เกิดความผูกพันกับบริษัท และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

Storytelling เครื่องมือทรงพลังที่ HR ใช้สร้างการมีส่วนร่วม
การสร้างความรู้สึกและแรงบันดาลใจ หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ HR สามารถนำมาใช้ได้ นั่นคือ Storytelling เพราะมนุษย์จดจำเรื่องราวได้ดีกว่าตัวเลขหรือข้อมูลที่ซับซ้อน เรื่องราวที่มีพลังสามารถกระตุ้นอารมณ์ ทำให้พนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับองค์กร และสร้างแรงจูงใจที่ยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)[4] สามารถเล่าเรื่องราวการบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างน่าสนใจ ผ่านบทความสัมภาษณ์เรื่องราวของ “คุณสมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่เริ่มต้นอาชีพจากตำแหน่งพนักงานต้อนรับเมื่อ 40 ปีก่อน ในช่วงแรกของการทำงาน บ้านปูเป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานเพียง 60 คน แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เธอสามารถไต่ระดับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กร ปัจจุบัน บ้านปูได้เติบโตขึ้นเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจใน 9 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 6,000 คนจากกว่า 20 เชื้อชาติ เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความก้าวหน้าทางอาชีพ (Career Growth), วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture), การบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Management), การจัดการบุคลากรที่หลากหลาย (Diversity & Inclusion), และวิสัยทัศน์องค์กร (Organizational Vision) ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล
เรื่องราวของคุณสมฤดีเป็นตัวอย่างที่ทำให้พนักงานเห็นว่า ความก้าวหน้าในสายอาชีพเป็นไปได้จริง หากมีความมุ่งมั่นและองค์กรให้การสนับสนุน สิ่งนี้ช่วยสร้าง Employee Engagement ให้พนักงานมีแรงบันดาลใจในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ Storytelling ยังทำให้ การบริหารความเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อองค์กรต้องปรับตัว เช่น เปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด หาก HR เพียงแค่แจ้งข่าวสารและนโยบาย อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่ามันเป็นเพียง “คำสั่งจากเบื้องบน” แต่หากเปลี่ยนเป็นการเล่าถึง เส้นทางของบ้านปูที่ต้องฟันฝ่าความท้าทาย และการปรับตัวของผู้นำอย่าง CEO สิ่งนี้จะทำให้พนักงานเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนั้น สุดท้าย Storytelling ไม่เพียงแต่ช่วยสื่อสารเรื่องราวขององค์กร แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และทำให้พนักงานเห็นว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จได้จริง HR ที่สามารถใช้ Storytelling อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต และสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสื่อสาร มีระดับ Employee Engagement สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การที่พนักงานมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงาน ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจและทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีบทบาทในองค์กรจริง ๆ HR สามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น Employee Forum หรือ Internal Blog ที่พนักงานสามารถแบ่งปันไอเดีย ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาองค์กรได้ นอกจากนี้ การมีช่องทาง Anonymous Feedback ยังช่วยให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบ ซึ่งทำให้องค์กรสามารถรับฟังเสียงของพนักงานได้อย่างแท้จริง
การใช้ Internal Social Media และ Gamification สามารถทำให้การสื่อสารภายในองค์กรมีชีวิตชีวาและดึงดูดความสนใจมากขึ้น ลองจินตนาการถึงแพลตฟอร์มที่พนักงานสามารถโพสต์ แสดงความคิดเห็น หรือร่วมโหวตในประเด็นสำคัญขององค์กร สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แต่ยังช่วยกระตุ้นให้พวกเขามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่มากขึ้น การเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เป็นการเล่าเรื่องไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคนิคการนำเสนอ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกผูกพัน มีความสุข และเห็นคุณค่าในงานที่พวกเขาทำมากยิ่งขึ้น

HR ที่สื่อสารเป็น สร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง
เมื่อการสื่อสารกลายเป็น “บทสนทนา” แทนที่จะเป็นเพียงแค่ “การประกาศ” พนักงานจะรับฟังและมีส่วนร่วมกับองค์กรได้มากขึ้น HR จึงต้องก้าวข้ามบทบาทของ “ฝ่ายบุคคล” และกลายเป็น “นักสื่อสาร” ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและความผูกพันให้กับพนักงาน องค์กรที่มี HR ที่สามารถสื่อสารได้อย่าง HR Influencer จะสามารถลดอัตราการลาออก สร้างทีมที่แข็งแกร่ง และขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน
แล้ววันนี้ HR ในองค์กรของคุณเป็นแบบไหน? ยังคงเป็นเพียง “ฝ่ายเอกสาร” ที่ทำงานเบื้องหลัง หรือเป็น “นักสื่อสาร” ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรและสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงาน?
[1] State of the Global Workplace 2024 โดย Gallup บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน และการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยมีชื่อเสียงจาก Gallup Poll และแบบประเมิน Gallup Q12® องค์กรชั้นนำทั่วโลกใช้ข้อมูลของ Gallup เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
[2] Chaturachinda, C. (2021). AI in human resource management. Journal of Social Sciences, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University, 51(1). Retrieved from http://www.library.polsci.chula.ac.th/journal2
[3] กิตติศักดิ์ สีสด, วรภัทร ศิริบูรณ์พิพัฒนา, สาวิตรี น้อยศรี, & นุจรนิทร์ พัฒนโชติ. (2565). การพัฒนารูปแบบ LINE Chabot การให้บริการข้อมูลด้านการบริการทรัพยากรบุคคลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น.
[4] Orawan Marketeer. (2023, มิถุนายน 9). สมฤดี ชัยมงคล จากพนักงานต้อนรับสู่ CEO ที่พาบ้านปูพลิกวิกฤตถ่านหิน. Marketeer Online. https://marketeeronline.co/archives/310747
