ด่วน 🚨 LINE MAN เปิดรับคนขับเพิ่ม รับมือ C0VID-19 ในอยุธยา 0 1148

• จากการระบาดของ C0VID-19 ระลอกใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ส่งอาหารเดลิเวอรี่จึงเป็นกำลังสำคัญในการส่งอาหารถึงบ้านโดยที่ผู้สั่งไม่ต้องออกไปไหน

• โดย LINE MAN ในจังหวัดอยุธยา ยังเปิดรับคนขับส่งอาหารจำนวนมาก มีรายได้สูงสุดถึง 26,000.-ต่อเดือน (ขึ้นกับปริมาณงานและพื้นที่ให้บริการ) ผู้สนใจสามารถสมัครได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เริ่มงานได้ทันทีในวันถัดไป ทางแอพ LINE MAN Rider จาก Google Play Store ในช่วง C0VID-19 ยังมีอินเซนทีฟพิเศษ และยังได้เสื้อแจ็คเก็ตกับกล่องส่งอาหารอีกด้วย

• นอกจากนี้ ทาง LINE MAN ยังมีมาตรการดูแลคนขับในช่วงแพร่ระบาดของ C0VID-19 ตามเงื่อนไขของบริษัท โดยในกรณีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัวสูงสุด 14 วัน จะได้เงินเยียวยารวม 2,800.- หากตรวจพบเชื้อ จะได้รับเงินเยียวยาทันที 2,000.- และได้รับเงินเยียวยาในระหว่างพักรักษาตัวสูงสุด 9,000.- เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะอยู่เคียงข้างและดูแลทั้งผู้สั่ง ร้านอาหาร และคนขับ

• LINE MAN ยังคงเน้นย้ำมาตรการรับมือโควิดเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ร้านค้า ผู้ส่งอาหาร ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น คุมเข้มความปลอดภัยของผู้ส่งอาหาร และส่งเสริมให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์แทนการใช้เงินสด เพื่อให้ทุกคนมีความสบายใจว่าการสั่งอาหารมาส่งที่บ้านยังมีความปลอดภัยเต็มที่

📌 อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครคนขับได้ที่ https://lineman.freshdesk.com/support/solutions/19000103179 

📌 หรือสมัครได้ผ่านแอปพลิเคชัน LINE MAN Rider บน Play Store (รองรับเฉพาะ Android) กดดาวน์โหลดได้ที่https://riderapp.onelink.me/7tkQ/43152d11

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไทยพัฒนาหัตถกรรมไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลก 0 1148

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ  และ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย  โดย ดร.สุรภีร์  โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน ในการร่วมกันพัฒนาบุคลากรและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง ให้มีความเข้มแข็งใน 3 มิติ ทั้งคุณภาพ (quality) รูปแบบที่ทันสมัย (creative) และความต้องการของตลาด (marketing) เพื่อเตรียมพร้อมก้าวไปสู่ Thailand 4.0 สอดคล้องตามในโยบายภาครัฐบาลที่ได้วางไว้

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทยที่มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากประกอบด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดย่อยจํานวนมากมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร มีทําเลตั้งอยู่ในศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่พร้อม โดยสามารถสร้างมูลค่าการค้าปีละมากกว่า 200,000 ล้าน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตระหนักถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ที่ต้องแข่งขันในวันข้างหน้า จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน กับสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ในครั้งนี้ ด้วยทั้ง 2 องค์กร มีแนวทางการดำเนินงานบนแนวทางดียวกัน ที่มุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก”

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อสร้างการประยุกต์องค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายรวมถึงสมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่ายในเรื่องผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและแฟชั่น และเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอ พื้นเมืองให้มีคุณภาพ (Quality)  มีรูปแบบที่ทันสมัย (Creative) ตอบสนองความ ต้องการของตลาด ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและยอดจำหน่ายให้มากขึ้น (Marketing) และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) สอดคล้อง กับนโยบายภาครัฐในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ในอนาคตอันใกล้นี้”

ด้านดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการดําเนินการแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการพัฒนาอย่างชัดเจนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องมีการกํากับดูแลเพื่อให้การดําเนินงานมีผลสัมฤทธิ์ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย”

“โดยแนวทางและขอบเขตที่จะร่วมกันพัฒนานั้น ทั้งสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย และ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะจัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย ในหัวข้อที่เหมาะสม รวมทั้งการสนับสนุนวิทยากรหรือสถานที่ฝึกอบรมซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาข้อกำหนดฉลากคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทย เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง เช่น ด้านคุณภาพ ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการใช้งานและ ความสวยงาม เป็นต้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์จะร่วมกันพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่และตอบสนองความต้องการของตลาด”

เพื่อตอกย้ำให้ชัดเจนถึงศักภาพและฝีมือของคนไทย ทั้ง 2องค์กรได้จัดให้มีการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบของกลุ่มผู้ผลิตผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาสินค้าผ้าไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผ้าไทยว่าสามารถนำมาพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัยด้วยแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ และสมาคมฯ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ของสมาชิกที่มีความปราณีตสวยงามมาร่วมสมทบเพื่อจัดแสดงในงานนี้ด้วย งานนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การสร้างสรรค์ของหัตถกรรมไทยทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมจะพัฒนาแฟชั่นไทยให้เป็นศูนย์กลางในอาเซียน และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เวทีระดับชาติด้านสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 0 1330

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) จัดเวทีประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 ภายใต้ประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หวังขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อการฟื้นฟูกลับที่ดีขึ้นกว่าเดิม ระดมผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เข้าร่วมงานกว่า 100 คน 

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ยังได้ร่วมกับพันธมิตรจัดตั้งศูนย์อบรมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Academy) โดยจะเริ่มเปิดหลักสูตรนำร่องในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ และจะขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2564 เพื่อติดอาวุธภาคธุรกิจไทยให้ปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UN Development Programme – UNDP) จัดการประชุมระดับชาติ
ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 (
National Dialogue on Business and Human Rights)  ในหัวข้อ“ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” เพื่อหารือถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด 19 รวมทั้งการหาทางป้องกันและเสริมความเข้มแข็งแก่ภาคธุรกิจต่อไปในอนาคต

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่าโควิด-19 จัดเป็นวิกฤติการณ์ระดับโลกที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทุกมิติ โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศสามารถก้าวผ่านระยะการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิถีปกติใหม่ หรือ New Normal ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ซึ่งภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชนให้กับภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กได้ อีกทั้งภาคธุรกิจของประเทศไทย ในฐานะที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาค สามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเรื่องนี้ในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในระดับระหว่างประเทศอีกด้วย” 

นายนพปฎล เดชอุดม เลขาธิการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงผลกระทบด้านแรงงานทั้งในไทยและระดับโลก เพื่อเป็นตัวอย่างของความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งประเด็นที่อาจถูกมองข้าม อาทิ สุขภาพจิตของแรงงานที่ยังอยู่ในองค์กรและแรงงานที่ต้องพ้นสภาพ ขณะเดียวกัน ยังได้ยกตัวอย่างของการจัดตั้ง Business and Human Rights Academy ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสมาคมฯ ในการส่งเสริมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้เป็น “เรื่องง่าย” ที่ธุรกิจทั้งบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถ “เข้าถึง” “เข้าใจ” และ “นำไปปฏิบัติจริง” เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายให้ Business and Human Rights Academy นี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกด้วย

คุณโลวิต้า รามกุทธี  โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “UNDP ได้นำเสนอกรอบการดำเนินงานสำหรับรัฐบาลและภาคธุรกิจ โดยภาครัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาส อาทิ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ หรือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทางสังคมน้อย ในขณะที่ ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน แม้อยู่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข เพราะการตรวจสอบรอบด้านในเชิงสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ในการระบุความเสี่ยง เพื่อทำให้สามารถหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อแรงงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ ซึ่ง UNDP ได้สร้างเครื่องมือประเมินตัวเองที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจในการพิจารณาและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากโควิด-19  และเพื่อขับเคลื่อนแผนการฟื้นฟูนี้ ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างอนาคตที่ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมคุณภาพของสังคม การคุ้มครองแรงงานตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ สร้างความปกติใหม่ หรือ New normal บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ ภายในงานยังประกอบด้วยการอภิปรายบนเวทีเสวนาด้านสิทธิมนุษยชน 3 ประเด็น ได้แก่ การดําเนินงานเกี่ยวกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน การสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจ และเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเวทีแรก เป็นเวทีเสวนา “การดำเนินงานกับข้อท้าทายเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน” ได้หยิกยกประเด็นผลกระทบต่อแรงงานและนายจ้างในสถานการณ์นี้ ซึ่งการปรับตัวของภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับลดต้นทุน และปรับลดแรงงาน รวมถึงประเด็นของแรงงานต่างด้าว ความเหลื่อมล้ำ และไม่เท่าเทียมกัน โดยตัวแทนจากกลุ่มแพรนด้า จิวเวอรี่ สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และองค์กร Human Right Watch ได้แชร์มุมมองในมิติของผู้นำองค์กรธุรกิจ และภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนว่า ลูกจ้างกับนายจ้างจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น และมีสัญญาประชาคม (Social Contract) ให้มากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่นำเสนอ คือ การให้ภาครัฐเข้ามาร่วมตรวจสอบภาคธุรกิจอย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับประเด็นการสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจ และความท้าทายในการผสานมิติการเคารพสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กลไกทางธุรกิจ กระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมูลนิธิวัฒนเสรี ได้ให้ข้อเสนอว่า การสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตควรมีเรื่องของการพัฒนาและเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ ที่ไม่เพียงแต่เรื่องโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือในยุคดิจิทัล (digital disruption) ที่จะทำให้การทำงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมด้านชีวภาพ (Bio Economy) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยต้องมีการวางแผนฟื้นฟูให้มีการสนับสนุนสินค้าไทย เน้นการพัฒนาความมั่นคงของอุปทาน (Supply Security) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตรและอาหาร สนับสนุนด้านการจ้างงาน การจ้างผู้สูงอายุ สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และส่งเสริมให้การพัฒนาแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ

ปิดท้ายด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากโควิด-19 จาก UNDP Thailand และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพขององค์กร ได้รับคำแนะนำในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการฟื้นฟูและการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การเจรจาทางสังคม หรือ Social dialogue ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้างในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายทางสังคม พร้อมกับกำหนดทางเลือกร่วมกัน โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 บริษัทอาจใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพยายามลดต้นทุนทางสังคม และลดผลกระทบต่อแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง และรักษาระดับค่าจ้าง ตลอดจนการติดตามประเมินผล โดยจะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของแรงงาน เนื่องจากเป็นการส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่เกื้อหนุนต่อปรับเปลี่ยนให้เกิดผลได้

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT : Global Compact Network Thailand): เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 60 องค์กร โดยโกลบอลคอมแพ็ก ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุมการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม 
การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)