เกษตรกรและผู้บริโภค บุกทำเนียบ แจง 5 ข้อเสนอเพื่อผู้บริโภค พร้อมขอเปลี่ยน รมต. และรมช. กระทรวงเกษตรฯ 0 1550

กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคกว่า 30 ราย ยื่นหนังสือร้องเรียน นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทรโอชา ขอให้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่อีกครั้ง ในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ พร้อมเสนอแนวทาง 5 ประการ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย พร้อมด้วยผู้บริโภคกว่า 30 ราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ห้ามนำเข้า จำหน่ายและครอบครอง พาราควอต ในประเทศไทย นั่นหมายความว่า การนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรจากต่างประเทศที่มีการใช้สารพาราควอต เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้ง องุ่น แอปเปิล กาแฟ และอื่น ๆ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องประกาศห้ามการนำเข้าจากประเทศต้นทางด้วย โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีก 72 ประเทศทั่วโลก แต่กลับมีการประชุมร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จะมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เช่น ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี จากต่างประเทศ จนถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 (ปีหน้า)

นอกจากนี้ ยังมีการใช้สารพิษอันตรายอีกสองชนิด ได้แก่ ไกลโฟเซตและกลูโฟซิเนต เพื่อกำจัดวัชพืชในกลุ่มพืชมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและไม้ผล จากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร แต่สารทั้งสองชนิดมีการตกค้างในพืชผล และกลูโฟซิเนตถูกจัดอยู่ในวัตถุอันตรายระดับเดียวกับพาราควอต และถูกแบนไปในยุโรปแล้ว รวมทั้ง สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช จากการสุ่มตรวจสอบโดยกรมวิชาการเกษตรเอง ก็พบว่ามีการผสมสารพารา ควอตและไกลโฟเซต จึงไม่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพและผลผลิตส่งถึงผู้บริโภค นับเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคและเกษตรกรอีกด้วย

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้ยอมรับว่า ยังไม่สามารถหามาตรการหรือสารทดแทนพาราควอต ทั้งในด้านประสิทธิภาพและราคา รวมทั้ง ยังไม่มีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ สิ่งที่กรมวิชาการเกษตรกรดำเนินการเป็นเพียงเสนอ “สารทางเลือก” ไม่ใช่ “สารทดแทน” โดยแนะนำให้ใช้กลูโฟซิเนต ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน แต่ไม่ได้ช่วยเกษตรกร เพราะไม่สามารถใช้สารดังกล่าวได้ในหลายพืช

จากสถานการณ์ดังกล่าว และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ได้ติดตามการดำเนินการควบคุมการใช้สารเคมีด้านการเกษตรของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และเห็นถึงความไม่เป็นธรรมต่อเกตรกรและผู้บริโภคชาวไทย รวมทั้งความไม่โปร่งใสในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมด้วยกระบวนการศาลไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากพยายามเข้าพบและชี้แจงรายละเอียดความเดือดร้อนของเกษตรกรและผู้บริโภคต่อรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขและจัดการอย่างเหมาะสม

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เน้นย้ำว่า “ในฐานะตัวแทนเกษตรกรและผู้บริโภคไทย จึงอยากขอให้ นายกรัฐมนตรี 1) พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่อีกครั้ง ในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เพราะไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาจากนโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ตั้งแต่มาดำรงตำแหน่งไม่มีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร มีแต่ซ้ำเติมเกษตรกรด้วยการเพิ่มต้นทุนการผลิตและสร้างผลกระทบให้แก่เกษตรกรมากกว่าเดิม โดยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาในวาระที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้”

ในวันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคกว่า 30 ราย ก็ได้เดินทางไปพบ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อเรียกร้องให้มูลนิธิฯ ผลักดันให้เกิดความปลอดภัยด้านอาหารต่อผู้บริโภค โดย 2) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ผนึกกำลังในการ แบนสารไกลโฟเซต สารกลูโฟซิเนต สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช และสารเคมีเกษตรทุกชนิดในทันที เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชน 3) ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้สารไกลโฟเซต กลูโฟซิเนต และสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยเร่งด่วน 4) ขอให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือนมิถุนายน 2564 (ปีหน้า) 5) ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำการสอบสวนคณะกรรมการอาหารและยา ที่ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นโดยการผ่อนปรนให้กลุ่มผู้นำเข้าเป็นการชั่วคราว หรือการละเลยความรับผิดชอบในการตรวจคุณภาพสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ เอื้ออประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย

นอกจากนี้ ได้เดินทางไปยังสำนักงานพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เพื่อทวงถามสัญญาจากนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย “ทวงคืนกำไรให้เกษตรกร” แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงเรียกร้องให้รีบทำตามคำสัญญา โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ หากทำไม่ได้ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบทันที

“ในนามตัวแทนเกษตรกรและผู้บริโภค จึงขอนำเสนอแนวทางดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะดำเนินการด้วยความเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ “สองมาตรฐาน” ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน หยุดเล่นเกมการเมือง และเป็นที่พึ่งของประชาชนไทยอย่างแท้จริง” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ โทร. 089-745-4203

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

นักวิชาการอ้อย เตือนรัฐ ระวังอุตสาหกรรมอ้อยทรุดหนัก มิถุนายนนี้ 0 3240

ภัยแล้ง และโควิด-19 พ่นพิษอุตสาหกรรมอ้อย หวั่นรัฐซ้ำเติม มิถุนายนนี้ แบนพาราควอต คาดเบื้องต้นสูญหาย 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่รวม 3 แสนล้านบาท สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เตือนรัฐบาลไตร่ตรองให้รอบคอบ กังวลอุตสาหกรรมอ้อยเสียหายเกินคาด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มก่อความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อยมากที่สุด คาดว่าในกรณีร้ายแรงที่สุด ปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล อาจลดลงมากถึง 25 ล้านตัน หรือคิดเป็น 27% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบโดยรวม ส่งผลให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล เหลือประมาณ 75 ล้านตัน หดตัวตัว 43% จากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากภัยแล้ง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลจะทยอยปิดหีบตั้งแต่เดือนมีนาคม เร็วกว่าปกติ ซึ่งจะปิดหีบในช่วงเดือนเมษายน โดยหากภัยแล้งลากยาวไปถึงเดือนมิถุนายน โรงงานน้ำตาลอาจเผชิญความเสี่ยงในการขาดแคลนอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตต่อไปอีกด้วย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย หรือ สนอท. เปิดผลการศึกษาล่าสุดในรายงานประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหากยกเลิกการใช้สารพาราควอตต่อภาคการเกษตรอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศไทย พ.ศ.​2563 พบว่า ปัจจัยการผลิตสำคัญที่กว่า 80 ประเทศทั่วโลกใช้เพื่อกำจัดวัชพืช นั่นคือ พาราควอต โดยเฉพาะออสเตรเลีย บราซิล และอินเดีย ใช้เพื่อลดจำนวนวัชพืช ซึ่งจะแย่งน้ำและธาตุอาหารของพืชหลัก เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูพืชและโรคพืช จำกัดจำนวนของอ้อยตอที่งอกใหม่จากอ้อยต้นเดิม และรบกวนการหีบอ้อย ทั้งนี้ การผลิตอ้อย จำเป็นต้องใช้พาราควอตในการควบคุมวัชพืชในระยะแตกกอหรือในช่วง 30-170 วันหลังปลูก และระยะอ้อยย่างปล้องเป็นจุดวิกฤตที่สุด หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ จะทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 20-50 ส่งผลปริมาณอ้อยเหลือ 67-108 ล้านตัน จากเดิม 134.8 ล้านตัน กระทบเกษตรกรสูญรายได้รวม 5.8 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญ หากมีฝนตกชุก วัชพืชจะเติบโตเร็วและมาก ไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลเข้าไปจัดการในแปลงได้ และไม่มีสารเคมีเกษตรชนิดอื่นทดแทนได้นอกจากพาราควอต

อีกทั้ง ในปีนี้ ต้นทุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย สูงถึง 1,200-1,300 บาทต่อไร่ ต่างจากฤดูปกติ อยู่ที่ 1,110 บาทต่อไร่ ขณะที่ค่าอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 750 บาทต่อไร่ ทำให้ภาครัฐต้องหันมาพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต อันเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ

ดังนั้น จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรชาวไร่อ้อยจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วจากผลกระทบภัยแล้ง และรายได้จากการส่งออกที่ลดลงจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 หากมีการยกเลิกใช้พาราควอต ในเบื้องต้น สนอท. คาดการณ์ผลผลิตอ้อยลดลงทันทีครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 50 คิดมูลค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท และกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีก 1.5 แสนล้านบาท รวมสูญเสีย 3 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การพิจารณาเลือกวิธีการและสารทดแทนพาราควอตนั้น ควรดำเนินการอย่างรอบด้านและรัดกุม ได้แก่ ประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช ประหยัดเวลา ราคา ค้นทุน ปลอดภัยต่อพืชเศรษฐกิจ (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล) รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค โดยศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าสารเคมีเกษตรที่อยู่ในข้อเสนอทดแทนนั้น ไม่มีสารทดแทนใดมีประสิทธิภาพ ราคา และสามารถใช้ได้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทั้ง 6 ชนิด สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้

“ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลในหลายด้าน ทั้งปัญหาใหม่ เช่น ไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อการส่งออกสินค้า ผลผลิตส่งออกไม่ได้ ปัญหาเก่า ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม หนี้สินเกษตรกร ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร ปัญหาแรงงานเกษตรที่หายากและราคาแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ทันจะแก้ไข กลับจะซ้ำเติมให้เลวร้ายยิ่งขึ้นให้กับภาคอุตสาหกรรมอ้อยด้วยการแบนพาราควอต จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง อย่าเพิ่งยกเลิกใช้พาราควอตในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพราะอาจส่งผลกระทบเสียหายเกินคาด อย่าลืมว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกเป็นหลักกว่า 11 ล้านตันต่อปี สาเหตุสำคัญที่ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยต้นทุนอ้อยของไทยต่ำกว่า ดังนั้น มาตรการจำกัดการใช้ จึงเป็นทางสายกลาง เป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

นักวิชาการไทย เผยโลกเข้าสู่วิกฤตอาหาร ย้ำไทยคือผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อสร้างอาหารมั่นคง 0 3386

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ชี้ข้อมูลวิกฤตอาหารขาดแคลนทั่วโลกและไทย ร้องรัฐบาลควรสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนผู้ผลิตอาหาร หยุดซ้ำเติมจากปัญหาภัยแล้ง โควิด-19 และการออกกฏระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อภาคเกษตรกรรมและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน

รายงาน The State of Food Security and Nutrition in the World ฉบับล่าสุดปี 2019 ของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) กับสถาบันระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง พบว่า ประชากรโลกกว่า 820 ล้านรายอยู่ในภาวะหิวโหย ขาดสารอาหาร เป็นผลจากความขัดแย้งไร้เสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลกระทบต่อการเพาะปลูก กระทบต่อการกระจายอาหาร ภาวะโภชนาการของผู้คนจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย มีจำนวนมากถึง 6.5 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของประชากรไทย โดยขาดแคลนอาหารมากถึง 5.4 ล้านราย และขาดสารอาหารอีก 1.1 ล้านราย จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 66.5 ล้านราย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและท้าทายความสามารถของภาครัฐเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นผลจากวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการลดความสำคัญของการผลิตพืชอาหาร ทำให้ราคาพืชอาหารสูงขึ้น อีกทั้งยังมาเจอกับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 จนทำให้ประชากรที่รายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้

ดังนั้น ทั่วโลกจึงได้แสวงหาแนวทางการพัฒนาเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพื่อประสิทธิผลการผลิต ได้แก่ การชลประทาน การใช้พืชพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง การใช้เครื่องจักรกล และการใช้ปัจจัยการผลิต มาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ในปริมาณมากพอต่อการบริโภค สำหรับปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน คือ สารเคมีเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยา สารช่วยปกป้องผลผลิต สาช่วยการเจริญเติบโต ช่วยทนต่อสภาพแล้ง หรือน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งสิ้น

สำหรับการผลิตพืชผลการเกษตรในประเทศไทย ในระดับการผลิตแบบอุตสาหกรรมยังต้องมีการใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ แต่ดูเหมือนล่าสุดทางภาครัฐก็ยังเดินหน้าในการแบนสารเคมี สมาคมฯ ได้ออกมาให้ความเห็นหลายครั้งเรื่องการที่ภาครัฐจะยกเลิกการใช้สารพาราควอต ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสียหายและเพิ่มผลผลิตให้แก่ภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก อีกทั้งยังจำเป็นในสภาวะที่ต้องหาปัจจัยการผลิตมาลดต้นทุนเกษตรกร จากข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้ อีกทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (US EPA : United States Environmental Protection Agency) และนักวิทยาศาสตร์องค์กรอิสระหลายแห่ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับพาราควอตมานานกว่า 4 ทศวรรษ พบว่า ไม่มีความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตกลงสู่ดินจะถูกดินยึดจับไว้แน่น ไม่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ที่สำคัญมีรายงานฉบับใหม่ล่าสุดของ US EPA ที่เพิ่งสรุปออกมา ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน ไม่มีความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และระบบการสืบพันธุ์

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังหาแนวทางสร้างความมั่นคงต่ออาหาร ด้วยการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด การยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต นับเป็นความเสี่ยงสูงของไทย ที่จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายหลายด้านต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรไทยกำลังเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง หนี้สินเกษตรกร และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อภาคการผลิต การบริโภคในประเทศ การส่งออก และรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาแรงงานภาคการเกษตร หายากและค่าแรงสูง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลได้ โดยกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเลิกใช้พาราควอต ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาและทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ประมาณการณ์ผลผลิตในพืชเศรษฐกิจอาจสูญหายสูง 97 ล้านตัน ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปเป็นมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ส่งออกกระทบโดยตรง 41.46 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกระทบส่งออกตรงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคเกษตรอุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอมีความมั่นคงต่อการบริโภคของประชากรในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นำรายได้เข้าสู่ประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลหันมาช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และปกป้องสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทยด้วย เพราะอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง อาทิ อเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น ยังใช้ พาราควอต เหมือนเกษตรกรไทย อย่าซ้ำเติมด้วยการทำลายโอกาสการแข่งขันในการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อนำรายได้เข้าประเทศเลย เพราะตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.8 พันล้านบาท เราสูญเสียมากแล้ว” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป