เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) คว้า 2 มาตรฐานด้านการออกแบบ 0 3495

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรองรับมาตรฐานด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับ TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากองค์กร The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรฐาน TIA-942 ให้การรับรองครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม และการดำเนินงานสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดดาวน์ไทม์ อาทิ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง โครงสร้างสถาปัตยกรรม โครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น สำหรับมาตรฐานการรับรองของ Uptime Institute ในระดับ Tier III เป็นการประเมินและรับรองดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความสำเร็จในการได้รับมาตรฐานระดับโลกทั้งสองนี้ เป็นการรับรองว่าดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลที่มีระบบเชื่อมต่ออย่างเป็นกลางแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ชื่อโครงการ STT Bangkok 1 แห่งนี้ จะสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเสี่ยงของระบบในระดับน้อยที่สุด ทำให้ไม่ส่งผลรบกวนใดๆต่อการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ การได้รับมาตรฐานด้านความเป็นเลิศในการดำเนินงานและด้านระบบที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้จะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรในระดับสากลที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย และสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ทันที

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจากทั้งสองมาตรฐานนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังเห็นดีมานด์ในระดับประเทศและภูมิภาคที่ต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ และรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านดิจิทัลตามนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 และ การปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ในฐานะผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศและทุ่มเทในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าของเรา”

เฟสแรกของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 30,000 ตารางเมตร ด้วยขีดความสามารถในการให้บริการ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในต้นปี 2564 โดยหลังจากที่แคมปัสแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 60,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งขีดความสามารถในการให้บริการที่สูงขึ้นรวมเป็น 40 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถรับรองการให้บริการเชื่อมต่อที่เป็นกลางสำหรับทุกองค์กร พร้อมทั้งการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานบนแพลทฟอร์มของลูกค้า

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์ โดยเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ขนาด 75,000 ตารางเมตร (15 ไร่) เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งนี้จะมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และมีมาตรฐานระดับโลก ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2564

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู sttelemediagdc.co.th

เกี่ยวกับ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ FPT มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ปัจจุบัน FPT เป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GOLD” ด้วยจำนวนหุ้นรวมทั้งสิ้นร้อยละ 94.5 ทำให้ FPT เป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) และ พาณิชยกรรม และโรงแรม (Commercial and Hospitality) นอกจากนี้ FPT ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT (ซึ่งปัจจุบันเป็นกองทรัสต์ฯ อุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) และภายหลังจากการควบรวมกิจการของ GOLD  เข้าในกลุ่ม FPT แล้ว บริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม GVREIT ทั้งนี้ FPT, GOLD, FTREIT และ GVREIT เป็นบริษัทและกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.frasersproperty.co.th

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (เอสทีที จีดีซี)

บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ เอสทีที จีดีซี (ST Telemedia Global Data Centres – STT GDC) คือผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 80 แห่งในประเทศต่างๆ ที่เป็นตลาดสำคัญทางธุรกิจ เช่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย ไทย และสหราชอาณาจักร เป็นต้น เอสทีที จีดีซี ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ มีโซลูชั่นด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบและสามารถต่อขยายได้, การเชื่อมต่อ, รวมถึงบริการสนับสนุนต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.sttelemediagdc.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เปิดหลักสูตรธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ ครั้งแรกในประเทศไทย 0 1180

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT จัดหลักสูตร “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ” สำหรับภาคธุรกิจ

โดยมีบริษัทชั้นนำ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 20 บริษัท ซึ่งมีเนื้อหาเจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่างการเคารพสิทธิมนุษยชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืน แผนปฏิบัติการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย การจัดทำนโยบาย และบูรณาการหลักการของสิทธิมุนษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ (Policy and Embedment) กระบวนการประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบรอบด้าน พร้อมการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และองค์กรธุรกิจต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสมาชิกของ GCNT ร่วมเป็นวิทยากร ทั้งนี้ หลักสูตรธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภาคปฏิบัติ เป็นหนึ่งในภารกิจของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ในการติดอาวุธการดำเนินธุรกิจควบคู่หลักสิทธิมนุษยชนแก่บุคลากรในภาคธุรกิจของไทย พร้อมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมความร่วมมือจากผู้บริหารในทุกภาคส่วน ในการยกระดับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจของไทย

ไทยพัฒนาหัตถกรรมไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลก 0 1323

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ  และ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย  โดย ดร.สุรภีร์  โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน ในการร่วมกันพัฒนาบุคลากรและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง ให้มีความเข้มแข็งใน 3 มิติ ทั้งคุณภาพ (quality) รูปแบบที่ทันสมัย (creative) และความต้องการของตลาด (marketing) เพื่อเตรียมพร้อมก้าวไปสู่ Thailand 4.0 สอดคล้องตามในโยบายภาครัฐบาลที่ได้วางไว้

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทยที่มีความสําคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากประกอบด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดย่อยจํานวนมากมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร มีทําเลตั้งอยู่ในศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่พร้อม โดยสามารถสร้างมูลค่าการค้าปีละมากกว่า 200,000 ล้าน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตระหนักถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ที่ต้องแข่งขันในวันข้างหน้า จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน กับสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ในครั้งนี้ ด้วยทั้ง 2 องค์กร มีแนวทางการดำเนินงานบนแนวทางดียวกัน ที่มุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก”

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อสร้างการประยุกต์องค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายรวมถึงสมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่ายในเรื่องผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและแฟชั่น และเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอ พื้นเมืองให้มีคุณภาพ (Quality)  มีรูปแบบที่ทันสมัย (Creative) ตอบสนองความ ต้องการของตลาด ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและยอดจำหน่ายให้มากขึ้น (Marketing) และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) สอดคล้อง กับนโยบายภาครัฐในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ในอนาคตอันใกล้นี้”

ด้านดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการดําเนินการแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการพัฒนาอย่างชัดเจนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องมีการกํากับดูแลเพื่อให้การดําเนินงานมีผลสัมฤทธิ์ สมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย”

“โดยแนวทางและขอบเขตที่จะร่วมกันพัฒนานั้น ทั้งสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย และ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะจัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากร สมาชิกและเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย ในหัวข้อที่เหมาะสม รวมทั้งการสนับสนุนวิทยากรหรือสถานที่ฝึกอบรมซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาข้อกำหนดฉลากคุณภาพสำหรับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทย เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง เช่น ด้านคุณภาพ ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการใช้งานและ ความสวยงาม เป็นต้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยในกลุ่มผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์จะร่วมกันพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่และตอบสนองความต้องการของตลาด”

เพื่อตอกย้ำให้ชัดเจนถึงศักภาพและฝีมือของคนไทย ทั้ง 2องค์กรได้จัดให้มีการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบของกลุ่มผู้ผลิตผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาสินค้าผ้าไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผ้าไทยว่าสามารถนำมาพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัยด้วยแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ และสมาคมฯ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ของสมาชิกที่มีความปราณีตสวยงามมาร่วมสมทบเพื่อจัดแสดงในงานนี้ด้วย งานนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การสร้างสรรค์ของหัตถกรรมไทยทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมจะพัฒนาแฟชั่นไทยให้เป็นศูนย์กลางในอาเซียน และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป