fbpx

โรคอ้วนคนไทยพุ่งเกิน 42% เสี่ยงตายก่อนวัย แพทย์ชี้ปากกาลดน้ำหนักได้ผลจริงถ้า…

ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของคนทำงานถูกกำหนดด้วยความเร่งรีบและเทคโนโลยี “โรคอ้วน” ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น วิกฤตสุขภาพระดับชาติ ที่ส่งผลต่อทั้งร่างกาย คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจของคนไทยอย่างแยกไม่ออก

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ คนไทยเกือบ 50% มีน้ำหนักเกินหรืออยู่ในภาวะอ้วน และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของรูปลักษณ์ แต่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลายชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันพอกตับ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานของคนวัยทำงานแปรปรวนอย่างรุนแรงในระยะยาว

โรคอ้วน

โรคอ้วนในคนไทย: ความจริงที่ไม่ควรมองข้าม

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ย้ำว่าตัวเลขจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเมื่อวัดจากค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินหรือน้ำหนักเกินจนเข้าสู่อ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทยยุคใหม่ ทั้งอาหารที่มีพลังงานสูงและการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลงอย่างน่าวิตกใจ

แต่ “โรคอ้วน” ในมุมมองของแพทย์มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตาชั่ง — มันคือการทำงานผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึมที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงหลายอย่าง เช่น:

  • เบาหวาน — เมื่อร่างกายเริ่มดื้อต่ออินซูลิน
  • ความดันโลหิตสูง — ภาระเพิ่มขึ้นต่อหัวใจ
  • ไขมันพอกตับ — ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ปัญหา หัวใจและหลอดเลือด

แพทย์ยังชี้ว่า คนวัยทำงานที่มีอาการ “อ้วน” มักพบว่าคุณภาพชีวิตต่ำลง ผลงานการทำงานลดลง จนถึงระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและความมั่นใจในตัวเองด้วย

ภาระ “ต้นทุนอ้วน” ต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังมีมุมมองเชิงเศรษฐกิจที่คนทำงานไม่ควรมองข้าม รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับ World Obesity Federation ประเมินว่าในปี 2019 ประเทศไทยสูญเสียไปกว่า 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 256,370 ล้านบาท) จากต้นทุนที่เกิดจากภาวะอ้วน — คิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDP ของประเทศในปีนั้น

ต้นทุนส่วนนี้มาจากทั้ง

  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง
  • ค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น การขาดงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลงจนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ดร.อาทิรัตน์เน้นว่า “การมีน้ำหนักเกินไม่ใช่เพียงการเสียความมั่นใจด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นการทำลายศักยภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของคนวัยทำงานโดยรวม”

โรคอ้วน

“ปากกาลดน้ำหนัก” คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

หนึ่งในแนวทางการรักษาที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายคือ ยากลุ่ม GLP‑1RA หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ปากกาลดน้ำหนัก”ซึ่งเป็นตัวช่วยทางการแพทย์ที่ไม่ได้ทำงานเหมือนยาลดความอยากอาหารทั่วไป

กลไกการทำงาน

GLP‑1RA ทำงานโดย

  • ช่วยควบคุมความอยากอาหาร
  • ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น
  • ปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียร
  • ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม อธิบายว่า “การใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลเท่ากัน และต้องควบคู่กับการปรับพฤติกรรม”

ยาเหล่านี้ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่ทำให้น้ำหนักลดลงทันที แต่เป็น “เครื่องมือทางการแพทย์” ที่ช่วยเสริมระบบการควบคุมน้ำหนักในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งต้องใช้ร่วมกับการปรับโภชนาการและกิจกรรมทางกาย

แนวทางรักษาและดูแลน้ำหนักแบบองค์รวม

แพทย์ชี้ว่าการจัดการน้ำหนักให้ “อยู่ในระดับที่เหมาะสม” ไม่ใช่แค่เรื่องลดน้ำหนัก แต่เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพเชิงองค์รวม ซึ่งประกอบด้วยหลายมิติ:

การปรับโภชนาการ

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนาการ กล่าวว่า “แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล”

  • กินอย่างไรให้ได้พลังงานเหมาะสม
  • สร้างความตระหนักเรื่องสารอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการจำกัดแคลอรีมากเกินไปซึ่งอาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

โภชนาการที่ดีไม่ใช่แค่ “ลดอาหาร” แต่คือ “กินให้ถูกต้องและเหมาะสม”

การจัดการกิจกรรมทางกาย

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหนักเสมอไป แต่ควรเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น เดินเร็ว 30 นาทีทุกวัน หรือออกกำลังกายแบบ HIIT สั้น ๆ นาน 15–20 นาที ซึ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญและเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ

นวัตกรรมทางการแพทย์: เคล็ดลับใหม่เพื่อการจัดการน้ำหนัก

เมื่อวิถีชีวิตและโภชนาการธรรมดาไม่เพียงพอสำหรับบางคน แพทย์มีตัวเลือกเพิ่มเติม:

Endoscopic Sleeve Gastroplasty (ESG)

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ อธิบายว่า ESG เป็นการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI อยู่ในช่วง 30–40 หรือผู้ที่มีโรคร่วมที่การรักษาวิธีอื่นไม่ตอบโจทย์ โดยวิธีนี้สามารถลดน้ำหนักเฉลี่ย 15–20% ภายใน 1–2 ปี และเป็นทางเลือกที่ทำให้ฟื้นตัวเร็วกว่า

การผ่าตัดลดน้ำหนัก

สำหรับเคสที่มี BMI สูงมากกว่า 30 หรือ 40 แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อจำกัดปริมาณอาหาร เช่น

  • Laparoscopic Sleeve Gastrectomy
  • Roux‑en‑Y Gastric Bypass

แต่ต้องผ่านการประเมินทางการแพทย์อย่างละเอียดก่อน

เทรนด์ไลฟ์สไตล์และแนวคิดใหม่ในการควบคุมน้ำหนัก

แม้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์จะช่วยมากขึ้น แต่ หัวใจสำคัญของการควบคุมน้ำหนักที่ยั่งยืนอยู่ที่การปรับไลฟ์สไตล์

เคล็ดลับที่คุณทำได้จริง

  • ตั้งเป้าหมายแบบสมจริง
  • สร้างระบบสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน/ครอบครัว
  • จัดตารางการเคลื่อนไหวระหว่างวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและหวานจัด
  • เริ่มด้วยกิจกรรมที่สนุก ไม่ใช่กิจกรรมที่รู้สึกเป็นภาระ

สุขภาพที่ยั่งยืนมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง

สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญการทำงานหนัก ความเครียด และเวลาพักผ่อนที่จำกัด — “การมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม” ไม่ได้หมายถึงแค่รูปลักษณ์ที่ดี แต่คือการลงทุนเพื่อ สุขภาพ, พลังในการทำงาน, และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การจัดการน้ำหนักอย่างปลอดภัยนั้นต้องมี

  • การประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • การปรับวิถีชีวิตและโภชนาการ
  • เครื่องมือทางการแพทย์อย่างปากกาลดน้ำหนักหรือการส่องกล้องในบางกรณี
  • ความตั้งใจและการเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้คุณ “มีชีวิตที่ดีและอยู่กับมันได้ยาวนาน”


FAQs: โรคอ้วนคนไทยพุ่งเกิน 42% เสี่ยงตายก่อนวัย แพทย์ชี้ปากกาลดน้ำหนักได้ผลจริงถ้า…

Q1: โรคอ้วนในคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?
A1: จริง จากข้อมูลกรมอนามัย พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึง 42.4% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

Q2: โรคอ้วนส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?
A2: โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

Q3: โรคอ้วนกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศหรือไม่?
A3: ใช่ ปี 2562 ประเทศไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนกว่า 256,000 ล้านบาท หรือ 1.5% ของ GDP

Q4: ปัญหาโรคอ้วนในคนวัยทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือไม่?
A4: มีผลชัดเจน โรคอ้วนทำให้เกิดความเหนื่อยง่าย ขาดงานบ่อย และลดประสิทธิภาพในการทำงาน

Q5: “ปากกาลดน้ำหนัก” คืออะไร และทำงานอย่างไร?
A5: ปากกาลดน้ำหนักคือยากลุ่ม GLP‑1RA ที่ช่วยลดความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น

Q6: ปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใคร?
A6: เหมาะกับผู้ที่มี BMI ≥ 27.5 หรือ ≥ 25 และมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

Q7: ใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
A7: ไม่เพียงพอ ต้องใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น การกิน การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด

Q8: มีทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำหนักนอกจากการใช้ยาไหม?
A8: มี เช่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะ (ESG) และการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ใช้วิธีอื่นไม่ได้ผล

Q9: โภชนาการแบบใดช่วยลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน?
A9: การวางแผนการกินเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ เป้าหมายสุขภาพ และความต้องการสารอาหารอย่างเหมาะสม

Q10: การดูแลน้ำหนักต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใดที่สุด?
A10: ความยั่งยืน การดูแลอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์ และการปรับพฤติกรรมเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีระยะยาว


Author

  • PR Matter

    เบื้องหลังบทความคุณภาพทุกชิ้นบน พีอาร์แมทเทอร์ (PR Matter Editorial Team) คือ ทีมกองบรรณาธิการที่รวมตัวกันจากนักเขียน นักข่าว นักพีอาร์ และครีเอทีฟผู้มีประสบการณ์จริงในวงการสื่อสาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ด้วยความมุ่งมั่นในการ “อัปเดตองค์ความรู้ เชื่อมโยงกลยุทธ์ สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับนักสื่อสาร นักพีอาร์ นักการตลาด และผู้นำองค์กรทั่วประเทศ พวกเราจึงใส่ใจในทุกถ้อยคำ ตรวจสอบทุกข้อมูล และเขียนทุกบทความด้วยหัวใจของมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญของทีม ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ การสื่อสารองค์กร การจัดการวิกฤต ไปจนถึงการเล่าเรื่องแบบเจาะลึก ทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงสร้างสรรค์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *