5 ภาคส่วนการเกษตร แนะรัฐ ชี้ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร 0 17983

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง สภาหอการค้าไทย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และอดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย จัดเสวนา ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร หลังจากบางหน่วยงานนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ สร้างความตื่นตระหนกและไม่มั่นใจในการบริโภค รวมถึงกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยกว่า 10 ล้านราย ราคาสินค้าตกต่ำ ขายไม่ได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ลุกลามไปยังภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและแปรรูปทั้งกลุ่มอาหารคนและสัตว์ จนถึงภาคการส่งออกของประเทศ หวั่นสูญรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท

ดร. นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะ ครัวของโลก ส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจำหน่ายยังต่างประเทศมากกว่า 200 ประเทศ นำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่จุดอ่อนของเกษตรกรรมไทย ต้องประสบปัญหาการคุกคามจากศัตรูพืช โดยเฉพาะ วัชพืช ตลอดทั้งปี ดังนั้น การเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดในและต่างประเทศ แต่ในทางกลับกัน สารเคมีที่เกษตรกรใช้เป็นอาวุธป้องกันผลผลิต เช่น พาราควอต กลับถูกมองเป็นจำเลยสังคมไทย เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และไม่ครบถ้วน สมาคมฯ ในฐานะที่อยู่ในวงการเกษตร และยึดหลักการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก จึงได้จัดจัดเสวนาในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเสนอทางออกผ่านมุมมองของนักวิชาการ และผู้อยู่ในวงการเกษตร โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม วิทยาศาสตร์ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน ในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

รศ. ดร. นุชนาฏ จงเลขา ผู้อำนวยการศูนย์อารักขาพืช มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวถึงมาตรฐานการผลิตว่า “ผลผลิตของโครงการหลวงมีมาตรฐานสูง มีกระบวนการให้ความรู้และคัดสรรสมาชิกหรือเกษตรกรในโครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องปฏิบัติตามกฎของโครงการ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐาน ตามแบบสากล ไม่ว่าจะเป็นระบบ GAP (Good Agriculture Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูง และ Global GAP มาตรฐานระดับโลก ซึ่งต้องมีการควบคุมการใช้สารกำจัดวัชพืช เช่นพาราควอตซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของเกษตรกรก็เช่นกัน แต่ที่ผ่านมา ก็มีการนำเสนอข้อมูลจากบางหน่วยงานที่ขาดข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มสมาชิกเกษตรกรโครงการถูกปฏิเสธการรับซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาข้อมูลต่างๆ บนพื้นฐานด้านวิชาการ มีความรู้ ความชำนาญ และการตรวจสอบ ควรใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการวิเคราะห์ การนำเสนอข้อมูลในเชิงลบ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ผลิต และการส่งออก ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลในเชิงลบแบบนี้ จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ”

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางการเกษตร เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้ใช้ กลุ่มพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐ ​และประชาชน ปัจจุบัน มีระบบที่คอยช่วยเหลือเกษตรให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้อง สารเคมีไม่ใช่ศัตรูตัวร้าย แต่หลายคนไปวางภาพให้เป็นเช่นนั้น จริงๆ ในทุกวัน ชีวิตคนเราต้องเผชิญกับสารเคมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการเผชิญนั้น มนุษย์เรารู้จักป้องกันหรือรู้จักใช้แค่ไหน ชีวิตปัจจุบันเป็นโลกของวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะปราศจากสารเคมี การใช้อย่างถูกต้องจะไม่มีผลต่อความปลอดภัยและการตกค้างในผลผลิต จากข่าวที่มีผู้หยิบยกการปนเปื้อนของสารกำจัดวัชพืช ที่ว่าพบสารพาราควอตปนเปื้อนในผักมากมาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังไม่เคยมีประเทศคู่ค้าตีกลับสินค้าเนื่องจากการปนเปื้อนพาราควอต หรือสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นๆ เลย ดังนั้นการนำเสนอข่าวแบบนี้ จะส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น และกระทบการส่งออกของประเทศ”

นายประสาท เกศวพิทักษ์ อดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีต นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเกษตรกรรายเล็ก จำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือให้สามารถยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วนต้องโดยคำนึงถึงเกษตรกรเป็นหลัก หลายเรื่องอาจคิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย แต่ความเป็นจริง เกษตรกร มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง เงินทุน การเข้าถึงแหล่งทุน ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวอย่างไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความสับสน อย่างเรื่องการจะยกเลิกสารพาราควอต นั่นคือเรื่องใหญ่ เพราะกระทบกับพืชเศรษฐกิจของประเทศ กระทบกับเกษตรกรจำนวนกว่าสิบล้านคน เมื่อผลกระทบเกิดในวงกว้าง ยิ่งต้องดูให้รอบครอบ อยากฝากถึงผู้รับผิดชอบให้พิจารณาถึง เกษตรกรรายย่อย ทำอย่างไรให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้น”

นายสุกรรณ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามสร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่กลุ่มต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตรกร สังคม และภาครัฐ ในประเด็นความปลอดภัยทางการเกษตร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร และเศรษฐกิจของประเทศ ทันทีที่มีข่าวการปนเปื้อนพาราควอตในพืชผัก ราคาสินค้าตก เกษตรกรขายสินค้าไม่ได้ทันที ซึ่งตนก็มีข้อสงสัยว่างานวิจัยนี้ทำอย่างไร ทั้งๆ ที่หน่วยงานอื่นๆ ตรวจไม่พบการปนเปื้อนพาราควอต ที่ผ่านมาบางหน่วยงานโดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอ กลับให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลที่เกิดขึ้นส่วนน้อยมาเป็นตัวแทนของทั้งประเทศ แบบนี้ไม่ถูกต้อง ให้ข่าวจนสังคมเกิดความตื่นตะหนก และนี่มาถึงขั้นให้เลิกใช้พาราควอต คุณรู้ไหมว่าพาราควอตเป็นสารที่เกษตรกรชอบ และใช้ได้ปลอดภัยที่สุด ใช้กับพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่ารวมกว่าห้าแสนล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาทุกเรื่องบนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยต้องคิดถึงเกษตรกรเป็นลำดับแรก ในฐานะผู้ผลิตและเป็นกระดูกสันหลังของชาติ”

บทสรุปข้อเสนอแนะ ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในการนำข้อมูลไปตัดสินหรือพิจารณาในการกำหนดแนวทางเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยของภาคเกษตร อาทิ 1) ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ เรื่องมาตราฐานการผลิต และการใช้อย่างปลอดภัย 2) ภาครัฐต้องมีการเฝ้าระวัง และตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร และผลผลิต และมีการรายงานผลเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น 3) การจะยกเลิกสารเคมีที่เป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานของเกษตรกร เช่นพาราควอต ต้องพิจารณาด้วยความรอบครอบ ควรไปแนะนำเกษตรกรให้ใช้พาราควอตได้อย่างถูกต้องมากกว่าการจะยกเลิก 4) การเสนอข่าวในแง่ลบ โดยยังไม่พิจารณาให้รอบครอบ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และการส่งออกทันที จึงขอให้เอ็นจีโอ ได้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าว เพราะการตรวจสอบเรื่องสารตกค้างต้องเป็นผู้ชำนาญในการตรวจวิเคราะห์ และการตรวจสอบต้องผ่านห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการวิเคราะห์ จึงจะมีความน่าเชื่อถือ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-940-5264

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กิจกรรมนันทนาการในสถานศึกษา สร้างแนวคิดไอเดียใหม่ ปล่อยจินตนาการสู่กิจกรรม 0 8005

เพิ่งจบไปไม่นานสำหรับการจัดกิจกรรมนันทนาการในสถานศึกษา ประจำปี 2561 รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 1-3 ตุลาคม เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศของการ “ชอปปิ้ง ไอเดีย” (Shopping Idea) กรมพลศึกษา โดยกลุ่มนันทนาการเด็กและเยาวชน สำนักนันทนาการ จึงได้สานต่อจัดรุ่นที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 8-10 ตุลาคม 2561 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีน้องๆ เยาวชน รวมไปถึงครูผู้สอนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนกว่า 300 คน ทั้ง 2 รุ่น

อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า คอนเซ็ปต์ของการจัดกิจกรรมเป็นไปในรูปแบบ “ชอปปิ้ง ไอเดีย” (Shopping Idea) ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้มาเพิ่มเติมประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงองค์ความรู้และแนวทางจากโซนบูธกิจกรรมนันทนาการต่างๆ

นอกจากนี้ ยังได้นำเหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปยัง “มินิมูร่าห์ ฟาร์ม” ซึ่งเป็นฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ (Organic Farm) เป็นต้นแบบของธุรกิจเกษตรกรรมแบบครบวงจรและยั่งยืน และยังเป็นแหล่งนันทนาการเชิงเกษตรที่ปรับประยุกต์กิจกรรมนันทนาการให้สอดคล้องกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อเพิ่มมูลค่าการเรียนรู้เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้ง / นอกสถานที่ ทุกคนได้พบกับควายนม สายพันธุ์ “มูร่าห์” ที่ว่ากันว่าให้น้ำนมดีและมีคุณภาพสูงสุดในบรรดาควายแม่น้ำ รวมถึงได้สัมผัสกระบวนการผลิตวัตถุดิบต่างๆ ทั้งน้ำนมมูร่าห์ ชีสมอซซ่าเรลล่า ผักและไข่ไก่สด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย

สิ่งสำคัญของกระบวนการนันทนาการ ก็คือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมลงมือทำ เมื่อได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีแล้ว ก็ถึงช่วงที่ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการทำพิซซ่า ได้นำจินตนาการหรือความคิดใส่ลงไปอาหาร สูตรแต่ละคนไม่มีถูกหรือผิด ใครอยากได้รสชาติไหนก็เติมเสริมแต่งกันไป เรียกได้ว่า แต่ละคนรังสรรค์พิซซ่าออกมาได้อย่างน่ารับประทานเป็นที่สุด

เรียกได้ว่า ประโยชน์จากการจัดกิจกรรมนันทนาการในสถานศึกษา จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้มีแนวคิดทางกิจกรรมนันทนาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำไปปฏิบัติ ได้นำจินตนาการและปลดปล่อยอารมณ์สร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อทุกคนจะได้ต่อยอดความสำเร็จจากกิจกรรมที่จัดขึ้นด้วย

แนะนำสองกองทุนน่ามองของธนชาต กองทุน T-SmartBeta และ T-PrimePlusAI 0 7984

บลจ.ธนชาต เปิดขาย 2 กองทุนแนวใหม่อีกครั้ง กองทุน T-SmartBeta เน้นลงทุนได้ทุกสภาวะ และกองทุน T-PrimePlusAI ที่ได้สิทธิประกันเพิ่ม ชูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนในช่วงตลาดผันผวน วันนี้ -5 ตุลาคม 2561
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก เห็นได้จากช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดหุ้นไทยสามารถไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,850 จุด และปรับไปแตะจุดต่ำสุดที่เกือบ 1,580 จุด ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเห็นว่าแกว่งตัวในกรอบที่กว้างมาก ทำให้ผู้ลงทุนหลายคนเริ่มมีความกังวลว่า หุ้นจะยังน่าลงทุนในช่วงนี้หรือไม่ ประกอบกับตราสารหนี้ก็ยังคงผันผวนเช่นกัน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงไม่ลงทุนในหุ้นน่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ประกอบกับสัญญานการเลือกตั้งที่ชัดเจนน่าจะทำให้หุ้นไทยทำผลงานได้ดี

จากสถานการณ์ดังกล่าว บลจ.ธนชาต จึงขอแนะนำกองทุน T-SmartBeta ซึ่งเป็นกองทุนหุ้น เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีค่า Beta ไม่เกิน 1.4 โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Smart Beta เป็นการผสมผสานระหว่างหุ้น Low Beta (ค่า Beta ไม่เกิน 1) และ Mid Beta (ค่า Beta 1-1.4) ซึ่งผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง และการคัดสรรหุ้นแบบ Mid Beta ยังช่วยให้กองทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนจำนวนมาก มีผู้สนใจลงทุนกว่า 4,855 ล้านบาท (ณ วันที่ 28 ก.ย.61, บลจ.ธนชาต)

นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน บลจ.ธนชาต ยังเปิดขายกองทุน T-PrimePlusAI ซึ่งเป็นกองทุนหุ้น เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง ผลประกอบการดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ส่วนมากเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่เกิน 40 บริษัท ซึ่งหุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มได้รับผลตอบแทนสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองประกันชีวิต 10,000 บาท และความคุ้มครองประกันสุขภาพ จากบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกันชั้นนำของเมืองไทย หากลงทุนตามเงื่อนไข

สำหรับกองทุน T-SmartBeta ผู้ลงทุนสามารถลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป และครั้งต่อไป 1,000 บาท ผู้ลงทุนสามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี และกองทุน T-PrimePlusAI ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป และครั้งต่อไป 1,000 บาท โดยทั้ง 2 กองทุน มีรอบการเปิดขาย วันนี้ -5 ตุลาคม 2561

โดยกองทุน T-PrimePlusAI มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ที่ผ่านมากองทุนมีประวัติการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 2 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 0.5 บาท/หน่วยครั้งที่ 1 (20 ก.พ. 61) จำนวน 0.25 บาท/หน่วย และครั้งที่ 2 (6 มิ.ย. 61) จำนวน 0.25 บาท/หน่วย โดยกองทุน T-PrimePlusAI ทำผลงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (27 ก.ย. 60) ได้ 3.36% เทียบกับ SET50 Index ที่ทำผลงานได้ 11.16% (ณ วันที่ 27 ก.ย. 61, บลจ.ธนชาต)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ในวันและเวลาทำการเสนอขายที่ บลจ.ธนชาต โทรศัพท์ 0-2126-8399 กด 0 หรือ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร. 1770 หรือผู้สนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ บลจ.ธนชาต แต่งตั้ง www.thanachartfund.com