6 ทางรอดธุรกิจยุคโควิด - PR Matter

6 ทางรอดธุรกิจยุคโควิด 0 529

ผลสำรวจ “ASEAN SME Transformation Study 2020 ชี้ ธุรกิจให้ความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยี จะช่วยธุรกิจในช่วงโควิด คิดเป็น ร้อยละ 64 ธุรกิจ SMEs ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนไทย สูงถึงร้อยละ 71 

ถึงเวลาแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างเป็นการเร่งด่วน (Digital Transformation – DX) เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้อยู่รอดแต่ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมภายหลังวิกฤตการณ์ครั้งนี้

นางสาวสิรินันท์ จิรดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส Digital Engagement & FinTech Innovation ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

ทั้งนี้ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญ แต่เอสเอ็มอีต้องแน่ใจว่าฟังก์ชันทางธุรกิจทั้งหมดพร้อมแล้วสำหรับกระบวนการปรับสู่ดิจิทัล แม้ว่าจะสามารถนำระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาแทนกระบวนการทำงานที่ต้องทำด้วยตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงจะต้องปรับใช้แนวคิดที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีและโซลูชันด้านดิจิทัลต่างๆ มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว 

ล่าสุด รายงานของ Digital Transformation: Reshaping The Way  We Work[2]  โดยธนาคารยูโอบี  ร่วมกับ Digital Reality บริษัทให้คำปรึกษาและบริหารจัดการธุรกิจดิจิทัล จึงได้แนะนำเอสเอ็มอีในการเริ่มต้นเส้นทางธุรกิจดิจิทัลด้วยกรอบแนวคิด ‘ASSESS’ประกอบด้วย 

  1. Ascertain the problem(s): ตรวจสอบปัญหา อันดับแรก เอสเอ็มอีจะต้องระบุปัญหา/ความท้าทายที่สำคัญที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ และวิเคราะห์ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการไหนบ้างที่พนักงานใช้เวลามากเกินไปในดำเนินการ

 2.   Set goals:  กำหนดเป้าหมาย จากนั้น เอสเอ็มอีจะต้องกำหนดเป้าหมายและระบุส่วนงาน / กระบวนการที่ต้องการปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล  เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอียังคงขีดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดได้อย่างเหมาะสม

3. Select partners : ค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจ หลังจากที่กำหนดเป้าหมายแล้ว เอสเอ็มอีจะต้องเลือกพันธมิตรเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล ซึ่งมาจากหลากหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับขอบเขตการปรับองค์กรสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรที่เป็นบริษัทผู้จัดหาเทคโนโลยีหรือดิจิทัลโซลูชันโดยตรง นอกจากนี้การเป็นพันธมิตรกับ อาทิ ธนาคาร อาจช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงการขอรับสิทธิประโยชน์ / เงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพราะการเลือกพันธมิตรที่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ จะยิ่งเป็นโอกาสที่ดีในการได้รับการสนับสนุนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย

4.   Empower employees: เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงาน เมื่อเอสเอ็มอีจะปรับตัว ฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กรชิ้นสำคัญอย่างพนักงานจึงต้องมีความพร้อมในการก้าวสู่ดิจิทัลด้วยเช่นกัน เอสเอ็มอีจึงต้องจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ให้แก่พนักงาน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะ เพื่อเตรียมพร้อมและให้เห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของพวกเขาดีขึ้น

5.   Streamline processes: เพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการทำงาน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีสู่ดิจิทัลอาจสร้างแรงกดดันให้กับพนักงานที่ไม่คุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นจึงควรรวมพนักงาน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำโซลูชัน หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทดลองใช้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ที่องค์กรนำเข้ามาใช้ จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่อย่างไร นอกจากจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ก็จะเห็นถึงประโยชน์และยอมรับได้ง่ายขึ้น

6.   Support forward-thinking ideas: สนับสนุนไอเดียที่ก้าวล้ำ: เอสเอ็มอีจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างยอมรับนวัตกรรมและไอเดียใหม่ๆ  สภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนการคิดค้นและเสนอแนะสิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้เอสเอ็มอีประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล

หนึ่งในทางลัดที่ช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ปรับองค์กร คือโครงการ Smart Business Transformation (SBTP)  ดำเนินการโดย ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และเดอะ ฟินแล็บ นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นโครงการที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถนำเครื่องมือทางธุรกิจและดิจิทัลโซลูชันไปใช้ได้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ตลอดจนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจต่างๆ รวมถึงสร้างทัศนคติและความคิดดิจิทัลให้เกิดขึ้นในองค์กร 

ที่สำคัญ ยังช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงข้อมูลและแหล่งเงินทุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้อีกด้วย
ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลกระทบในระยะยาว การปรับตัวธุรกิจแบบเดิมสู่ระบบดิจิทัล จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะให้ธุรกิจอยู่รอด ยั่งยืน และแข่งขันได้ ใครปรับก่อน ย่อมได้เปรียบ 

สำหรับเอสเอ็มอีที่สนใจปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล เยี่ยมชมรายละเอียดหรือลงทะเบียนได้ที่ https://thefinlab.com/thailand/


ผลการสำรวจ “ASEAN SME Transformation Study 2020 : The survey was conducted among 1,000 small businesses with annual turnover of $20 million and below before and during the COVID-19 pandemic, in the third quarter of 2019 and May 2020 respectively. Small businesses across five ASEAN markets – Indonesia, Malaysia, Singapore, Thailand and Vietnam – were surveyed.https://www.uobgroup.com/industry-insights/reshaping-the-way-we-work.page

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

โควิด-19 กระทบหนักนักศึกษาจบใหม่ “ท่องเที่ยว-โรงแรม-การบิน” เตะฝุ่น 0 1075

“จ๊อบไทย” เผยตลาดแรงงานครึ่งปีแรกโควิด-19 กระทบนักศึกษาจบใหม่“ท่องเที่ยว-โรงแรม-การบิน” เตะฝุ่นแนะพัฒนาทักษะด้านภาษา-ออนไลน์ เพิ่มโอกาสให้ตัวเอง

โลกการทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดอาชีพใหม่ ๆ ตลอดจนปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่สามารถผลิตคนได้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับตลาดแรงงานเป็นวงกว้าง

คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย(JobThai) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางาน สมัครงาน และหาบุคลากรออนไลน์ เปิดเผยถึงข้อมูลการหางาน สมัครงาน จากการรวบรวมข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 พร้อมวิเคราะห์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับตลาดแรงงานไทย พบว่า 

ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีผู้ต้องการหางาน สมัครงาน เพิ่มขึ้นกว่าปี 2563 โดยมีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 13 ล้านคน เติบโตขึ้น 17% และมีการสมัครงาน 9.6 ล้านครั้ง เติบโตขึ้น 8% ด้านองค์กรมีการเปิดรับพนักงานรวมทั้งหมด 772,145 อัตรา เพิ่มขึ้น 13.70% 

ในช่วงที่ผ่านมาหลายองค์กรมีการเปิดรับบุคลากรโดยสามารถทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือทำงานทางไกล (Remote Working) 11,036 อัตรา เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3-4 ปี 2563 18.70%  
นอกจากนี้ องค์กรยังมีมาตรการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเปลี่ยนมาสัมภาษณ์งานทางออนไลน์มากถึง 78,101 อัตรา เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3-4 ปี 2563 ถึง 208.10%

สำหรับข้อมูลความต้องการแรงงานและความต้องการของผู้สมัครงานทั่วประเทศ ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 มีดังนี้ 5 ประเภทธุรกิจมีความต้องการแรงงานมากที่สุด 

1. ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม 66,977 อัตรา องค์กรที่มีความต้องการแรงงานมากในธุรกิจนี้ เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,  บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป อาทิ อาหารกระป๋อง และอาหารแช่แข็งเพื่อการส่งออก, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โคคา-โคล่า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

2. ธุรกิจยานยนต์/ชิ้นส่วนยานยนต์ 57,390 อัตรา องค์กรที่มีความต้องการแรงงานมากในธุรกิจนี้ เช่น บริษัท ท็อปเบส์ท จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้าง ตัวถัง ประกอบรถโดยสารและตัวถังรถบรรทุกและจัดจำหน่ายรถโดยสารและรถบรรรทุกเพื่อการพาณิชย์, MAXXIS INTERNATIONAL (THAILAND) CO.,LTD. ผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์ระดับโลก, บริษัท สยามกลการอุตสาหกรรม จำกัด ผู้นำเข้า จัดจำหน่ายและบริการซ่อมและอะไหล่ รถ Forklift ในแบรนด์ของ Unicarrier ประเทศไทย

3. ธุรกิจบริการ 51,822 อัตรา องค์กรที่มีความต้องการแรงงานมากในธุรกิจนี้ เช่น บริษัท เอ็มโอแค็ป จำกัด ซึ่งทำธุรกิจด้าน Outsourcing Contact Center, บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจด้าน Customer Service Management, Thailand YellowPages  ผู้บุกเบิกธุรกิจการให้บริการค้นหาข้อมูล รายชื่อ และหมายเลขโทรศัพท์ขององค์กรธุรกิจ การค้นหาสินค้า และบริการต่าง ๆ เป็นรายแรกของประเทศไทย

4. ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง – รับเหมาก่อสร้าง 50,132 อัตรา องค์กรที่มีความต้องการแรงงานมากในธุรกิจนี้ เช่น บริษัทดูโฮม จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างครบวงจร, บริษัท เจ ดับบลิว เอส คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านรับเหมาก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างชั้นสูงและทันสมัย, บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด แหล่งรวมสินค้าและวัสดุอุปกรณ์เพื่อการตกแต่งซ่อมแซมที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร

5. ธุรกิจขายปลีก 47,956 อัตรา องค์กรที่มีความต้องการแรงงานมากในธุรกิจนี้ เช่น บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด หรือโลตัส ประเทศไทย ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกธุรกิจ,บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค แบบครบวงจร, วัตสัน ประเทศไทย ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับ 1 ในเอเชีย 

5 สายงานที่มีการเปิดรับมากที่สุดสายงานที่มีการเปิดรับมากที่สุด ได้แก่

1.งานขาย 158,753 อัตรา

2.งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 89,279 อัตรา

3.งานช่างเทคนิค/อิเล็กทรอนิกส์ 83,440 อัตรา

4.งานธุรการ/จัดซื้อ  43,574 อัตรา และ

5.งานวิศวกร 40,697 อัตรา 

ปัจจุบันองค์กรต่างให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรมและอาชีพใหม่ ๆ มากมาย ทำให้สายงานไอทีเป็นสายงานที่ทั่วโลกกำลังต้องการและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก

คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย(JobThai) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางาน สมัครงาน และหาบุคลากรออนไลน์

สำหรับข้อมูลสายงานไอทีที่มีความต้องการสูงในจ๊อบไทยแพลตฟอร์มมีดังนี้ 5 สายงานไอทีที่มีการเปิดรับมากที่สุด

1. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) 12,296 อัตรา – ทำหน้าที่พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ รวมถึงดูแลระบบ ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ทักษะที่จำเป็น : ทักษะการเขียนโปรแกรมและความรู้ด้านภาษาคอมพิวเตอร์ โดยมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาที่นิยมใช้ เช่น JavaScript, C#, Python และ PHP 

2. ไอทีแอดมิน/เน็ตเวิร์กแอดมิน (IT Admin/Network Admin) 5,629 อัตรา – ทำหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเน็ตเวิร์ก ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อให้พนักงานแผนกต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ทักษะที่จำเป็น : มีความรู้ความสามารถในเรื่องของระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ และระบบเน็ตเวิร์ก 

3. เทคนิคซัปพอร์ต (Technical Support/Help Desk) 3,598 อัตรา – ทำหน้าที่ดูแลการใช้งานโปรแกรมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพนักงานภายในบริษัท และช่วยเหลือให้คำแนะนำเรื่องการใช้โปรแกรมกับลูกค้าหากเกิดปัญหาขึ้น ทักษะที่จำเป็น : มีความรู้ความสามารถในเรื่องการใช้งานและแก้ปัญหาโปรแกรมต่าง ๆ 

4. วิศวกรคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering) 2,354 อัตรา – ทำหน้าที่ออกแบบและพัฒนาระบบและสถาปัตยกรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ครอบคลุมทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของระบบ ทักษะที่จำเป็น : มีความรู้ด้านระบบ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการออกแบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ 

5.  นักทดสอบซอฟต์แวร์ (Software Tester) 1,961 อัตรา – ทำหน้าที่ทดสอบซอฟต์แวร์ เพื่อค้นหาข้อผิดพลาด ตรวจสอบคุณภาพของระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้คนใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะที่จำเป็น : ความรู้พื้นฐานทางด้าน Software Testing, การวิเคราะห์ ออกแบบการ Test 

นอกจากสายงานที่กล่าวไปข้างต้นแล้วยังมีอาชีพงานไอทีที่น่าจับตามองอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security), นักพัฒนาบล็อกเชน (Blockchain Developer), นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist), นักพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Engineer) 

โควิด-19 กระทบการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่

ในแต่ละปีจะมีนักศึกษาจบใหม่เข้ามาในตลาดแรงงาน ซึ่งในปีนี้นักศึกษาจบใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด-19 โดยในจ๊อบไทยมีบัญชีผู้ใช้งานที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ 178,399 คน คิดเป็น 17.14% ของจำนวนผู้สมัครงานทั้งหมดในแพลตฟอร์ม ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

• สายงานที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่มากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.งานขาย 35,031 อัตรา 2.งานช่างเทคนิค/อิเล็กทรอนิกส์ 14,074 อัตรา 3.งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 11,332 อัตรา 4.งานบริการ 8,777 อัตรา และ 5.งานวิศวกร 7,677 อัตรา

• สายงานที่มีนักศึกษาจบใหม่สมัครมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.งานธุรการ/จัดซื้อ 60,780 คน 2.งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 47,137 คน 3.งานขาย 36,980 คน 4.งานวิศวกร 30,565 คน และ 5.งานขนส่ง-คลังสินค้า 28,344 คน 

นักศึกษาจบใหม่ท่องเที่ยว / โรงแรม / การบินเคว้ง

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม หรือการบิน ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยตรง ทำให้องค์กรต่าง ๆ ไม่มีการจ้างงานในสายนี้เพิ่มมากนัก นักศึกษาจบใหม่ในสาขานี้จึงได้รับผลกระทบไปด้วย โดยข้อมูลจาก กลุ่มบนเฟซบุ๊ก “JobThai Official Group เพื่อการหางาน หาคน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน” ซึ่งมีสมาชิกภายในกลุ่มกว่า 200,000 คน พบว่าประเด็นในการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาของเด็กจบใหม่ในสาขาดังกล่าว มีดังนี้

• การหางานด้านท่องเที่ยว โรงแรมยาก ทำให้ว่างงานนานขึ้น

• คนที่ทำงานด้านท่องเที่ยว โรงแรม เช่น ไกด์ พนักงานในโรงแรม พนักงานบริษัททัวร์ ถูกลดเงินเดือน ให้ลาไม่รับค่าจ้าง ตลอดจนถูกปลด เนื่องจากบริษัทต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวหรือถาวร

• ต้องหางานข้ามสายซึ่งต้องแข่งขันกับคนที่จบมาตรงสาย

ด้านข้อมูลในจ๊อบไทยพบว่า 5 สายงานที่นักศึกษาจบใหม่ด้านท่องเที่ยว / โรงแรมสมัครมากที่สุด ได้แก่

1.งานธุรการ/จัดซื้อ 11,590 ครั้ง

2.งานบริการ 5,998 ครั้ง

3.งานขาย 5,682 ครั้ง

4.งานบุคคล/ฝึกอบรม 3,127 ครั้ง และ

5.งานการตลาด 2,633 ครั้ง

ในสถานการณ์นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่านักศึกษาจบใหม่ในธุรกิจท่องเที่ยว / โรงแรม / การบิน ต้องเพิ่มโอกาสในการหางานจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัว โดยต้องนำทักษะที่มีไปต่อยอดใช้กับสายงานอื่น (Transferable Skills) อย่างคนที่มีทักษะความสามารถทางภาษาอาจมองหาโอกาสในสายงานดูแลลูกค้าหรือบริการในธุรกิจอื่น ๆ  ที่ไม่ได้รับผลกระทบมาก หรือ งาน Account Executive ในเอเจนซี่ ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งทางด้านภาษาและการสื่อสารที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มคอร์สเรียนเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ รวมทั้งการใช้ Social Media ก็จะทำให้โปรไฟล์เข้าตา HR มากขึ้นได้ หรืออาชีพเสริมอื่น ๆ เช่น ติวเตอร์สอนภาษา เนื่องจากช่วงนี้นักเรียนต้องเรียนออนไลน์ก็อาจเป็นโอกาสในการทำงานของเราได้ ทั้งนี้ คนทำงานทุกคนต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลาและนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับงาน ซึ่งจ๊อบไทยได้ทำรายการ Career Talk Podcast พอดแคสต์ที่จะพูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน สามารถติดตามช่อง JobThai ได้ทั้งใน Spotify, Soundcloud, Apple Podcasts, Google Podcasts และ YouTube 

คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย(JobThai) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางาน สมัครงาน และหาบุคลากรออนไลน์

นอกจากนี้ยังมีบทความเพื่อคนทำงานอีกมากมาย สามารถติดตามได้ที่ https://blog.jobthai.com

รวมทั้ง จ๊อบไทยยังมีกิจกรรม “จบใหม่ต้องรู้” โดยให้นักศึกษาจบใหม่ส่งเรื่องราวเกี่ยวกับการหางานสมัครงานเพื่อลุ้นรับรางวัลมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/jobthai

สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน สามารถใช้งานได้ที่ www.jobthai.com หรือดาวน์โหลด JobThai Application ทั้งใน  App Store, Play Store และ HUAWEI AppGallery

3 ภาคี แนะทาง “รุ่ง” อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล สวนกระแสลบวิกฤตโควิด 0 1087

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน บริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา จัดเสวนาออนไลน์ “เราจะฝ่าวิกฤต อ้อย และน้ำตาลไทยได้อย่างไร” แนะทางออก เอกชนและเกษตรกรผลิตตามมาตรฐานสากล เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิต เน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร รวมทั้ง นำนวัตกรรมเสริมศักยภาพเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด อันนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมอ้อยละน้ำตาลอย่างยั่งยืน

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2564 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (United States Department of Agriculture : USDA) พบว่า ภาพรวมคลังน้ำตาลในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3 ล้านตัน จากเดิม 42.8 ล้านตัน เป็น 45.8 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคลดลง มีการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นบางประเทศที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย รวมทั้ง ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา 

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก ภาคเอกชนและเกษตรกรจะต้องนำมาตรฐานสากลต่าง ๆ เช่น Bonsucro หรือ Fairtrade International และ Organic เข้ามาปรับใช้ตลอดกระบวนการ ให้สอดคล้องกับความต้องการแต่ละตลาด ตลอดจน จะต้องพัฒนาระบบบริหารการจัดการ เทคโนโลยีในการผลิต เก็บเกี่ยวและขนส่งให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง ต้นทุนลดลงแต่กำไรเพิ่มมากขึ้น

ดร. ธวัช หะหมาน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาด้านอ้อย น้าตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวสนับสนุนว่า ปัจจุบัน วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อการส่งออกและการบริโภค ร่วมกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลต่อการผลิตของชาวไร่อ้อย จะเป็นปัญหาหลักแล้ว แต่ยังมีวิกฤตอื่นที่เกษตรกรยังไม่สามารถจัดการได้ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขาดเสถียรภาพและความมั่นคงในการส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล ขาดแหล่งทุน ขาดแรงงาน และการเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยวทำให้เกิดมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 

ดังนั้น สอน. จึงแสวงหาหนทางก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ โดยขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาแบบองค์รวม (BCG) ใน 3 มิติ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปรับแก้ไขกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สนับสนุนอุตสาหกรรมโดยไม่ขัดแย้งกับข้อบังคับความร่วมมือในระดับนานาชาติ จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักร เพื่อส่งเสริมการผลิต พัฒนาความรู้ สร้างเครือข่าย และสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้ง สร้างกลไก และสนับสนุนให้โรงงานน้ำตาลรับซื้อเศษซากใบ และยอดอ้อย และผลักดันธุรกิจที่ต้องการเชื้อเพลิงได้ใช้ เศษซากใบและยอดอ้อย อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร

นาย ผดุงพงศ์ เสริญไธสง ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการ ซินเจนทา กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านการบริโภคน้ำตาลในประเทศแต่ละปี และส่งออก หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การพัฒนาภาคการผลิตให้มีศักยภาพเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด สอดล้องกับเป้าหมายของซินเจนทา ในการนำนวัตกรรมมาช่วยเหลือกระบวนการผลิต เพื่อลดความสูญเสีย ดูแล และกระตุ้นให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดการกับวัชพืช ที่เป็นศัตรูอ้อยที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงทันที ประกอบกับปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาวัชพืชต้านทานสารกำจัดวัชพืชเดิม ทำให้ต้องผสมสารฯ หลายชนิดเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นวัตกรรมล่าสุดของซินเจนทา จึงได้แนะนำ “คาลารีส (Calaris)” ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แคโรทีนอยด์และการสังเคราะห์แสงของวัชพืช มีประสิทธิภาพคุมวัชพืชได้นาน ไม่เป็นพิษต่ออ้อย นวัตกรรม “คาลารีส (Calaris)” จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนด้านแรงงาน ไม่ต้องกำจัดวัชพืชบ่อยครั้ง เหมาะกับสภาวะปัจจุบันและอนาคตที่แรงงานในภาคเกษตรขาดแคลนจึงต้องนำนวัตกรรมมาใช้ และยังตอบโจทย์เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากลต่างๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ซินเจนทา กำลังวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่เพิ่มเติม ชื่อ โมดดัส (MODDUS) ซึ่งจะมาช่วยให้ผลผลิตดีขึ้นด้วยการเพิ่มค่าโพล หรือ น้ำตาลซูโครสในอ้อย (Pol) ทำให้ผลผลิตอ้อยมีค่าน้ำตาลเพิ่มขึ้น หรือ ร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น อันจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ทุก ๆ 1 ซีซีเอส (C.C.S.) หรือ ค่าร้อยละของน้ำตาลซูโครส จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 50 บาทต่อ 1 ตันอ้อย หรือคิดเฉลี่ยต่อไร่ จะได้เพิ่ม 500 บาท “

ทั้งหมดนี้ เป็นความมุ่งมั่นของ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมอบรมให้ความรู้ เพื่อให้ภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการไร่อ้อยได้ดี มีผลผลิตที่คุ้มค่า โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์กล่าวทิ้งท้าย