เผยความลับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงามไทย 2021 - PR Matter

เผยความลับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงามไทย 2021 0 799

Mintel เผยผลสำรวจชี้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามมีโอกาสเติบโตในไทย เหตุผู้บริโภคกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณ และขาดการตระหนักรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

ผลสำรวจ* ชี้ 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

เป็นที่รู้กันดีว่า ส่วนผสมเสริมการทำงาน (Functional Ingredients) ในสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นส่วนผสมที่ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์และสามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้จริง แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่มากนักที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับส่วนผสมด้านความงามเหล่านั้น จากผลการวิจัยชิ้นใหม่จาก Mintel พบว่า 28%* ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้พิจารณาส่วนผสมของผลิตภัณพ์เมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในขณะเดียวกันผู้บริโภครู้จักส่วนผสมเพียง 3 รายการ (จาก 10 ส่วนผสมที่ทำการสำรวจ) ในหมวด BPC ได้แก่ เปปไทด์ (44%) เซราไมด์ (41%) และเรตินอล (38%)

* ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยจำนวน 2,000 คน อายุ 18+

Mintel Global New Products Database (GNPD) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นหลักๆ ของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้มีการเปิดตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงมกราคม 2564 ในตลาดประเทศไทยว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพียง 10% มีส่วนผสมของเซราไมด์ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และเรตินอลมีเพียง 3% และ 1% ตามลำดับ

กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในประเทศไทยคือ การสร้างฐานการรับรู้เกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์” แบรนด์จำเป็นต้องให้ความรู้และเติมเต็มช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลของส่วนผสมในผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องสำคัญที่แบรนด์จะต้องสร้างกลยุทธ์และยกระดับปัจจัยที่จะสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

แม้ว่า เปปไทด์ เซราไมด์ และเรตินอล จะเป็นส่วนผสมเสริมการทำงานที่ผู้บริโภคต่างรับรู้มากที่สุด แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลับพูดถึงส่วนผสมดังกล่าวในตลาดน้อยมาก ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มหรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมเสริมการทำงานในตลาดประเทศไทย เพื่อเพิ่มการรับรู้และความสนใจในเรื่องดังกล่าวในอนาคต นอกจากนั้นแบรนด์ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก รวมถึงความโปร่งใสและกลยุทธ์การให้ข้อมูลความรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้บริโภค และดึงดูดผู้บริโภคให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

นายพงศ์พีระ มิตรธรรมพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรายงานผู้บริโภคด้านความงาม ภูมิภาคเอเชียใต้ที่ Mintel 

ความกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้กับส่วนผสมใหม่ ๆ

โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาของผิวพรรณทั้งปัญหาที่มีอยู่เดิมและปัญหาใหม่ๆ จากงานวิจัยของ Mintel ชี้ให้เห็นว่า 70% ของผู้บริโภคเห็นด้วยว่า สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ในขณะที่ผู้บริโภคบางรายระบุว่ามลภาวะ (37%) และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์  (16%)  เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังพบว่า มากกว่า 1 ใน 3 (34%) ของคนไทยเห็นด้วยว่าส่วนผสมที่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับสามารถแก้ปัญหาใหม่ๆเหล่านี้ได้ดีที่สุด

ยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ศัตรูด้านความงามใหม่ ๆ ก็จะยิ่งเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ ในขณะที่โรคระบาดทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณใหม่ ๆ  เช่น การใส่หน้ากาก ที่ทำให้ผิวหนังระคายเคืองจากมลภาวะ และ แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ที่เป็นอันตรายต่อผิว แน่นอนว่าผู้บริโภคพยายามมองหาวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไป ซึ่งแบรนด์สามารถโฟกัสปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วรวบรวมปัญหาเหล่านี้มาใช้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาทบทวนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของตนเองเสียใหม่ โดยแบรนด์ควรจะลองพิจารณาเรื่องส่วนผสมที่จะมาเป็นตัวเอกในการหาทางออกให้กับปัญหาของผู้บริโภค”

ในขณะที่วิธีแก้ปัญหาผิวพรรณแบบเดิมๆ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งว่า จะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณได้จริงหรือไม่ ส่วนผสมเสริมการทำงานที่ได้รับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถเติมเต็มช่องว่างของปัญหาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามยุคใหม่มากยิ่งขึ้น  นายพงศ์พีระ กล่าว

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Call Out กระแสที่นักสื่อสารจัดการได้ 0 493

ตามความหมายของ Call-out Culture คือ รูปแบบสมัยใหม่ของการกีดกันเชิงการเมือง โดยบุคคลจะถูกผลักดันให้ออกจากวงสังคมหรือวงการวิชาชีพ ไม่ว่าจะในชีวิตจริง บนโลกออนไลน์ หรือบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ บุคคลที่ถูกการกระทำดังกล่าว สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งคือ การยกเลิกสนับสนุน หรือ การแบน หรือ การคว่ำบาตร (Cancelled)

การแสดงออกลักษณะนี้ ส่วนมากใช้ในความหมายแฝงเชิงลบ เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า วัฒนธรรมแห่งการแบนหรือคว่ำบาตร (Cancelled Culture) โดยปกติ จะถูกใช้เมื่อมีการโต้เถียงหรือวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักการของเสรีภาพของการแสดงออก ความคิดเห็น ปราศจากความกลัวจากการตอบโต้ การเซ็นเซอร์ การลงโทษทางกฏหมาย

อย่างไรก็ตาม สิทธิเสรีภาพดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้ มาตราที่ 19 ของ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights : UDHR) และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (International Human Rights Law) ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : (ICCPR) อันเป็นข้อตกลงระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีเมื่อ 29 ตุลาคม 2539 มีผลใช้บังคับ 30 มกราคม 2540

มาตราที่ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ระบุว่า (1) ทุกคนมีสิทธิที่แสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการสอดแทรกหรือแทรกแซง และ มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยสิทธินั้นรวมถึงการแสวงหา การได้รับ บอกกล่าวข้อมูลและความคิดในทุกเรื่องอย่างไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะด้วยการพูด การเขียน หรือการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งในรูปแบบของศิลปะ หรือผ่านสื่อต่าง ๆ ตามที่ตนเลือก แต่ ในมาตราที่ 19 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้ระบุข้อบัญญัติไว้เพิ่มเติมว่า “การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย โดยการใช้สิทธินั้นต้องเคารพในสิทธิและชื่อเสียงของบุคคลอื่น และการรักษาความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยหรือการสาธารณสุขหรือศีลธรรมของประชาชน”

แนวคิดของวัฒนธรรมการยกเลิกสนับสนุน หรือ การแบน หรือ การคว่ำบาตร (Cancelled Culture) เป็นหนึ่งในตัวแปรของ รูปแบบสมัยใหม่ของการกีดกันเชิงการเมือง (Call-out Culture) และถือเป็นรูปแบบของการคว่ำบาตร (Boycotting) หรือ การปฏิเสธทางสังคม (Shunning) มักจะเกี่ยวข้องกับบุคคล โดยเฉพาะศิลปินหรือผู้มีชื่อเสียง ซึ่งถือว่าจะต้องแสดงหรือพูดถึงประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาหรือกำลังถกเถียง

สำหรับกระแสที่กำลังถูกพูดถึงปัจจุบัน ดราม่า! นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (สภาผู้แทนราษฎร) ร้องขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น ของเหล่าดารากว่า 20 ราย ว่าเข้าข่ายประการใดหรือไม่ ภายใต้กรอบของกฎหมายและความถูกต้อง อ่านเพิ่มเติม https://mgronline.com/crime/detail/9640000071293 ทั้งนี้ ก็ต้องมาพิจารณาถึงรายละเอียดของพฤติกรรมการแสดงออกและความคิดเห็นของดาราแต่ละบุคคลว่าเป็นไปตามมาตราที่ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือไม่ หากไม่ขัดต่อมาตราดังกล่าว ก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล

เครดิตภาพ : โพสทูเดย์ https://www.posttoday.com/ent/news/630645

หรือ การเรียกร้องของชาวเน็ต ให้คู่รักดาราชื่อดัง ออกมา Call out ถึงเหตุการณ์บ้านเมือง เหมือนดาราท่านอื่นที่ได้มาแสดงความคิดเห็นก่อนหน้า และชาวเน็ตต่างกำลังตามทยอยเริ่มออกทัวร์ให้ดาราคนอื่น ๆ ออกมาเรียกร้องสิทธิกันอย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม https://www.brighttv.co.th/entertain/couple-dara-gossip

จากกระแสดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่อยากให้องค์กรหรือแบรนด์ได้แสดงจุดยืนของตน และง่ายมากขึ้นที่จะพบเห็นถ้อยคำหรือการประนามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภค มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดภาพการรับรู้ของสาธารณชนต่อองค์กรหรือแบรนด์ ทั้งในแง่การแสดงออกและพฤติกรรม อันเป็นดาบสองคม คมแรก จะช่วยส่งเสริมแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ แต่อีกคมหนึ่งนั้น ก็สามารถทำให้แบรนด์เกิดความเสียหายได้

หลายปีที่ผ่านมา Call-out Culture กลายเป็นหนึ่งในกระแสนิยมของสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกำหนด hashtag เพื่อแบนหรือคว่ำบาตรแบรนด์หรือองค์กรหรือบุคคล ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของนักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับแบรนด์ เพราะทุกสิ่งที่เคยพูดถึงหรือแชร์บนโลกออนไลน์จะอยู่คงไปยาวนาน ยากต่อลบเลือนออก แต่สิ่งที่สามารถดำเนินการได้นั่นคือ การฟื้นฟูและรักษาแบรนด์ให้กลับมาอยู่บนความเชื่อถือและเชื่อมั่นของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม เมื่อแบรนด์ตกอยู่ในภาวะที่ถูก Call out แล้วจะทำอย่างไร ติดตามได้ในตอนต่อไป

สราวุธ บูรพาพัธ

เครดิตภาพ : โพสทูเดย์ https://www.posttoday.com/ent/news/630645

ข้อมูลอ้างอิง

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สืบค้นจาก https://deepsouthwatch.org/sites/default/files/archives/docs/iccpr_th.pdf

ผู้จัดการออนไลน์ (21 กรกฎาคม 2564). “สนธิญา” จี้ ตรวจสอบ ดารา Call out กว่า 20 ราย แซะรัฐบาล แก้ไขโควิด. สืบค้นจาก https://mgronline.com/crime/detail/9640000071293

Brighttv (20 ก.ค. 2021). ไม่รอด! คู่รักดาราตัวท็อปทัวร์ลงคู่ หลังชาวเน็ตเรียกร้องให้ออกมา Call out. สืบค้นจาก https://www.brighttv.co.th/entertain/couple-dara-gossip

Cancel culture (2021). Wikipedia. Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Cancel_culture

6 ทางรอดธุรกิจยุคโควิด 0 528

ผลสำรวจ “ASEAN SME Transformation Study 2020 ชี้ ธุรกิจให้ความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยี จะช่วยธุรกิจในช่วงโควิด คิดเป็น ร้อยละ 64 ธุรกิจ SMEs ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนไทย สูงถึงร้อยละ 71 

ถึงเวลาแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างเป็นการเร่งด่วน (Digital Transformation – DX) เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้อยู่รอดแต่ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมภายหลังวิกฤตการณ์ครั้งนี้

นางสาวสิรินันท์ จิรดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส Digital Engagement & FinTech Innovation ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

ทั้งนี้ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญ แต่เอสเอ็มอีต้องแน่ใจว่าฟังก์ชันทางธุรกิจทั้งหมดพร้อมแล้วสำหรับกระบวนการปรับสู่ดิจิทัล แม้ว่าจะสามารถนำระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาแทนกระบวนการทำงานที่ต้องทำด้วยตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงจะต้องปรับใช้แนวคิดที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีและโซลูชันด้านดิจิทัลต่างๆ มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว 

ล่าสุด รายงานของ Digital Transformation: Reshaping The Way  We Work[2]  โดยธนาคารยูโอบี  ร่วมกับ Digital Reality บริษัทให้คำปรึกษาและบริหารจัดการธุรกิจดิจิทัล จึงได้แนะนำเอสเอ็มอีในการเริ่มต้นเส้นทางธุรกิจดิจิทัลด้วยกรอบแนวคิด ‘ASSESS’ประกอบด้วย 

  1. Ascertain the problem(s): ตรวจสอบปัญหา อันดับแรก เอสเอ็มอีจะต้องระบุปัญหา/ความท้าทายที่สำคัญที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ และวิเคราะห์ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการไหนบ้างที่พนักงานใช้เวลามากเกินไปในดำเนินการ

 2.   Set goals:  กำหนดเป้าหมาย จากนั้น เอสเอ็มอีจะต้องกำหนดเป้าหมายและระบุส่วนงาน / กระบวนการที่ต้องการปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล  เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอียังคงขีดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดได้อย่างเหมาะสม

3. Select partners : ค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจ หลังจากที่กำหนดเป้าหมายแล้ว เอสเอ็มอีจะต้องเลือกพันธมิตรเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล ซึ่งมาจากหลากหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับขอบเขตการปรับองค์กรสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรที่เป็นบริษัทผู้จัดหาเทคโนโลยีหรือดิจิทัลโซลูชันโดยตรง นอกจากนี้การเป็นพันธมิตรกับ อาทิ ธนาคาร อาจช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงการขอรับสิทธิประโยชน์ / เงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพราะการเลือกพันธมิตรที่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ จะยิ่งเป็นโอกาสที่ดีในการได้รับการสนับสนุนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย

4.   Empower employees: เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงาน เมื่อเอสเอ็มอีจะปรับตัว ฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กรชิ้นสำคัญอย่างพนักงานจึงต้องมีความพร้อมในการก้าวสู่ดิจิทัลด้วยเช่นกัน เอสเอ็มอีจึงต้องจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ให้แก่พนักงาน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะ เพื่อเตรียมพร้อมและให้เห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของพวกเขาดีขึ้น

5.   Streamline processes: เพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการทำงาน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีสู่ดิจิทัลอาจสร้างแรงกดดันให้กับพนักงานที่ไม่คุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นจึงควรรวมพนักงาน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำโซลูชัน หรือเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทดลองใช้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ที่องค์กรนำเข้ามาใช้ จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่อย่างไร นอกจากจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ก็จะเห็นถึงประโยชน์และยอมรับได้ง่ายขึ้น

6.   Support forward-thinking ideas: สนับสนุนไอเดียที่ก้าวล้ำ: เอสเอ็มอีจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างยอมรับนวัตกรรมและไอเดียใหม่ๆ  สภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนการคิดค้นและเสนอแนะสิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้เอสเอ็มอีประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล

หนึ่งในทางลัดที่ช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ปรับองค์กร คือโครงการ Smart Business Transformation (SBTP)  ดำเนินการโดย ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และเดอะ ฟินแล็บ นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นโครงการที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถนำเครื่องมือทางธุรกิจและดิจิทัลโซลูชันไปใช้ได้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ตลอดจนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจต่างๆ รวมถึงสร้างทัศนคติและความคิดดิจิทัลให้เกิดขึ้นในองค์กร 

ที่สำคัญ ยังช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงข้อมูลและแหล่งเงินทุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้อีกด้วย
ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลกระทบในระยะยาว การปรับตัวธุรกิจแบบเดิมสู่ระบบดิจิทัล จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะให้ธุรกิจอยู่รอด ยั่งยืน และแข่งขันได้ ใครปรับก่อน ย่อมได้เปรียบ 

สำหรับเอสเอ็มอีที่สนใจปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล เยี่ยมชมรายละเอียดหรือลงทะเบียนได้ที่ https://thefinlab.com/thailand/


ผลการสำรวจ “ASEAN SME Transformation Study 2020 : The survey was conducted among 1,000 small businesses with annual turnover of $20 million and below before and during the COVID-19 pandemic, in the third quarter of 2019 and May 2020 respectively. Small businesses across five ASEAN markets – Indonesia, Malaysia, Singapore, Thailand and Vietnam – were surveyed.https://www.uobgroup.com/industry-insights/reshaping-the-way-we-work.page