ชุดตรวจโควิด-19 แบบ PCR สุดล้ำ ใช้เวลาเพียง 5 นาที โดย Si-Gene Biotech - PR Matter

ชุดตรวจโควิด-19 แบบ PCR สุดล้ำ ใช้เวลาเพียง 5 นาที โดย Si-Gene Biotech 0 556

Si-Gene Biotech นำเสนอชุดตรวจโควิด-19 แบบ PCR สุดล้ำเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอที่ใช้ตรวจหาโรคได้ในเวลาเพียง 5 นาทีหวังช่วยจัดการกับการแพร่ระบาด 

อย่างที่ทราบกันว่า การตรวจจับกรดนิวคลีอิกเป็น “มาตรฐานทองคำ” ในการตรวจหาไวรัสโคโรนา ทั้งยังมีความไวและความจำเพาะสูงในการวินิจฉัยตั้งแต่ต้น ๆ วิธีการที่นิยมที่สุดในการตรวจหาลำดับกรดนิวคลีอิกเจาะจงไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นคือเทคนิค polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดแต่ใช้เวลานานเมื่อทำด้วยเทคนิคแบบทั่วไป โดยใช้เวลาตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงไปจนถึงหลายชั่วโมง อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีสุดล้ำจาก Si-Gene Biotech จะเข้ามาช่วยลดเวลาตรงนี้ลงได้อย่างมาก

เมื่อไม่นานมานี้ Shanghai Si-Gene Biotech Co., Ltd(Si-Gene) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทอย่าง Micro-nano Chip Variable Temperature Nucleic Acid Amplification Analyzer ซึ่งนอกจากจะมีความไวและความจำเพาะสูงแบบที่พบได้ในเทคนิค PCR แล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังใช้เทคนิคชิปซิลิคอน เพื่อลดเวลาในการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอด้วยวิธี PCR ให้ถึง 40 รอบ จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 5 นาที ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นเทคโนโลยีตรวจจับกรดนิวคลีอิกแบบรวดเร็วเกรดการแพทย์ชั้นนำของโลก

Si-Gene Biotech ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Shanghai Industrial Technology Research Institute (SITRI) เป็นบริษัทนวัตกรรมไฮเทคที่มุ่งใช้เทคนิคชิปเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้บริการอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และวงการสุขภาพในภาพรวม โดย Micro-nano Chip Variable Temperature Nucleic Acid Amplification Analyzer เป็นโปรเจกต์ฉุกเฉินของแผนวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นในระดับประเทศ เมื่อโรคระบาดลุกลามในวงกว้าง SITRI ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำในระดับสากลหลายแห่ง (IMEC) และประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มทดสอบด้วยเทคนิค PCR ที่ทำงานได้เร็วเป็นพิเศษในระดับพลิกวงการเช่นนี้

ปัจจุบัน Micro-nano Chip Variable Temperature Nucleic Acid Amplification Analyzer ได้รับเครื่องหมาย CE และจดทะเบียนกับ FDA แล้ว

ในอนาคตอันใกล้ Si-Gene Biotech จะยึดมั่นกับแนวคิดนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง และอุทิศตนให้กับการนำเทคโนโลยีชิปมาประยุกต์ใช้ในการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อุปกรณ์การแพทย์ที่มีความโดดเด่น รวมถึงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุดล้ำในรูปแบบโซลูชันวินิจฉัยระดับโมเลกุล ทำลายขีดจำกัดในการทดสอบกรดนิวคลีอิก โซลูชันทดสอบกรดนิวคลีอิกที่ทำงานได้รวดเร็วรองรับกรณีการใช้งานทั่วไปและทั้งหมด เหมาะกับการใช้งานในคลินิกไข้และห้องฉุกเฉิน เช่นเดียวกับสถานดูแลสุขภาพพื้นฐาน ศุลกากร สนามบิน รวมถึงจุดตรวจสอบสัตว์และพืช

Shanghai Si-Gene Biotech Co., Ltd.

อีเมล: info@si-gene.com

Linkedin: https://www.linkedin.com/company/si-gene/

เว็บไซต์: www.si-gene.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก 0 1124

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกที่ยังไม่บรรเทาเบาบางลง CGTN Think Tank ได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก (Analytical Report on the Global Situation of the COVID-19 Pandemic) ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Johns Hopkins University, Our World in Data และ Pharmaceutical Technology ที่ยังไม่มีการประมวลผล รวมทั้งวิเคราะห์รายงานวิจัยทางวิชาการ ตลอดจนอ้างอิงผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโลก และคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่มีชื่อเสียง

รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดใน 51 ประเทศตัวอย่าง เพื่อทำการจัดอันดับและสะท้อนถึงสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดในประเทศเหล่านี้ โดยเน้นในส่วนของความปลอดภัยส่วนบุคคล ความมั่นคงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอแนวคิดและทิศทางในการต่อสู้กับโรคระบาดให้แก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 

รายงานดังกล่าววิเคราะห์และประเมินสถานะการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในปัจจุบันของ 51 ประเทศโดยอ้างอิงตัวบ่งชี้ 5 ประการ ได้แก่ ยอดผู้ติดเชื้อสะสม ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตสะสม ยอดฉีดวัคซีน และวงจรการแพร่ระบาดจนถึงการควบคุมโรค ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกาทำผลงานได้แย่ที่สุดใน 3 จาก 5 ตัวบ่งชี้ โดยสหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 34 ล้านราย ซึ่งสูงที่สุดในโลก และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 600,000 ราย ซึ่งสูงที่สุดในโลกเช่นกัน ส่วนจำนวนวันที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่า 5,000 รายต่อวันตลอดวงจรการแพร่ระบาดจนถึงการควบคุมโรคมีเพียง 62 วัน ซึ่งแย่ที่สุดในประเทศตัวอย่าง 

ข้อมูลยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ในประเทศยุโรปยังไม่สู้ดีนัก โดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลี ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อสะสมและยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ในระดับสูง 

ส่วนในเอเชียนั้น บางประเทศสามารถป้องกันและควบคุมโรคได้ดีเพราะมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสั่งห้ามเข้าประเทศ การกักตัว และการตรวจเชื้อบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวด

โดยจีนมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำที่สุดในประเทศตัวอย่าง และมียอดฉีดวัคซีนสูงสุดในโลก

ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามมียอดผู้เสียชีวิตสะสมต่ำที่สุดในประเทศตัวอย่าง

ส่วนเกาหลีใต้ได้ปรับระดับการตอบสนองต่อโรคระบาดให้รวดเร็วขึ้น จนยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่า 5,000 รายต่อวันนานถึง 537 วัน 

ในแง่ของยอดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จีนเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศที่มียอดฉีดวัคซีนสูงสุด เพราะมีความสามารถในการพัฒนาและผลิตวัคซีนด้วยตัวเอง ปัจจุบัน จีนฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1.4 พันล้านโดส นอกจากนั้นยังมอบสารละลายเข้มข้นและวัคซีนโควิด-19 กว่า 500 ล้านโดสให้แก่องค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่าง ๆ กว่า 100 แห่งทั่วโลก หรือเท่ากับ 1 ใน 6 ของการผลิตวัคซีนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนาย่ำแย่กว่ามากเมื่อเทียบกับในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากความไม่เท่าเทียมในการกระจายวัคซีนทั่วโลก โดยประเทศที่มีการฉีดวัคซีนน้อย เช่น เวียดนามและอิรัก ยังคงห่างไกลจากการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย เช่น บริการสุขภาพที่ย่ำแย่และการกักตุนวัคซีนในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ 

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อ ยอดผู้เสียชีวิต และยอดฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันในประเทศและดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก มีความสัมพันธ์อย่างมากกับมาตรการและนโยบายป้องกันและควบคุมโรคระบาดของแต่ละประเทศ และตอกย้ำว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด

ข้อมูลอ้างอิงจาก พีอาร์นิวส์ไวร์

https://www.prnewswire.com/news-releases/cgtn-think-tank-releases-an-analytical-report-on-the-global-situation-of-the-covid-19-pandemic-301340588.html

3 ภาคี แนะทาง “รุ่ง” อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล สวนกระแสลบวิกฤตโควิด 0 1088

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน บริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา จัดเสวนาออนไลน์ “เราจะฝ่าวิกฤต อ้อย และน้ำตาลไทยได้อย่างไร” แนะทางออก เอกชนและเกษตรกรผลิตตามมาตรฐานสากล เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการผลิต เน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร รวมทั้ง นำนวัตกรรมเสริมศักยภาพเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด อันนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมอ้อยละน้ำตาลอย่างยั่งยืน

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2564 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (United States Department of Agriculture : USDA) พบว่า ภาพรวมคลังน้ำตาลในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3 ล้านตัน จากเดิม 42.8 ล้านตัน เป็น 45.8 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคลดลง มีการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นบางประเทศที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย รวมทั้ง ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา 

จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก ภาคเอกชนและเกษตรกรจะต้องนำมาตรฐานสากลต่าง ๆ เช่น Bonsucro หรือ Fairtrade International และ Organic เข้ามาปรับใช้ตลอดกระบวนการ ให้สอดคล้องกับความต้องการแต่ละตลาด ตลอดจน จะต้องพัฒนาระบบบริหารการจัดการ เทคโนโลยีในการผลิต เก็บเกี่ยวและขนส่งให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง ต้นทุนลดลงแต่กำไรเพิ่มมากขึ้น

ดร. ธวัช หะหมาน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาด้านอ้อย น้าตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวสนับสนุนว่า ปัจจุบัน วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อการส่งออกและการบริโภค ร่วมกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลต่อการผลิตของชาวไร่อ้อย จะเป็นปัญหาหลักแล้ว แต่ยังมีวิกฤตอื่นที่เกษตรกรยังไม่สามารถจัดการได้ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขาดเสถียรภาพและความมั่นคงในการส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล ขาดแหล่งทุน ขาดแรงงาน และการเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยวทำให้เกิดมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 

ดังนั้น สอน. จึงแสวงหาหนทางก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ โดยขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาแบบองค์รวม (BCG) ใน 3 มิติ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปรับแก้ไขกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สนับสนุนอุตสาหกรรมโดยไม่ขัดแย้งกับข้อบังคับความร่วมมือในระดับนานาชาติ จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักร เพื่อส่งเสริมการผลิต พัฒนาความรู้ สร้างเครือข่าย และสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้ง สร้างกลไก และสนับสนุนให้โรงงานน้ำตาลรับซื้อเศษซากใบ และยอดอ้อย และผลักดันธุรกิจที่ต้องการเชื้อเพลิงได้ใช้ เศษซากใบและยอดอ้อย อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นประสานความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร

นาย ผดุงพงศ์ เสริญไธสง ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการ ซินเจนทา กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านการบริโภคน้ำตาลในประเทศแต่ละปี และส่งออก หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การพัฒนาภาคการผลิตให้มีศักยภาพเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด สอดล้องกับเป้าหมายของซินเจนทา ในการนำนวัตกรรมมาช่วยเหลือกระบวนการผลิต เพื่อลดความสูญเสีย ดูแล และกระตุ้นให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดการกับวัชพืช ที่เป็นศัตรูอ้อยที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงทันที ประกอบกับปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาวัชพืชต้านทานสารกำจัดวัชพืชเดิม ทำให้ต้องผสมสารฯ หลายชนิดเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นวัตกรรมล่าสุดของซินเจนทา จึงได้แนะนำ “คาลารีส (Calaris)” ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แคโรทีนอยด์และการสังเคราะห์แสงของวัชพืช มีประสิทธิภาพคุมวัชพืชได้นาน ไม่เป็นพิษต่ออ้อย นวัตกรรม “คาลารีส (Calaris)” จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนด้านแรงงาน ไม่ต้องกำจัดวัชพืชบ่อยครั้ง เหมาะกับสภาวะปัจจุบันและอนาคตที่แรงงานในภาคเกษตรขาดแคลนจึงต้องนำนวัตกรรมมาใช้ และยังตอบโจทย์เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากลต่างๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ซินเจนทา กำลังวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่เพิ่มเติม ชื่อ โมดดัส (MODDUS) ซึ่งจะมาช่วยให้ผลผลิตดีขึ้นด้วยการเพิ่มค่าโพล หรือ น้ำตาลซูโครสในอ้อย (Pol) ทำให้ผลผลิตอ้อยมีค่าน้ำตาลเพิ่มขึ้น หรือ ร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น อันจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ทุก ๆ 1 ซีซีเอส (C.C.S.) หรือ ค่าร้อยละของน้ำตาลซูโครส จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 50 บาทต่อ 1 ตันอ้อย หรือคิดเฉลี่ยต่อไร่ จะได้เพิ่ม 500 บาท “

ทั้งหมดนี้ เป็นความมุ่งมั่นของ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมอบรมให้ความรู้ เพื่อให้ภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการไร่อ้อยได้ดี มีผลผลิตที่คุ้มค่า โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์กล่าวทิ้งท้าย