สำเร็จ! นาโนเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) - PR Matter

สำเร็จ! นาโนเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 (NANO Covid-19 Antigen Rapid Test) 0 1083

นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา“NANO Covid-19 Antigen Rapid Test “ ชุดตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 แบบรวดเร็วด้วยเทคนิค LFA ด้วยจุดแข็งด้านการใช้งานที่สะดวก รวดเร็ว รู้ผลไวใน 15 นาทีผ่านการประเมินประสิทธิภาพจาก อย. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์รองรับความต้องการใช้งานในปริมาณมาก

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล  ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา นาโนเทค ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการที่สำคัญของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19  นาโนเทคได้ปรับแผนการทำงานตามนโยบายระดับองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศ โดยระดมทีมวิจัยร่วมกับหน่วยงานภายใน สวทช. และเครือข่ายความร่วมมือพันธมิตร พัฒนาโครงการวิจัยเฉพาะกิจ จากฐานความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อรับมือ บรรเทา และฟื้นฟูสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดภายในประเทศระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในด้านสาธารณสุข ไปจนถึงการคาดการณ์ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจภายหลังจากที่มีการระบาด

“ในระยะแรกเรามองเห็นศักยภาพงานวิจัยทางด้านสุขภาพการแพทย์ ที่จะสามารถสนับสนุนการทำงานด้านระบบสาธารณสุขของประเทศได้ โดยนาโนเทคเองมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบและสังเคราะห์อนุภาคนาโนเพื่อใช้เป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณ ตลอดจนความสามารถในการอุปกรณ์วินิจฉัยทางการแพทย์ที่มีความไวสูงสำหรับตรวจคัดกรองและติดตามโรคที่สำคัญ” ดร.วรรณีกล่าว

นวัตกรรมชุดตรวจ NANO COVID-19 Antigen Rapid Test เป็นชุดทดสอบอย่างง่ายและรวดเร็วสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข (Professional Use) ซึ่งผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว โดยชุดตรวจ Nano COVID-19 Antigen Rapid Test นี้ เกิดจากการต่อยอดแพลตฟอร์มของ NanoFlu หรือชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ ดร.ณัฐปภัสร วิริยะชัยพร ทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. มองเห็นโอกาสและความจำเป็นในการต่อยอดพัฒนาชุดตรวจคัดกรองสำหรับโรคโควิด-19 ได้ จึงได้หารือ ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน และงานวิจัยก็เดินหน้าทันที

ชุดตรวจเชื้อโควิด-19 แบบรวดเร็วชนิดการตรวจหาแอนติเจน (เทคนิค LFA) หรือ NANO Covid-19 Antigen Rapid Test อาศัยหลักการไหลในแนวราบ และการจับกันแบบจำเพาะของโมเลกุลที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อโคโรนาไวรัส โดยโมเลกุลดังกล่าวจะถูกติดสลากด้วยวัสดุนาโนตอบสนองชนิดพิเศษ ร่วมกับการพัฒนาและปรับสภาพองค์ประกอบต่างๆในชุดตรวจเพื่อให้สัญญาณ/เพิ่มสัญญาณจนอ่านสัญญาณได้ภายใน 15 นาที

ดร.ณัฐปภัสรกล่าวว่า ความท้าทายหลัก คือ ไบโอโมเลกุลที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งต้องใช้เวลาในการคัดเลือก และการปรับสภาวะขององค์ประกอบต่างๆรวมทั้งน้ำยาในการวิเคราะห์ให้เหมาะสม ด้วยพันธมิตรที่ดีอย่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่สามารถผลิตโปรตีนสังเคราะห์ และโมเลกุลที่มีความจำเพาะเพื่อใช้ทดสอบได้

จากความพยายามหลายสิบครั้งในการคัดเลือกไบโอโมเลกุลที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสโคโรนา และพัฒนาจนได้องค์ประกอบและสภาวะที่เหมาะสม จนกระทั่งเป็นชุดตรวจต้นแบบล่าสุด และด้วยพันธมิตรอย่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในการทดสอบเพื่อยื่นขอจดทะเบียนผู้ผลิต และขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยผลการทดสอบประสิทธิภาพเทียบกับวิธีทางอณูวิทยา พบว่า สามารถตรวจหาแอนติเจนหรือตัวเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้ในเวลาเพียง 15 นาที และมีความไวถึง 98% และความจำเพาะสูงถึง 100% สามารถใช้ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ในเบื้องต้นได้

จุดเด่นของ NANO Covid-19 Antigen Rapid Test คือ สามารถแสดงผลที่ชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยขั้นตอนหรือเครื่องมือในการแปลผลที่ยุ่งยากเทียบกับวิธีทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ และยังสามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ผลภายในเวลา 15 นาที ทำให้สามารถใช้ได้ทุกสถานที่ (Point of Care) ในการตรวจคัดกรองกับคนจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องตรวจด้วยวิธีการ RT-PCR (Real Time Polymerase Chain Reaction) ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง โดยผู้ที่ให้ผลบวกด้วยวิธี Antigen Rapid Test นี้ ต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง นับว่า เป็นการลดค่าใช้จ่าย ขั้นตอน ลดภาระงานในระบบสาธารณสุขรวมทั้งเจ้าหน้าที่ได้

“ปัจจุบัน ผู้บริหารและทีมวิจัยกำลังเร่งผลักดันเรื่องของถ่ายทอดเทคโนโลยีและรูปแบบการนำไปใช้ประโยชน์ของชุดตรวจฯ หลังจากที่นวัตกรรมนี้ผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ได้เร็วที่สุด ตอบสนองความต้องการใช้งานในช่วงเวลาวิกฤต ด้วยเชื่อว่า การตรวจคัดกรอง ยิ่งทำได้เร็ว ยิ่งช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาได้เร็ว ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้วิกฤตนี้คลี่คลายได้เร็วขึ้น” นักวิจัยนาโนเทค สวทช. กล่าวพร้อมย้ำว่า นวัตกรรมนี้ เป็นราคาแข่งขันได้ในท้องตลาด (Comparative price)แต่เราสามารถผลิตได้เองในประเทศ เป็นนวัตกรรมพึ่งพาตนเองที่ตอบเรื่องความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขของไทย

ขณะนี้ นาโนเทค สวทช. มีความพร้อมและกำลังสรรหาภาคเอกชนเข้ามารับอนุญาตใช้สิทธิ์ผลงานวิจัยเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่ง ดร.วรรณีกล่าวว่า โครงการวิจัยเฉพาะกิจนี้ถือเป็นการบูรณาการในระดับองค์กรเพื่อส่งมอบงานสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้สถานการณ์และระยะเวลาที่มีจำกัด นับเป็นโอกาสที่ดีที่นาโนเทค สวทช. ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมแก้ไขปัญหาให้กับประเทศในยามวิกฤต ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ด้วยการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยขับเคลื่อนได้อย่างเต็มความสามารถ

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เจาะลึกตลาดสุขภาพ LGBT ไทย 2021 0 929

ท่ามกลางปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์เป็นปัญหาสำคัญ ด้วยข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ สถานการณ์การแพร่ระบาด และข้อปฏิบัติตามพระราชกำหนดฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคฯ ดังนั้น การพัฒนาระบบนวัตกรรมการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญในระบบสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ที่ผ่านมา มีบริการปรึกษาทางการแพทย์ผ่านระบบโทรศัพท์ หรือ Telemedicine แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งในแง่เครื่องมือ บุคลากร และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อการยอมรับและนำระบบเข้าไปใช้กับกระบวนการสาธารณสุข ปัจจุบัน หลายหน่วยงานได้พัฒนาระบบให้สามารถก้าวพ้นขีดจำกัดและอุปสรรคทางการแพทย์ได้แล้ว 

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจเกิดขึ้นโดย Borderless Healthcare Group เปิดตัวระบบ Platform ออนไลน์ เพื่อสุขภาพและการแพทย์ แต่ที่น่าจับตายิ่งกว่า ดึงตลาด LGBT ทั่วโลกมาสู่ไทย

ทำไมต้องดึง ตลาดสุขภาพ LGBT ทั่วโลก มาสู่ไทย

ผลการศึกษาหลายงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา* พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของกลุ่ม LGBT ถูกเลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกในการปฏิบัติและบริการทางสุขภาพ รวมทั้งกลุ่มชายและหญิงข้ามเพศ (Transgender) มากกว่าครึ่งประสบปัญหากับผู้ให้บริการทางสุขภาพ ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าว ส่งผลต่อการให้บริการ ร้อยละ 28 ของกลุ่มชายและหญิงข้ามเพศ เมื่อป่วยหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที หรือถูกแบ่งแยกการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้อยละ 75  ของกลุ่มเลสเบี้ยน ถูกปฏิเสธและเลื่อนการดูแลรักษา รวมทั้ง มีเพียงร้อยละ 16 ของกลุ่ม LGBT ยอมเปิดเผยตัวตนตอบุคลาการทางการแพทย์ว่าเป็น LGBT

*ข้อมูลจาก Lighthouse LGBT inc. (2021)

สอดคล้องกับผลการศึกษาของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่า การตีตราจากสังคมทำให้กลุ่ม LGBT บางคนถูกปฏิเสธจากการให้บริการทางสุขภาพ หรือถูกเลือกปฏิบัติในรูปแบบที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตุเห็น สาเหตุหนึ่งมาจากผู้ให้บริการด้านสุขภาพไม่พยายามทำความเข้าใจความต้องการเฉพาะของกลุ่ม LGBT นำไปสู่การเผชิญความเครียดและความบอบช้ำทางจิตใจ เรียกได้ว่าเป็น “ความเครียดที่เกิดจากการเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม (Minority stress)” อันส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจในที่สุด

นอกจากนี้ Borderless Healthcare Group ยังพบอีกว่า กลุ่ม LGBT มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไปในอาการและโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน มะเร็ง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคซึมเศร้า รวมถึง การใช้สารเสพติด ความผิดปกติของการรับประทาน โภชนาการไม่ถูกต้อง และการถูก Bully

ในขณะที่ประเทศไทย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้รายงานผลการสำรวจเพื่อสอบถามประสบการณ์การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย* ปี 2018-2019 ข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ คนทั่วไปมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่ม LGBT พร้อมสนับสนุนความเท่าเทียมและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ในสังคม และกลุ่ม LGBT ไทย ร้อยละ 92.9 เปิดเผยตัวตนว่าเป็น LGBT กับคนนอกครอบครัว

* กลุ่ม LGBT จำนวน 1,349 ราย และ กลุ่มชายจริง-หญิงแท้ 861 ราย อายุ 18-57 ปี

ที่สำคัญ ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ว่าด้วยเรื่อง การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เมื่อบุคคลใดเห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทําในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พิจารณาได้ เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับกลุ่ม LGBT จากทั่วโลก เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทางเพศ

แล้วขนาดประชากร* และอำนาจการจับจ่าย* ของกลุ่ม LGBT เป็นอย่างไร

ประชากร LGBT ทั่วโลกมีประมาณ 400 ล้านราย โดยประมาณการณ์ประเทศอินเดีย มีกลุ่ม LGBT มากกว่า 70 ล้านราย ประเทศจีน 75 ล้านราย และไทย 4.2 ล้านราย มีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยรวมทั่วโลกสูงถึง 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 117 ล้านล้านบาท และมูลค่าทรัพย์สินในครัวเรือนของกลุ่ม LGBT สูงถึง 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 690 ล้านล้านบาท

รวมทั้ง กลุ่ม LGBT ยังเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวตัวยง สมาคมท่องเที่ยวกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนนานาชาติ ระบุว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT มีการเดินทางท่องเที่ยวบ่อยกว่าและใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยรวมทั่วโลก สูงถึง 218 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.5 ล้านล้านบาท และเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจของไทย ประมาณ 1.15% เป็นสัดส่วนที่มากกว่าประเทศใด ๆ ในโลก

*ข้อมูลจาก Lighthouse LGBT inc. (2021) และ Out Now Consulting (2018)

อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

สินค้าและบริการใด มัดใจกลุ่ม LGBT 

เมื่อพิจารณาจากความต้องการของผู้บริโภคกลุ่ม LGBT จะเห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลง โอกาสและความท้าทายในหลายด้าน นับตั้งแต่ 

อดีต : ประเทศไทย ถือเป็นแหล่งปาร์ตี้ LGBT ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก เป็นเมืองที่ทุกคนต่างอยากเข้ามาสนุกสนาน สังสรรค์ เห็นได้จากงานดนตรีระดับนานาชาติชื่อดังหลายรายการที่เข้ามาจัดให้เฉพาะกลุ่ม LGBT ที่ผ่านมา ทั้ง White Party หรือ G-Circuit 

ปัจจุบัน : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลุ่ม LGBT น่าจับตามองและน่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ประเทศไทย อยู่ตรงกลางระหว่างประชากร LGBT ในตลาดที่มีศักยภาพอย่าง อินเดีย และจีน ซึ่งสามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยโดยใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินไม่เกิน 4 ชั่วโมง 

กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBT ดังเห็นได้จากการจัดอันดับ ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ประจำปี 2562 ของนิตยสาร CEOWORLD สหรัฐอเมริกา ประเทศไทยติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก และเป็นอันดับ 1. ในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 2. ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ 3. ค่าใช้จ่ายในระบบ 4. การเข้าถึงยาคุณภาพ และ 5. ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ ดังนั้น การต่อยอดหรือพิจารณาเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงในกลุ่มนี้ จะสร้างเม็ดเงินและนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

กระแสใหม่กำลังมาแรง : การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์และวัยเกษียณของกลุ่ม LGBT ด้วยการรับรู้ของกลุ่ม LGBT ทั่วโลก ให้การยอมรับว่าไทยเป็น Gay-Friendly Country ค่าครองชีพที่เหมาะสม ไม่แพง และมีธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นที่สนใจจากนักลงทุนและชาวต่างชาติมาโดยตลอด รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) กำหนดแผนดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาว มีเป้าหมาย 1 ล้านคน เพื่อร่วมสร้างรายได้ให้ประเทศ 1 ล้านล้านบาท โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การให้วีซ่าระยะยาว 10 ปี ยกเว้นภาษีมรดก ลดภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือย ลดอัตราภาษีรายได้ ฯลฯ จึงนับเป็นโอกาสและความท้าทายในการต่อยอดธุรกิจจากแนวคิดนี้

อนาคต : การพัฒนาประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี –  ภาพยนตร์ – สินค้าอุปโภคและบริโภค ของกลุ่ม LGBT หรือ พัฒนาจนให้เกิดการรับรู้และจดจำประเทศไทย เป็น HolllywoodforLGBT ซึ่งคาดว่าจะมาถึงอีกไม่นาน ขึ้นอยู่กับใครจะเป็นผู้เริ่มต้นและบุกเบิกสู่ตลาดก่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ครั้งแรกในไทยพร้อมกันทั่วโลก Platform บริการปรึกษาด้านสุขภาพสำหรับ LGBT

Borderless Healthcare Group  ต้อนรับศักราชใหม่แห่งระบอบเศรษฐกิจสำหรับกลุ่ม LGBT ยุค New Normal ในช่วง Pride Month หรือเดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่ม LGBT ในปีนี้ เปิดตัวระบบคลาวด์เพื่อสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBT ที่ใช้ชื่อว่า ‘Borderless.lgbt’

Borderless.lgbt จะเป็นช่องทางเลือกทางการแพทย์ให้แก่กลุ่ม LGBT ให้บริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีผ่านระบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ได้ทุกที่ไร้ขอบเขต พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่ม LGBT ทั่วโลกคอยดูแลชาว LGBT ผ่านระบบคลาวด์ปราศจากพรมแดนร่วมกับแพทย์ท้องถิ่นในคลินิก ในโรงแรมที่พัก หรือแม้แต่ที่บ้าน ได้อย่างสะดวกสบาย

Dr. Wei Siang Yu ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการกลุ่ม Borderless Healthcare Group

ไทยพร้อม ปักหลัก #ภูเก็ต นำร่อง LGBT Medical Tourism Hub

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ปี 2018 และ HVS Market Pulse ภูเก็ต ปี 2019 เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคม ปี 2018 มีจำนวนนักท่องเที่ยวบินมาเที่ยวภูเก็ตสูงสุด ทั้งชาวจีน รัสเซีย ออสเตรเลีย เกาหลี และอินเดีย รวมทั้งใน 2019 นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนทะลุ 12.9 ล้ายราย เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางในฝันของกลุ่ม LGBT  

นอกจากนี้ การจัดอันดับ Medical Tourism Index ปี 2020-2021 พบว่า ประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ในอันดับที่ 5 กรมธนารัษ์ จึงร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาให้ ภูเก็ต กลายเป็นเมืองระดับโลกที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมและการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ที่มีคุณภาพสูงสำหรับชาวไทยและต่างประเทศ

Borderless Healthcare Group เปิดระบบ Platform ออนไลน์ รุกตลาดการแพทย์เพื่อ LGBT
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นฐานการเปิดตัว เนื่องจากกลุ่มชุมชน LGBT ในประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีการขับเคลื่อนตลอดเวลา รวมถึงวัฒนธรรมไทยที่เป็นมิตรกับกลุ่ม LGBT อีกทั้งเป็นเป้าหมายหลักของชุมชนชาวต่างชาติในกลุ่ม LGBT ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศจากรัสเซีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การวิวัฒนาการทางการแพทย์สำหรับกลุ่ม LGBT ในที่พักอาศัย และขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมการบริการ จะเพิ่มมิติทางเศรษฐกิจอีกหลายมิติให้แก่ประเทศไทยอาทิเช่น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของกลุ่ม LGBT, ชีวิตหลังเกษียณอายุของกลุ่ม LGBT, โทรเวชกรรมให้กับกลุ่ม LGBT, ที่พักรีสอร์ทสำหรับกลุ่ม LGBT และนวัตกรรมเพื่อกลุ่ม LGBT ในการเสริมรากฐานให้กับกลุ่ม LGBT ที่มีอยู่ในประเทศไทย

Dr. Wei Siang Yu ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการกลุ่ม Borderless Healthcare Group

ในระหว่างสามเดือนที่จะถึงนี้ Borderless Healthcare Group จะอำนวยความสะดวกให้กับทีมแพทย์ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเครือข่ายและองค์ความรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับนานาชาติอื่นๆ ซึ่งจะปฏิรูปประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เพื่อกลุ่ม LGBT ระดับสากลที่มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยความสามารถในการใช้ระบบคลาวด์ดูแลอย่างต่อเนื่องและไร้พรมแดน ด้วยทีมแพทย์ท้องถิ่นและทีมแพทย์นานาชาติ ยึดหลักสำคัญ คือ ภูมิปัญญาที่ดีที่สุดและเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบทางกฎหมายทางการแพทย์

การพัฒนาระบบนวัตกรรมทางภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่เพื่อกลุ่ม LGBT ผ่านแพลตฟอร์ม Borderless.lgbt จะนำไปสู่ระบอบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืน ระหว่างที่อุตสาหกรรมด้านการบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของประเทศ กำลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ LGBT และท่านใดสนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจลงทะเบียนเข้าร่วม H&WTFFFF Festival (Health & Wellness, Technology, Food, Fund, Film, Fashion Festival) งานระดับโลกซึ่งจะจัดขึ้นที่ภูเก็ตภายในปีนี้ คลิกลงทะเบียนที่ https://borderless.lgbt/about-htwfff/

สราวุธ บูรพาพัธ

สามารถติดตาม PR Matter จากช่องทางอื่นๆ ได้ที่
Instagram : https://www.instagram.com/prmatter
Twitter : https://www.twitter.com/thaiprmatter
Youtube : https://www.youtube.com/prmatter
Blockdit : https://www.blockdit.com/prmatter
Facebook : https://www.facebook.com/prmatter
Website : https://www.prmatter.com

เครดิตภาพ : pixabay.com

เอกสารอ้างอิง

อรพรรณ คงมาลัย และ วสันต์ ใจวงศ์ (2017). การยอมรับและการนำระบบโทรเวชกรรมเข้าไปใช้กับกระบวนการสาธารณสุข ในพื้นที่ห่างไกล กรณีศึกษา : โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยและพัฒนา มจธ., 10(4), 641-650.

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (2019). รายงานผลการสำรวจเพื่อสอบถามประสบการณ์การถูกตีตราและ เลือกปฏิบัติของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย. สืบค้นจาก   https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/publications/UNDP-TH-2019-LGBT-Tolerance-but-not-Inclusion-Fact-Sheet-TH.pdf

ราชกิจจานุเบกษา (2558). พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558, 132(18), 17-27. สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/018/17.PDF

Hfocus (2019). ไทยติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ไต้หวันคว้าที่ 1. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2019/09/17663

ประชาชาติธุรกิจ (11 มิถุนายน 2564). ดึงต่างชาติช็อปอสังหา 1 ล้านคน ระวังกระทบราคาบ้าน-กำลังซื้อคนไทย. สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/property/news-686709

Borderless Healthcare Group(2021).งานเปิดตัว Borderless.lgbt ระบบการแพทย์ในที่พักอาศัย สำหรับกลุ่ม LGBT ในประเทศไทย. วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา 11:00-12.00 น ผ่านทางช่องออนไลน์ Zoom

เผยความลับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงามไทย 2021 0 800

Mintel เผยผลสำรวจชี้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามมีโอกาสเติบโตในไทย เหตุผู้บริโภคกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณ และขาดการตระหนักรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

ผลสำรวจ* ชี้ 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

เป็นที่รู้กันดีว่า ส่วนผสมเสริมการทำงาน (Functional Ingredients) ในสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นส่วนผสมที่ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์และสามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้จริง แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่มากนักที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับส่วนผสมด้านความงามเหล่านั้น จากผลการวิจัยชิ้นใหม่จาก Mintel พบว่า 28%* ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้พิจารณาส่วนผสมของผลิตภัณพ์เมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในขณะเดียวกันผู้บริโภครู้จักส่วนผสมเพียง 3 รายการ (จาก 10 ส่วนผสมที่ทำการสำรวจ) ในหมวด BPC ได้แก่ เปปไทด์ (44%) เซราไมด์ (41%) และเรตินอล (38%)

* ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยจำนวน 2,000 คน อายุ 18+

Mintel Global New Products Database (GNPD) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นหลักๆ ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้มีการเปิดตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงมกราคม 2564 ในตลาดประเทศไทยว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพียง 10% มีส่วนผสมของเซราไมด์ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และเรตินอลมีเพียง 3% และ 1% ตามลำดับ

กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์” แบรนด์จำเป็นต้องให้ความรู้และเติมเต็มช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลของส่วนผสมในผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องสำคัญที่แบรนด์จะต้องสร้างกลยุทธ์และยกระดับปัจจัยที่จะสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

แม้ว่า เปปไทด์ เซราไมด์ และเรตินอล จะเป็นส่วนผสมเสริมการทำงานที่ผู้บริโภคต่างรับรู้มากที่สุด แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลับพูดถึงส่วนผสมดังกล่าวในตลาดน้อยมาก ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มหรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมเสริมการทำงานในตลาดประเทศไทย เพื่อเพิ่มการรับรู้และความสนใจในเรื่องดังกล่าวในอนาคต นอกจากนั้นแบรนด์ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก รวมถึงความโปร่งใสและกลยุทธ์การให้ข้อมูลความรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้บริโภค และดึงดูดผู้บริโภคให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

นายพงศ์พีระ มิตรธรรมพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรายงานผู้บริโภคด้านความงาม ภูมิภาคเอเชียใต้ที่ Mintel 

ความกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้กับส่วนผสมใหม่ ๆ

โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาของผิวพรรณทั้งปัญหาที่มีอยู่เดิมและปัญหาใหม่ๆ จากงานวิจัยของ Mintel ชี้ให้เห็นว่า 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์  (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังพบว่า มากกว่า 1 ใน 3 (34%) ของคนไทยเห็นด้วยว่าส่วนผสมที่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับสามารถแก้ปัญหาใหม่ๆเหล่านี้ได้ดีที่สุด

ยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ศัตรูด้านความงามใหม่ ๆ ก็จะยิ่งเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ ในขณะที่โรคระบาดทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณใหม่ ๆ  เช่น การใส่หน้ากาก ที่ทำให้ผิวหนังระคายเคืองจากมลภาวะ และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ที่เป็นอันตรายต่อผิว แน่นอนว่าผู้บริโภคพยายามมองหาวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไป ซึ่งแบรนด์สามารถโฟกัสปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วรวบรวมปัญหาเหล่านี้มาใช้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาทบทวนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของตนเองเสียใหม่ โดยแบรนด์ควรจะลองพิจารณาเรื่องส่วนผสมที่จะมาเป็นตัวเอกในการหาทางออกให้กับปัญหาของผู้บริโภค”

ในขณะที่วิธีแก้ปัญหาผิวพรรณแบบเดิมๆ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งว่า จะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณได้จริงหรือไม่ ส่วนผสมเสริมการทำงานที่ได้รับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถเติมเต็มช่องว่างของปัญหาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามยุคใหม่มากยิ่งขึ้น  นายพงศ์พีระ กล่าว