เปิดทางเลือก AQ 14 คืนที่ Aloft - PR Matter

เปิดทางเลือก AQ 14 คืนที่ Aloft 0 602

อลอฟท์ กรุงเทพ สุขุมวิท 11 โรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลนำเสนอโปรโมชั่นแพ็กเกจกักตัวทางเลือกหรือ Alternative Quarantine (AQ) ราคาสำหรับคนไทยหรือผู้ที่ถือสัญชาติไทยราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 39,500 บาทพร้อมชวนร่วมกิจกรรมออนไลน์ (Virtual) และรับสิทธิประโยชน์มากมายในระหว่างกักตัว สำหรับคนไทยหรือผู้ที่ถือสัญชาติไทยเท่านั้น แขกผู้เข้าพักต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงระหว่างเข้ากักกันตัวโดยสามารถเลือกจากแพ็กเกจกักตัวทางเลือก Alternative Quarantine (AQ) สำหรับ 14 คืนได้ดังต่อไปนี้

  • ห้อง Chic กว้าง 32 ตารางเมตรพร้อมความรู้สึกโปร่งโล่งสบายด้วยเพดานสูงของห้องในราคาสุทธิ 39,500 บาทต่อคน
  • ห้อง Urban กว้าง 32 ตารางเมตรชมวิวเมืองผ่านกระจกบานใหญ่และเพดานสูงของห้องราคาสุทธิ 43,500 บาทต่อคน
  • ห้อง Stylish Suite กว้าง 60 ตารางเมตรพร้อมห้องนั่งเล่น วิวเมืองราคาสุทธิ 67,000 บาทต่อคน
  • ห้อง Savvy Suite กว้าง 142 ตารางเมตรพร้อมพื้นที่ระเบียงด้านนอกและอ่างจากุชชี่ชมวิวเมืองแบบพาโนรามาในราคาสุทธิ 130,000 บาทต่อคน
  • ห้อง Ultra Savvy Suite กว้าง 112 ตารางเมตรเป็นห้องสูท 2 ห้องนอนพร้อมชมวิวเมืองผ่านระเบียงและห้องนั่งเล่นในราคาสุทธิ 155,000 บาทต่อคน

ทุกแพ็กเกจกักตัวมาพร้อมกับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบจากอลอฟท์ กรุงเทพ ได้แก่ 

บริการอาหารแบบเซ็ท 3 มื้อต่อวันโดยเลือกจากอาหารไทย เอเชีย ตะวันตก อาหารเจหรือมังสวิรัติ 

บริการมินิบาร์ ขนม น้ำดื่ม ชาและกาแฟ 

บริการเสื่อโยคะจัดให้เมื่อมีการร้องขอ 

โทรทัศน์แอลซีดีชนาด 42 นิ้วพร้อมบริการทีวีดิจิทัลที่เข้าชม Netflix YouTube และอื่น ๆ ได้ 

ฟรีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 

ส่วนลด 20% อาหารและเครื่องดื่มและบริการซักรีด สมาชิกแมริออท บอนวอยสามารถสะสมคะแนนและคืนเข้าพักได้ 

นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังจะได้รับการบริการและการช่วยเหลือทางการแพทย์จากโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญา สำหรับบริการตรวจโควิด-19 (RT-PCR) 3 ครั้งนั้นรัฐบาลไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ 

ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าพักเพิ่มเติมต่อ 1 คนราคา 27,000 บาทสุทธิต่อผู้ใหญ่ 1 ท่านและ 20,000 บาทสุทธิต่อเด็ก 1 ท่าน (ต่ำกว่า 12 ปี) เข้าพักต่อห้องสูงสุดไม่เกิน 2 ท่านต่อ 1 ห้องหรือผู้ใหญ่ 2 ท่านและเด็ก 1 ท่านหากเข้าพักในห้องสูท ราคาห้องสูท Ultra Savvy Suite สำหรับ 2 ท่านรวมบริการตรวจทางการแพทย์และอาหารทุกมื้อ อลอฟท์ กรุงเทพ สุขุมวิท 11 ยินดียืดหยุ่นให้กับแขกผู้เข้าพักในกรณีมีการเลื่อนเข้าพักหรือยกเลิก กรุณาดูข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ เพื่อให้แขกที่เข้าพักมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ อลอฟท์ กรุงเทพ สุขุมวิท 11 ยังได้มอบประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในรูปแบบเฉพาะบุคคล และการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้กับแขกที่มาเข้าพักในโรงแรมด้วยการนำเสนอกิจกรรมออนไลน์หลากหลายชนิด เช่น โยคะผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom กิจกรรมทายปริศนา เกมส์รูบิค เกมส์บิงโกออนไลน์เพื่อความสนุกพร้อมบัตรกำนัลเงินสดสำหรับผู้ชนะเพื่อใช้จ่ายระหว่างเข้าพัก ตลอดจนชั้นเรียนศิลปะและงานฝีมือ เพื่อให้แขกที่มาเข้าพักได้เพลิดเพลินอีกทั้งมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ ได้รับความสนุกสนานและไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย 

ด้วยทำเลทองใจกลางถนนสุขุมวิท โรงแรมอลอฟท์ กรุงเทพพร้อมต้อนรับคนไทยทุกท่านกลับบ้านอย่างอบอุ่น มีสไตล์ ให้บริการห้องพักและห้องสูทพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและอาหารรสเลิศ ปลอดภัยด้วยมาตรฐานการดูแลด้านสุขภาพระดับสากลโดยโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญาที่พร้อมดูแลและให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาในการเข้าพักของท่าน 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาโทร 02 207 7000 อีเมล reservations.aloftbkk@alofthotels.com เพิ่มอลอฟท์เป็นเพื่อนทาง LINE @aloftbangkok หรือคลิก https://lin.ee/ZE9eT และพูดคุยผ่าน Facebook Messenger http://m.me/aloftbangkoksukhumvit11

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พาสปอร์ตประเทศใด ทรงอิทธิพลมากสุด ช่วงโควิด-19 0 520

ผลการจัดอันดับล่าสุดจาก Henley Passport Index ซึ่งเป็นต้นแบบการจัดอันดับหนังสือเดินทางทั่วโลกตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือหนังสือเดินทางนั้นเดินทางไปได้โดยไม่ต้องมีวีซ่ามาก่อน แสดงให้เห็นว่า แม้ขณะนี้มีสัญญาณในทางที่ดีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า การเดินทางข้ามพรมแดนยังคงมีอุปสรรคอยู่อีกมาก โดยแม้จะมีความคืบหน้าบ้างแล้ว แต่ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2021 ที่ผ่านมานั้น การเดินทางทั่วโลกได้ฟื้นตัวขึ้นแต่ก็เพียง 12% เมื่อเทียบกับระดับก่อนการแพร่ระบาด และความแตกต่างระหว่างการเข้าถึงในการเดินทางในทางทฤษฎีกับความจริงนั้นยังคงมีอยู่มาก

ญี่ปุ่น ซึ่งใกล้จะเปิดฉากมหกรรมกีฬาโตเกียวโอลิมปิก 2020 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหลังจากที่ได้เลื่อนไป และแม้จะยังคงอยู่ในภาวะ “กึ่ง” ฉุกเฉินนั้น ก็ยังคงรั้งอันดับหนึ่งในการจัดอันดับ Henley Passport Index ซึ่งจัดทำขึ้นโดยอิงข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA) ตามหลักการแล้ว ผู้ถือหนังสือเดินทางญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศและดินแดน 193 แห่งได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (visa-free) หรือขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa-on-arrival)

แม้หนังสือเดินทางของชาติยุโรปเข้ามาครองพื้นที่ 10 อันดับแรกเป็นส่วนใหญ่มาตลอด 16 ปีของการจัดอันดับ แต่การเข้ามามีอิทธิพลของ 3 ชาติเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็ได้กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ไปแล้วในสมัยนี้ โดยสิงคโปร์ยังคงอยู่ในอันดับสอง จากการที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสิงคโปร์สามารถเข้าประเทศและดินแดนต่าง ๆ ได้ 192 แห่ง ขณะที่เกาหลีใต้และเยอรมนีครองอันดับสามร่วม จากการที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสามารถเข้าประเทศและดินแดนต่าง ๆ ได้ 191 แห่ง

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับสิทธิในการเดินทางที่ทำได้ในขณะนี้สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลเป็นอันดับต้น ๆ แล้ว ผลที่ได้นั้นแตกต่างอย่างมาก โดยผู้ถือหนังสือเดินทางญี่ปุ่นเดินทางได้ไม่ถึง 80 แห่ง (เทียบเท่ากับหนังสือเดินทางซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอันดับไล่ลงไปอยู่ที่อันดับ 71 ในการจัดอันดับเดียวกัน) ขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสิงคโปร์เดินทางได้ไม่ถึง 75 แห่ง (เทียบเท่ากับคาซัคสถาน ซึ่งอยู่ในอันดับ 74)

หนังสือเดินทางสหราชอาณาจักรและสหรัฐมีอิทธิพลลดฮวบ

แม้แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ก็มีแนวโน้มไม่สดใสพอกัน สหราชอาณาจักรและสหรัฐอยู่ที่อันดับ 7 ร่วมในการจัดอันดับดังกล่าว ซึ่งมีอันดับลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศเคยครองอันดับหนึ่งร่วมกันเมื่อปี 2014 โดยผู้ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองประเทศสามารถเข้าประเทศและดินแดนต่าง ๆ ได้ 187 แห่งตามหลักการ

อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินจากคำสั่งห้ามเดินทางในปัจจุบันแล้ว ผู้ถือหนังสือเดินทางสหราชอาณาจักรมีอิสรภาพในการเดินทางลดฮวบกว่า 70% โดยปัจจุบันเดินทางได้ไม่ถึง 60 แห่งทั่วโลก เทียบเท่ากับหนังสือเดินทางของอุซเบกิสถานในการจัดอันดับเดียวกัน ขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสหรัฐมีอิสรภาพในการเดินทางลดลง 67% โดยเดินทางได้เพียง 61 แห่งเท่านั้น เทียบกับเท่าหนังสือเดินทางของรวันดา 

ความแตกต่างของอิสรภาพในการเดินทางทุกวันนี้มีมากที่สุดนับตั้งแต่ที่ได้เริ่มจัดอันดับนี้ขึ้นเมื่อปี 2006 เมื่อผู้ถือหนังสือเดินทางญี่ปุ่นเดินทางไปยังจุดหมายต่าง ๆ ได้มากกว่าหนังสือเดินทางท้ายตารางอย่างอัฟกานิสถานถึง 167 แห่ง เมื่อเทียบกับของอัฟกานิสถานที่เดินทางได้เพียง 26 แห่ง โดยกล่าวว่า “การอยู่โดดเดี่ยวตัดขาดจากโลกาภิวัตน์จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามมาอย่างมากแน่นอน ทั้งความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการเดินทางทั่วโลกที่ลดลง และการจำกัดอิสระของผู้คน

Dr. Christian H. Kaelin  ประธานของ Henley & Partners

Willie Walsh  ผู้อำนวยการ IATA เตือนว่า การเดินทางทั่วโลกไม่ควรจำกัดอยู่กับคนที่มีโอกาสฉีดวัคซีนเท่านั้น “อิสระในการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ เราจำเป็นต้องมีระบบที่ปลอดภัยในการผนวกรวมการตรวจใบรับรองการฉีดวัคซีนหรือใบรับรองการตรวจโรคลงในขั้นตอนการเดินทาง IATA Travel Pass จะเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางแบ่งปันข้อมูลสุขภาพของตนได้อย่างปลอดภัยกับรัฐบาลและสายการบินต่าง ๆ”

การวิจัยพิเศษที่ Henley & Partners เป็นผู้รับผิดชอบและเผยแพร่ในรายงาน Q3 Global Mobility Report ฉบับล่าสุดนั้นบ่งชี้ว่า นับตั้งแต่ที่มีการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก การท่องเที่ยวในสหภาพยุโรปก็ลดลงเกือบ 90% สหราชอาณาจักรมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 73% และสหรัฐมีจำนวนนักเดินทางระหว่างประเทศลดลง 69% ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งปิดประตูไม่ให้ใครเข้าตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาดนั้น ก็มียอดผู้เดินทางเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพียง 1% ของยอดเมื่อเดือนมีนาคม 2019

แม้ข้อผูกมัดทางกฎหมายในการทำโควิดพาสปอร์ตไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ แต่หากไม่มีสิ่งนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าจะก่อให้เกิดการจำกัดอิสรภาพของคุณโดยพฤตินัย ไม่ว่าจะในเรื่องการเดินทางหรือกิจวัตรประจำวัน

Robert Maciejewski  ซีอีโอของ SIP Medical Family Office ในสวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี Prof. Mehari Taddele Maru จากศูนย์ Migration Policy Centre เตือนว่า “การใช้การบริจาควัคซีนเป็นอาวุธเพื่อประโยชน์ของชาติอันน้อยนิด มีแต่จะทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า และจะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจและสังคม นอกเหนือไปจากที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายล้านคน ทั้งยังมีความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”

การทำให้แน่ใจว่าจะมีตัวเลือกการพำนักอาศัยมากกว่าหนึ่งที่ และ/หรือการถือสองสัญชาติ ได้กลายเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนรวมถึงครอบครัวของพวกเขา เพื่อใช้เป็นวิธีรับมือความผันผวนและลดความเสี่ยงในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก

Dr. Juerg Steffen  ซีอีโอของ Henley & Partners 

อ่านรายงาน Global Mobility Report 2021 Q3 ฉบับเต็มได้ที่ https://www.henleyglobal.com/publications/global-mobility-report/2021-q3

ยาใหม่แบบทาน สู้โควิด Opaganib ของ Redhill Biopharma 0 529

ยา Opaganib ของ Redhill Biopharma ยับยั้งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ ได้ในการศึกษาขั้นก่อนคลินิก โดย Opaganib ยับยั้งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) และแกมมา (บราซิล) ได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมฤทธิ์ต้านไวรัสของยาขึ้นไปอีกขั้น

คาดว่าคุณสมบัติที่ไม่เหมือนยาอื่นใดของ Opaganib ในการต้านไวรัสควบคู่กับต้านการอักเสบแบบมุ่งเป้าเซลล์เจ้าบ้านในการต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 ประกอบกับการเป็นยาให้ทางปาก จะมีประสิทธิผลระดับเดียวกันในการต้านเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย)

การศึกษายา Opaganib ระยะ 2/3 ระดับโลกโดยมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโควิด-19 ในโรงพยาบาลเข้าร่วมการศึกษาครบตามจำนวน 475 คน คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

RedHill Biopharma Logo

เทลอาวีฟ อิสราเอล และราลี นอร์ธแคโรไลนา– RedHill Biopharma Ltd. (Nasdaq: RDHL) (“RedHill” หรือ “บริษัท”) บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์เฉพาะทาง ได้ประกาศผลการศึกษาขั้นพรีคลินิกเบื้องต้น ซึ่งบ่งชี้ความสามารถของยา opaganib (Yeliva®, ABC294640)[1] ในการยับยั้งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล

Opaganib ยาให้ทางปากตัวใหม่ระดับแนวหน้าที่อยู่ระหว่างการศึกษาทดลองและพัฒนาสำหรับการรักษาโรคโควิด-19 เป็นยาต้านไวรัสควบคู่กับต้านการอักเสบแบบมุ่งเป้าเซลล์เจ้าบ้านที่ออกฤทธิ์ต่อสาเหตุและผลของเชื้อโควิด-19 โดยออกฤทธิ์ต้านไวรัสด้วยการยับยั้ง sphingosine kinase-2 (SK2) เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในเซลล์มนุษย์ซึ่งไวรัสสามารถใช้เพื่อรองรับการเพิ่มจำนวน หลังจากข้อมูลเชิงบวกจากการศึกษาระยะที่ 2 ในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งนำเสนอเมื่อไม่นานมานี้ การศึกษาทดลอง opaganib ระดับโลกในระยะที่ 2/3 ได้มีผู้ป่วยที่รับการรักษาโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาลเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 475 คนครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

ภายใต้ความร่วมมือกับ Center for Predictive Medicine (ศูนย์เวชศาสตร์การพยากรณ์โรคล่วงหน้าเพื่อการป้องกัน) University of Louisville ยา opaganib นี้ได้รับการศึกษาในแบบจำลองเนื้อเยื่อ 3 มิติของเซลล์ bronchial epithelial ของมนุษย์ (EpiAirway™) เพื่อประเมินประสิทธิผลในหลอดทดลองของยา opaganib ในการยับยั้งเชื้อ SARS-CoV-2 สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) และแกมมา (บราซิล) ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ว่ายา opaganib มีความสามารถในการยับยั้งทั้งสายพันธุ์เบตาและแกมมาด้วยขนาดปริมาณที่ไม่เป็นพิษ (non-cytotoxic dose)

“ผลลัพธ์ของ opaganib ที่เราได้เห็นจนถึงตอนนี้นับว่าน่าตื่นเต้น” ดร. William Severson ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรร่วมของ Center for Predictive Medicine, University of Louisville กล่าว “ผลลัพธ์ที่ว่านี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนสมรรถนะการต้านไวรัสของ opaganib และตอกย้ำศักยภาพของ opaganib ในการเป็นยาที่ให้ทางปากสำหรับการรักษาโรคโควิด-19 และสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง”

“ยา opaganib ยับยั้งเอนไซม์ในเซลล์ของผู้ป่วยโควิด-19 ที่เรียกว่า sphingosine kinase-2 ซึ่งไวรัส SARS-CoV-2 ใช้เพื่อเพิ่มจำนวนได้” ดร. Reza Fathi รองประธานอาวุโสฝ่ายการวิจัยและพัฒนาของ RedHill กล่าว “กลไกการออกฤทธิ์ต้านไวรัสควบคู่กับต้านการอักเสบของ opaganib ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกลายพันธุ์ของโปรตีนตรงส่วนหนาม (spike protein) บนผิวของไวรัส เราจึงคาดว่ายา opaganib จะออกฤทธิ์ต้านเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) นอกจากนี้ เราตั้งตารอที่จะได้เห็นข้อมูลเชิงคลินิกจากการศึกษาระยะที่ 2/3 ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไม่กี่สัปดาห์นี้”

การศึกษายา opaganib ในการรักษาโควิด-19 ระดับโลกระยะที่ 2/3 ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและความปลอดภัยในการวิจัยอิสระ (Data and Safety Monitoring Board – DSMB) ให้ดำเนินการต่อมาแล้ว 4 ครั้ง หลังจากการติดตามความปลอดภัยและการติดตามการก่อประโยชน์แบบไม่อำพราง นอกจากนี้ การประเมินการใส่ท่อช่วยหายใจร่วมกับอัตราการเสียชีวิตแบบอำพรางจนถึงปัจจุบันยังนับว่าเป็นไปในเชิงบวก เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตจากการศึกษาระดับใหญ่ อย่างเช่น RECOVERY และการศึกษาอื่น ๆ ที่มีกลุ่มประชากรผู้ป่วยใกล้เคียงกัน[2]

เกี่ยวกับ Opaganib (Yeliva®, ABC294640)

opaganib สารเคมีชนิดใหม่ เป็นยายับยั้งประเภท selective inhibitor กลุ่ม sphingosine kinase 2 (SK2) แบบให้ทางปากตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว มีกลไกการออกฤทธิ์สองแบบคือต้านการอักเสบและต้านไวรัส ซึ่งมุ่งเป้าองค์ประกอบของเซลล์เจ้าบ้านที่มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของไวรัส และอาจมีศักยภาพในการลดการดื้อยาจากการกลายพันธุ์ของไวรัส

Opaganib อยู่ระหว่างการประเมินในการศึกษาวิจัยระดับโลกระยะที่ 2/3 สำหรับการรักษาโรคปอดบวมจากโควิด-19 ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการรับอาสาสมัครเมื่อไม่นานมานี้ และได้แสดงให้เห็นสัญญาณความปลอดภัยและประสิทธิภาพแล้วในข้อมูลเบื้องต้นจากการศึกษาระยะที่ 2 ในสหรัฐกับผู้ป่วย 40 ราย

Opaganib ได้แสดงคุณสมบัติการต้านไวรัสที่แข็งแกร่งต่อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ด้วยการยับยั้งการจำลองตัวเองของไวรัสอย่างสิ้นเชิงในตัวแบบทดลองของเนื้อปอดและหลอดลมของมนุษย์ นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยในร่างกายมนุษย์ขั้นก่อนคลินิกยังบ่งชี้ว่า opaganib มีศักยภาพในการบรรเทาอาการอักเสบของปอด เช่น โรคปอดบวม และลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) และทำให้อาการบาดเจ็บในปอดจาก Pseudomonas aeruginosa ดีขึ้นด้วยการลดระดับของ IL-6 และ TNF-alpha ในตัวอย่าง bronchoalveolar lavage fluid จากปอดและถุงลมของผู้ป่วย[3]

Opaganib ยังได้รับสถานะ Orphan Drug จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) สำหรับการรักษามะเร็งท่อน้ำดี และอยู่ระหว่างการประเมินในการศึกษาวิจัยระยะ 2a เกี่ยวกับการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามและการศึกษาระยะที่ 2 เกี่ยวกับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

การศึกษายา opaganib ที่กำลังดำเนินอยู่มีการลงทะเบียนทาง www.ClinicalTrials.gov บริการเว็บไซต์ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการศึกษาวิจัยเชิงคลินิกที่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐและเอกชน

เกี่ยวกับ RedHill Biopharma

RedHill Biopharma Ltd. (Nasdaq: RDHL) เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์เฉพาะทางที่มุ่งเน้นโรคระบบทางเดินอาหารและการติดเชื้อ RedHill สนับสนุนยาระบบทางเดินอาหาร Movantik® สำหรับอาการท้องผูกจากสารโอปิออยด์ในผู้ใหญ่[4]Talicia® สำหรับการรักษาการติดเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) ในผู้ใหญ่[5] และ Aemcolo® สำหรับการรักษาโรคท้องเสียในผู้ใหญ่[6] โครงการพัฒนาเชิงคลินิกขั้นสุดท้ายที่สำคัญของ RedHill ประกอบด้วย (i) RHB-204 อยู่ระหว่างการศึกษาระยะที่ 3 สำหรับการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียที่ไม่ใช่เชื้อวัณโรค (pulmonary nontuberculous mycobacteria – NTM) (ii) opaganib (Yeliva®, ABC294640) ยายับยั้งประเภท selective inhibitor กลุ่ม sphingosine kinase 2 (SK2) ที่มุ่งเป้าหลายข้อบ่งชี้ของโรค ด้วยผลลัพธ์เชิงบวกจากการทดลองระยะที่สองในการรักษาโรคโควิด-19 และอยู่ระหว่างการศึกษาระยะที่ 2/3 สำหรับการรักษาโควิด-19 และการศึกษาระยะที่ 2 สำหรับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งท่อน้ำดี (iii) RHB-107 (upamostat) สารยับยั้ง serine protease ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาระยะ 2/3 ในสหรัฐสำหรับโรคโควิด-19 แบบแสดงอาการและมุ่งเป้าโรคมะเร็งและโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบชนิดอื่น ๆ (iv) RHB-104 ซึ่งมีผลลัพธ์เชิงบวกจากการศึกษาระยะที่ 3 สำหรับโรคโครห์น (v) RHB-102 (Bekinda®) ซึ่งมีผลลัพธ์เชิงบวกจากการศึกษาระยะที่ 3 สำหรับโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบเฉียบพลัน และจากการศึกษาระยะที่ 2 สำหรับโรคลำไส้แปรปรวน IBS-D และ (vi) RHB106 ยาสำหรับการเตรียมลำไส้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทได้ที่ www.redhillbio.com / https://twitter.com/RedHillBio