หากเอ่ยถึง “เปลือกทุเรียน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงขยะเปียก กลิ่นแรง หรือสิ่งที่ควรถูกโยนทิ้งหลังจากได้ลิ้มรสเนื้อทุเรียนหวานมัน แต่สำหรับ ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลือกทุเรียนคือโอกาสทองในการพลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นนวัตกรรมแห่งแฟชั่นระดับประเทศ
จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานกับความตั้งใจอันแน่วแน่ บวกกับสายตาเฉียบคมของนักสร้างสรรค์ ดร.อุษา ได้สร้างสรรค์สิ่งทอหมุนเวียนจากเปลือกทุเรียนครั้งแรกในไทย พร้อมเปิดตัวแบรนด์ MUW.OFFICIAL ที่หยิบยกแนวคิด Soft Power ไทย มาผสานกับความเชื่อ สายมู และความหรูหราของแฟชั่นสมัยใหม่ได้อย่างงดงาม

เศษขยะหนึ่งชิ้น = หนึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ
ทุเรียนไทยคือสินค้าส่งออกอันดับต้นของประเทศ มีทั้งผลสดและแปรรูป แต่ก็ทิ้ง “เปลือก” เอาไว้ถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปีขยะจำนวนนี้ถูกเผาหรือฝังกลบ จนกลายเป็นมลพิษที่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
แล้วจะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถ “เปลี่ยนของไร้ค่า” ให้กลับมามีชีวิต?
ดร.อุษา เริ่มต้นการทดลองในระดับปริญญาเอกด้วยคำถามเล็กๆ และความอยากรู้ ก่อนจะค่อยๆ กลั่นกรองออกมาเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง โดยอาศัยเซลลูโลสธรรมชาติที่พบในเปลือกทุเรียนมากถึง 30% ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายเส้นใยฝ้ายและป่าน นั่นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การสร้าง “เส้นใย”.
จากครัวสู่แคทวอล์ค: เปลือกทุเรียนที่กลายเป็นเสื้อผ้าสุดหรู

กว่าจะได้เป็นผืนผ้าที่ระบายอากาศดีและต้านเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99.92% เส้นทางของนวัตกรรมนี้ไม่ง่ายเลย เพราะในช่วงแรกเส้นใยที่ได้ยังแข็งและกรอบเกินจะใช้งานได้
แต่ความล้มเหลวไม่เคยทำให้ความมุ่งมั่นลดลง ดร.อุษาเดินทางไปยังแหล่งทุเรียนใหญ่ของไทยในจันทบุรี และได้เรียนรู้เทคนิคดั้งเดิมของการ “แช่เปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า” เพื่อรักษาสภาพของเส้นใย ก่อนจะนำมาปั่นเป็นด้ายและทอเป็นผ้าโดยใช้ภูมิปัญญาชุมชน.
ผลลัพธ์คือผ้าไหมผสมใยทุเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าไหมแท้ ทั้งในด้านการระบายอากาศและสุขอนามัย เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
แฟชั่นสายมู ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อ
แบรนด์ MUW ไม่ได้มีแค่ผ้า แต่เป็นปรัชญาชีวิต มุมมองแฟชั่น และพลังของความเชื่อ ดร.อุษาได้นำ “สัตว์มงคล 9 แบบ” มาใช้เป็นลวดลายบนผืนผ้า อาทิ มังกร (โชคลาภ), สิงโต (อำนาจ), หงส์ (เจริญรุ่งเรือง), กวาง (มั่งมีศรีสุข) ซึ่งแต่ละลายล้วนแฝงความหมายลึกซึ้ง.
สำหรับคนที่เชื่อในพลังจักรวาล นี่คือแบรนด์ที่ “ตอบทุกจุด” ทั้งความสวยงาม ความมู ความยั่งยืน และความลึกซึ้งในมิติของวัฒนธรรมไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านเส้นใยธรรมชาติ
ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ – สวยแบบมีสตอรี่
ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้เลือกแค่ความสวย แต่เลือก “คุณค่า” MUW จึงโดดเด่นในตลาดแฟชั่นสำหรับคนรุ่นใหม่ (Gen Y) ที่มีอายุระหว่าง 27-42 ปี พวกเขาทำงานหนัก ฝันไกล แต่ก็ต้องการบางสิ่งที่จะ “ยึดเหนี่ยว” ให้พลังใจ และทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
สินค้าจาก MUW เป็นมากกว่าการแต่งตัว แต่คือ “จิตวิญญาณ” ของความตั้งใจดี การมีสไตล์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อชุมชนคือหัวใจของนวัตกรรม
สิ่งทอเปลือกทุเรียนนี้ยังเป็นโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สมบูรณ์แบบ โดยชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรีมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการแยกเส้นใย ย้อมสี จนถึงการทอด้วยมือ
นอกจากจะลดปัญหาขยะในชุมชนแล้ว ยังสร้างรายได้ ส่งเสริมภูมิปัญญา และยกระดับทักษะของช่างฝีมือในท้องถิ่นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมระดับประเทศ
เปลือกที่ไม่เหลือเปล่า – พลิกเกมเศรษฐกิจไทยด้วย Soft Power
แนวคิดการพัฒนาเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนี้ไม่ได้หยุดแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังเป็นแบบอย่างของ Soft Power ไทย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเชื่อ วัฒนธรรม และศิลปะ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมส่งออกความคิดสร้างสรรค์ไทยสู่ระดับโลก
และนั่นคือสิ่งที่แบรนด์ MUW ยืนยันได้อย่างภาคภูมิ ด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติ ทั้งจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 และเวทีแฟชั่นที่เกาหลีใต้.
อยากสัมผัสผ้าเปลือกทุเรียน? ต้องลองเอง!
สำหรับคนที่อยากลองสัมผัสเสน่ห์ของเส้นใยทุเรียน สามารถตามไปที่เพจ Facebook, TikTok หรือ Instagram ของแบรนด์ได้ที่ @muw.official หรือจะไปดูสินค้าตัวจริงได้ตามบูธแสดงแฟชั่นที่จัดขึ้นเป็นระยะ
ลองหยิบขึ้นมาสวมใส่ แล้วจะรู้ว่า…ความมูไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่คือความงามที่จับต้องได้

FAQs: เปลือกทุเรียนไม่ใช่แค่ขยะ! MUW แฟชั่นสายมูสุดเท่ที่โลกต้องเหลียวมอง
Q1: MUW คือแบรนด์อะไร?
A1: MUW คือแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ของไทยที่ผลิตจากเส้นใยเปลือกทุเรียนโดยใช้กระบวนการยั่งยืน ผสานความเชื่อสายมู ศิลปะไทย และแฟชั่นร่วมสมัย.
Q2: แบรนด์นี้ใช้เปลือกทุเรียนอย่างไร?
A2: MUW ใช้เซลลูโลสจากเปลือกทุเรียนมาสกัดเป็นเส้นใย แล้วปั่นเป็นด้ายและทอเป็นผืนผ้า เพื่อนำไปผลิตเป็นเสื้อผ้าและของใช้แฟชั่นต่าง ๆ.
Q3: คุณสมบัติเด่นของผ้าเปลือกทุเรียนคืออะไร?
A3: ระบายอากาศดีกว่าไหมแท้ถึงเกือบเท่าตัว และต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92% ทำให้เหมาะกับการสวมใส่ในสภาพอากาศร้อนชื้น.
Q4: จุดเด่นของการออกแบบแบรนด์ MUW คืออะไร?
A4: การออกแบบเน้นลวดลายสัตว์มงคล 9 ชนิด ผสมผสานความเชื่อสายมูเพื่อเสริมสิริมงคลให้ผู้สวมใส่ พร้อมเทคนิค Kinetic Textile เพิ่มมิติลวงตาให้รูปร่างดูสมส่วน.
Q5: กลุ่มเป้าหมายของ MUW คือใคร?
A5: กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y) อายุ 27-42 ปี ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เชื่อในพลังของความมงคล และชื่นชอบแฟชั่นมีเอกลักษณ์.
Q6: การผลิตของแบรนด์นี้ยั่งยืนอย่างไร?
A6: MUW ใช้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างมูลค่า และร่วมมือกับชุมชนในการผลิตผ้าแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นตัวอย่าง Circular Economy.
Q7: นวัตกรรมนี้ได้รับการยอมรับระดับไหน?
A7: ได้รับรางวัลดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและ Soft Power จากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 และรางวัล Excellence Award ที่เกาหลีใต้.
Q8: MUW มีสินค้าประเภทใดบ้าง?
A8: เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า, เครื่องประดับ, ของตกแต่งบ้าน ทุกชิ้นผลิตด้วยกรรมวิธีธรรมชาติและการทอมือจากชุมชน.
Q9: หากสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ MUW ต้องติดต่ออย่างไร?
A9: สามารถติดต่อผ่าน Facebook, TikTok, Instagram: @muw.official และ LINE OA ได้โดยตรง.
Q10: นวัตกรรมนี้ต่อยอดได้ในอนาคตอย่างไร?
A10: มีศักยภาพในการขยายผลสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในหลายพื้นที่ของไทย.
