ไอเทมวิเศษ หรือกับดักสุขภาพในยุคคลั่งผอม? ในยุคที่กระแสความงามถูกขับเคลื่อนด้วยภาพบนโซเชียลมีเดียมากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ “รูปร่าง” กลายเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของคนยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว หนึ่งในเทรนด์ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 25–40 ปี คือ “ปากกาลดน้ำหนัก” ซึ่งหลายคนเปรียบว่าเป็น “ไม้กายสิทธิ์ฉบับเร่งรัด” ที่เสกหุ่นดีได้โดยไม่ต้องใช้แรง
แต่ความจริงแล้ว… เครื่องมือชิ้นนี้กำลังเป็นได้ทั้ง “โอกาส” และ “ภัยสุขภาพ” หากผู้ใช้ไม่เข้าใจแก่นแท้ของมันอย่างแท้จริง

ทำความเข้าใจก่อน: ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร?
“ปากกาลดน้ำหนัก” ที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้คือยาในกลุ่ม GLP-1 receptor agonist (เช่น liraglutide, semaglutide) ซึ่งเดิมถูกพัฒนามาเพื่อรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ภายหลังพบผลข้างเคียงที่ “ดี” คือ ช่วยลดน้ำหนักได้ ตัวยาทำงานโดย “เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1” ที่หลั่งจากลำไส้เมื่อเรากินอาหาร ช่วย ลดความอยากอาหาร ชะลอการย่อย ทำให้รู้สึกอิ่มนาน กินน้อยลงโดยธรรมชาติ
ข้อดี
- ลดน้ำหนักได้จริงในผู้ป่วยอ้วน (ผลการศึกษาชี้ว่าเฉลี่ยลดได้ 5–15% ของน้ำหนักตัว)
- ลดความเสี่ยงโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันพอกตับ
- ใช้งานง่าย (ฉีดวันละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง)
ใครใช้ได้? ใครใช้ไม่ได้?
ตามแนวทางของ FDA และ สมาคมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย ปากกาลดน้ำหนัก “ไม่ใช่ยาสำหรับทุกคน” โดยเฉพาะคนผอมที่อยากหุ่นดีเฉย ๆ
ใช้ได้กับ
- ผู้ที่มี BMI ≥ 30
- หรือ BMI ≥ 27 แต่มีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง
ห้ามใช้กับ
- หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
- เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
- ผู้ที่มีประวัติมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Medullary thyroid cancer)
- ผู้ที่มีภาวะตับ ไต หรือถุงน้ำดีผิดปกติ (ต้องปรึกษาแพทย์)
การใช้แบบ “สั่งซื้อเอง ฉีดเอง” โดยไม่ผ่านแพทย์ ถือเป็น พฤติกรรมเสี่ยงสูง ที่อาจก่อผลข้างเคียงรุนแรงได้

ข้อมูลทางการแพทย์ที่ต้องรู้
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืด ท้องผูก
- ปวดศีรษะ เหนื่อยง่าย
แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ในบางกรณีอาจนำไปสู่ “ภาวะขาดน้ำ” ซึ่งเป็นอันตรายโดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ดื่มน้ำเพียงพอ
ประสิทธิภาพ
- Semaglutide (Ozempic, Wegovy) งานวิจัยปี 2021 จาก NEJM พบว่าสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 14.9% ภายใน 68 สัปดาห์ (มากกว่ากลุ่มที่ควบคุมอาหารอย่างเดียวถึง 12%)
เมื่อโซเชียลคือคลินิกใหม่ของคนรุ่นใหม่
การตลาดของปากกาลดน้ำหนักไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโรงพยาบาล แต่ถูกผลักดันโดย:
- อินฟลูเอนเซอร์
- รีวิวจากผู้ใช้จริง
- โฆษณาบน TikTok, IG Reels
ปัญหาคือ “ข้อมูลถูกย่อส่วน” เหลือแค่ Before–After 3 วินาที แต่ “ผลข้างเคียง–ข้อจำกัด” กลับไม่ถูกพูดถึง
การที่คนผอมใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ = ทำลายสุขภาพตัวเองอย่างช้า ๆ
มุมมองของแพทย์ต่อกระแส

พญ. อารีสา มโนชญ์ปิติพงศ์ อายุรแพทย์ รพ.พระรามเก้า กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า
“การใช้ปากกาลดน้ำหนักต้องมีแพทย์ประเมินก่อน เพราะยาไม่ได้เหมาะกับทุกคน… การใช้แบบผิดวิธีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่คุ้มค่าเลย”
วัยทำงานกับความกดดันของ “รูปร่าง”
ในกลุ่มคนทำงานอายุ 25–40 ปี ปัญหาเรื่องน้ำหนักไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือความ “มั่นใจในที่ทำงาน” โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องพบลูกค้า แรงกดดันเหล่านี้ทำให้หลายคนเลือกใช้ “ทางลัด” แม้จะเสี่ยง เพราะเชื่อว่า “ฉีดแล้วจบ” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด
เมื่อเราผลักให้สุขภาพกลายเป็นแฟชั่น
“การรักสุขภาพ” ควรเป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่การมีชีวิตดีขึ้น แต่เมื่อมันถูกทำให้กลายเป็น “แฟชั่น–คอนเทนต์” ความหมายกลับบิดเบือน ปากกาลดน้ำหนักในโซเชียลอาจไม่ใช่ยารักษาโรคอีกต่อไป แต่เป็นเพียง “prop” ในการแสดงออกถึงการดูแลตัวเอง ทั้งที่อาจไม่ใช่การดูแลจริง ๆ
ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นเครื่องมือ
- เหมาะกับผู้ที่ “จำเป็นต้องลดน้ำหนัก” และมีโรคร่วม
- ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ต้องควบคู่กับอาหาร + การออกกำลังกาย + วินัย
ไม่ใช่ไอเทมแฟชั่น ที่ใครอยากผอมก็หยิบมาใช้ได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- https://praram9.com/th/articles/weight-loss-injection-pens
- New England Journal of Medicine (NEJM) 2021 – Semaglutide in Obesity
- Thai Association for the Study of Obesity (TASO)
- FDA Drug Approval Guidelines for GLP-1 Agonists
- รายงานจาก WHO: Obesity Trends and Social Media Impact
FAQs: ปากกาลดน้ำหนัก: ไอเทมฮิตหรือกับดักสุขภาพ?
Q1: ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร?
A1: ปากกาลดน้ำหนักคือยาฉีดกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist ที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และเพิ่มความอิ่มนาน โดยออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย ไม่ได้เผาผลาญไขมันโดยตรง
Q2: ใครเหมาะกับการใช้ปากกาลดน้ำหนัก?
A2: ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27 ขึ้นไปพร้อมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
Q3: ปากกาลดน้ำหนักมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
A3: ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องผูก ซึ่งมักเกิดในช่วงเริ่มต้นและจะดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว
Q4: ใช้ปากกาลดน้ำหนักแล้วต้องควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายไหม?
A4: ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กัน เพราะยาช่วยเรื่องความอิ่มเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่วินัยในการดูแลสุขภาพได้
Q5: ใช้ปากกาลดน้ำหนักแล้วจะโยโย่ไหม?
A5: มีโอกาสโยโย่หากหยุดใช้ยาโดยไม่ปรับพฤติกรรมการกินและไม่ออกกำลังกาย การรักษาผลลัพธ์ในระยะยาวต้องอาศัยวินัยร่วมด้วย
Q6: สามารถหาซื้อปากกาลดน้ำหนักได้เองหรือไม่?
A6: ไม่ควรซื้อใช้เอง ต้องได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันผลข้างเคียงหรือการใช้ยาผิดกลุ่ม
Q7: ผู้หญิงทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวสามารถใช้ได้หรือไม่?
A7: หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น BMI ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือไม่มีโรคร่วม ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะอาจเกิดอันตรายมากกว่าผลดี
Q8: ปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับผู้หญิงที่ต้องการลดเฉพาะส่วนหรือไม่?
A8: ไม่เหมาะ เพราะยาช่วยลดน้ำหนักทั้งร่างกาย ไม่สามารถเลือกเฉพาะส่วนได้ การลดเฉพาะจุดควรใช้วิธีทางกายภาพ เช่น เวทเทรนนิ่ง
Q9: ปากกาลดน้ำหนักต่างจากยาลดความอ้วนทั่วไปอย่างไร?
A9: ปากกาลดน้ำหนักเป็นยากลุ่มใหม่ที่ทำงานกับฮอร์โมน ไม่ใช่ยากดประสาทหรือยาขับปัสสาวะ จึงมีประสิทธิภาพที่ปลอดภัยกว่า หากใช้ถูกวิธี
Q10: หากต้องการเริ่มใช้ควรเริ่มต้นอย่างไร?
A10: ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเบื้องต้น วัด BMI และประเมินความเสี่ยง ก่อนเริ่มใช้ยาอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
