5 ภาคส่วนการเกษตร แนะรัฐ ชี้ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร 0 18058

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง สภาหอการค้าไทย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และอดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย จัดเสวนา ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร หลังจากบางหน่วยงานนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ สร้างความตื่นตระหนกและไม่มั่นใจในการบริโภค รวมถึงกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยกว่า 10 ล้านราย ราคาสินค้าตกต่ำ ขายไม่ได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ลุกลามไปยังภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและแปรรูปทั้งกลุ่มอาหารคนและสัตว์ จนถึงภาคการส่งออกของประเทศ หวั่นสูญรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท

ดร. นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะ ครัวของโลก ส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจำหน่ายยังต่างประเทศมากกว่า 200 ประเทศ นำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่จุดอ่อนของเกษตรกรรมไทย ต้องประสบปัญหาการคุกคามจากศัตรูพืช โดยเฉพาะ วัชพืช ตลอดทั้งปี ดังนั้น การเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดในและต่างประเทศ แต่ในทางกลับกัน สารเคมีที่เกษตรกรใช้เป็นอาวุธป้องกันผลผลิต เช่น พาราควอต กลับถูกมองเป็นจำเลยสังคมไทย เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และไม่ครบถ้วน สมาคมฯ ในฐานะที่อยู่ในวงการเกษตร และยึดหลักการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก จึงได้จัดจัดเสวนาในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเสนอทางออกผ่านมุมมองของนักวิชาการ และผู้อยู่ในวงการเกษตร โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม วิทยาศาสตร์ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน ในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

รศ. ดร. นุชนาฏ จงเลขา ผู้อำนวยการศูนย์อารักขาพืช มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวถึงมาตรฐานการผลิตว่า “ผลผลิตของโครงการหลวงมีมาตรฐานสูง มีกระบวนการให้ความรู้และคัดสรรสมาชิกหรือเกษตรกรในโครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องปฏิบัติตามกฎของโครงการ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐาน ตามแบบสากล ไม่ว่าจะเป็นระบบ GAP (Good Agriculture Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูง และ Global GAP มาตรฐานระดับโลก ซึ่งต้องมีการควบคุมการใช้สารกำจัดวัชพืช เช่นพาราควอตซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของเกษตรกรก็เช่นกัน แต่ที่ผ่านมา ก็มีการนำเสนอข้อมูลจากบางหน่วยงานที่ขาดข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มสมาชิกเกษตรกรโครงการถูกปฏิเสธการรับซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาข้อมูลต่างๆ บนพื้นฐานด้านวิชาการ มีความรู้ ความชำนาญ และการตรวจสอบ ควรใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการวิเคราะห์ การนำเสนอข้อมูลในเชิงลบ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ผลิต และการส่งออก ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลในเชิงลบแบบนี้ จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ”

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางการเกษตร เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้ใช้ กลุ่มพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐ ​และประชาชน ปัจจุบัน มีระบบที่คอยช่วยเหลือเกษตรให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้อง สารเคมีไม่ใช่ศัตรูตัวร้าย แต่หลายคนไปวางภาพให้เป็นเช่นนั้น จริงๆ ในทุกวัน ชีวิตคนเราต้องเผชิญกับสารเคมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการเผชิญนั้น มนุษย์เรารู้จักป้องกันหรือรู้จักใช้แค่ไหน ชีวิตปัจจุบันเป็นโลกของวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะปราศจากสารเคมี การใช้อย่างถูกต้องจะไม่มีผลต่อความปลอดภัยและการตกค้างในผลผลิต จากข่าวที่มีผู้หยิบยกการปนเปื้อนของสารกำจัดวัชพืช ที่ว่าพบสารพาราควอตปนเปื้อนในผักมากมาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังไม่เคยมีประเทศคู่ค้าตีกลับสินค้าเนื่องจากการปนเปื้อนพาราควอต หรือสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นๆ เลย ดังนั้นการนำเสนอข่าวแบบนี้ จะส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น และกระทบการส่งออกของประเทศ”

นายประสาท เกศวพิทักษ์ อดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีต นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นเกษตรกรรายเล็ก จำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือให้สามารถยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วนต้องโดยคำนึงถึงเกษตรกรเป็นหลัก หลายเรื่องอาจคิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย แต่ความเป็นจริง เกษตรกร มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง เงินทุน การเข้าถึงแหล่งทุน ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวอย่างไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความสับสน อย่างเรื่องการจะยกเลิกสารพาราควอต นั่นคือเรื่องใหญ่ เพราะกระทบกับพืชเศรษฐกิจของประเทศ กระทบกับเกษตรกรจำนวนกว่าสิบล้านคน เมื่อผลกระทบเกิดในวงกว้าง ยิ่งต้องดูให้รอบครอบ อยากฝากถึงผู้รับผิดชอบให้พิจารณาถึง เกษตรกรรายย่อย ทำอย่างไรให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้น”

นายสุกรรณ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามสร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่กลุ่มต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตรกร สังคม และภาครัฐ ในประเด็นความปลอดภัยทางการเกษตร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร และเศรษฐกิจของประเทศ ทันทีที่มีข่าวการปนเปื้อนพาราควอตในพืชผัก ราคาสินค้าตก เกษตรกรขายสินค้าไม่ได้ทันที ซึ่งตนก็มีข้อสงสัยว่างานวิจัยนี้ทำอย่างไร ทั้งๆ ที่หน่วยงานอื่นๆ ตรวจไม่พบการปนเปื้อนพาราควอต ที่ผ่านมาบางหน่วยงานโดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอ กลับให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลที่เกิดขึ้นส่วนน้อยมาเป็นตัวแทนของทั้งประเทศ แบบนี้ไม่ถูกต้อง ให้ข่าวจนสังคมเกิดความตื่นตะหนก และนี่มาถึงขั้นให้เลิกใช้พาราควอต คุณรู้ไหมว่าพาราควอตเป็นสารที่เกษตรกรชอบ และใช้ได้ปลอดภัยที่สุด ใช้กับพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่ารวมกว่าห้าแสนล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาทุกเรื่องบนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยต้องคิดถึงเกษตรกรเป็นลำดับแรก ในฐานะผู้ผลิตและเป็นกระดูกสันหลังของชาติ”

บทสรุปข้อเสนอแนะ ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในการนำข้อมูลไปตัดสินหรือพิจารณาในการกำหนดแนวทางเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยของภาคเกษตร อาทิ 1) ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ เรื่องมาตราฐานการผลิต และการใช้อย่างปลอดภัย 2) ภาครัฐต้องมีการเฝ้าระวัง และตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร และผลผลิต และมีการรายงานผลเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น 3) การจะยกเลิกสารเคมีที่เป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานของเกษตรกร เช่นพาราควอต ต้องพิจารณาด้วยความรอบครอบ ควรไปแนะนำเกษตรกรให้ใช้พาราควอตได้อย่างถูกต้องมากกว่าการจะยกเลิก 4) การเสนอข่าวในแง่ลบ โดยยังไม่พิจารณาให้รอบครอบ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และการส่งออกทันที จึงขอให้เอ็นจีโอ ได้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าว เพราะการตรวจสอบเรื่องสารตกค้างต้องเป็นผู้ชำนาญในการตรวจวิเคราะห์ และการตรวจสอบต้องผ่านห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการวิเคราะห์ จึงจะมีความน่าเชื่อถือ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-940-5264

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ผู้ประกอบการทั่วโลก แห่ตอบรับร่วมงาน ASIA PRINT EXPO 2019 พร้อมเปิดไฮไลท์สัมมนา การแข่งขัน และสาธิตธุรกิจแฟชั่น 0 3137

สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า เตรียมพร้อมนำผู้ประกอบการทั่วโลกในอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล การพิมพ์บนสิ่งทอ และป้ายโฆษณา ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสู่โลกการพิมพ์แห่งอนาคต ใน Asia Print Expo หรือ เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป โดย เฟสป้า ระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ตลอดสามวันของการจัดงาน เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป 2019 ท่านจะได้พบกับผู้ประกอบการธุรกิจด้านการพิมพ์และป้าย รวมทั้งสินค้า บริการ และเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการพิมพ์มากกว่า 50 บริษัท

นางสาวเจนิส เขมาชฎากร ผู้จัดการโครงการเฟสป้า ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงไฮไลท์การจัดงานครั้งนี้ว่า เป็นงานที่รวบรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการพิมพ์ได้อย่างครบถ้วน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เริ่มตั้งแต่เครื่องจักร หมึก อุปกรณ์ชิ้นส่วน โปรแกรมการพิมพ์ อุปกรณ์ควบคุม จนถึงการออกแบบ การนำไปใช้ การบริการเสริมพิเศษต่าง ๆ รวมทั้งผลการศึกษาของเฟสป้า พบว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการพิมพ์บนเครื่องนุ่งห่ม จะเป็นที่นิยมและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 12 ภายในปี ค.ศ. 2020 เฟสป้า จึงได้จัดแสดงสาธิตธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้า หรือ Print Make Wear Asia ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อนำเสนอแนวคิดและสินค้าที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบ จนถึงเสร็จสิ้นเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแฟชั่น โดยมีผู้สนับสนุนหลักคือ VASTEX สาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์สกรีนแบบใหม่ แห้งเร็ว และ Easiway Systems สาธิตการใช้อุปกรณ์ล้างหมึกพิมพ์สกรีน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาธุรกิจแฟชั่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ของทุกวัน บริเวณเวที N20 จะจัดให้มีการประชุมสัมมนาและสาธิตจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ นำความรู้และประสบการณ์ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ในหัวข้อหลากหลายเกี่ยวกับการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล การพิมพ์บนผ้า เรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยส่วนหนึ่งของคณะวิทยากรชั้นนำ ได้รับเกียรติจากสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย

นางประภาพร ณรงค์ฤทธิ์ นายกสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย กล่าวสนับสนุนว่า ตลาดการพิมพ์และสกรีนไทย เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ตามภาคเศรษฐกิจ เป็นผลจาก 18 อุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาระบบการพิมพ์และสกรีนในภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็น กีฬา เซรามิก เครื่องใช้ไฟฟ้า และวงจรไฟฟ้า เป็นต้น โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์และสิ่งทอ เติบโตสูงที่สุด ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านเทคนิค นวัตกรรมเทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตการพิมพ์ให้มีความพิเศษและน่าสนใจ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ แนวโน้มการตลาดดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยวิทยากรชั้นนำด้านการตลาดดิจิทัล คุณณัฐวีร์ ตันติสัจจธรรม ผู้ก่อตั้ง STEPS Academy ที่ปรึกษาแบรนด์สินค้าดังระดับโลก ตลอดจน สัมมนาพิเศษจากวิทยากรชื่อดังด้านธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อเปิดโลกทัศน์การบริหารธุรกิจการพิมพ์ให้เติบโตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่องทางและโอกาสทางการตลาดใหม่ในยุคดิจิทัล ติดตามหัวข้อเพิ่มเติมได้ที่ www.asiaprintexpo.com/conference

นอกจากนี้ การแข่งขันหุ้มยานยนต์ระดับโลก World Wrap Masters เฟสป้า ได้แต่งตั้งให้ นายภีมวัชช์ นุชพุ่ม นักห่อหุ้มยานยนต์ชั้นนำของไทย เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการแข่งขัน World Wrap Masters Asia เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศแห่งภูมิภาคเอเชียไปแข่งขันในรอบสุดท้ายในงาน FESPA Global Print Expo ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.asiaprintexpo.com/world-wrap-masters-asia

นายภีมวัชช์ กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดห่อหุ้มยานยนต์ทั่วโลก 1.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5 หมื่นล้านบาท โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 25 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น การเติบโตในธุรกิจโฆษณาเคลื่อนที่ รูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่ต่ำลง เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดห่อหุ้มยานยนต์จะมีอนาคตสดใสมากในปีหน้า สำหรับการแข่งขันดังกล่าว จะได้พบผู้เชี่ยวชาญด้านการหุ้มยานยนต์จากทั่วโลก จะมาอวดฝีมือและความชำนาญในการหุ้มรถยนต์ – ฮอนด้า ซิตี้ และหุ้มวัสดุอื่นๆ ในการแข่งขัน เช่น หมวกกันน็อค Decken โดยการใช้ไวนิล HEXIS ซึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก”

ขณะเดียวกัน เฟสป้า ได้ลงทุนพัฒนาความรู้และสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจไปทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพ และในปีนี้ จะมีการมอบรางวัล FESPA AWARD ให้แก่องค์กรที่มีความสามารถและจัดการธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม โดยผู้ประกอบการที่สนใจส่งผลงาน ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.fespa.com

พิเศษสุด ผู้เข้าชมงานสามารถจองเที่ยวบินกับสายการบินไทย ผู้สนับสนุนการจัดงาน เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป โดยใช้รหัส TG1902008 ผ่านเว็บไซต์ www.thaiairways.com/en/mice/index.page

เฟสป้า ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมชมงาน ประชุมและสัมมนา ผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้รหัส ASAM901 ได้ที่ www.asiaprintexpo.com

ชวนชมการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 0 5178

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญร่วมชื่นชมความสามารถ และเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนไทย ในการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2562 ในวันที่ 17-20 มกราคม 2562 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ร่วมสร้างพลัง และแรงบันดาลใจให้เด็กไทยก้าวไกลสู่สากล