UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020 0 1871

จัดหนัก จัดเต็ม กับเวทีสัมมนาความยั่งยืนระดับโลก “UN Global Compact Virtual Leaders Summit 2020” ที่ระดมทัพผู้นำด้านความยั่งยืนทั่วโลกกว่า 1,000 คน มาร่วมขับเคลื่อน SDGs ไปด้วยกัน งานนี้ สมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพโชว์ทีเด็ดในเวที Global Town Hall หัวข้อ “Build Back Better, Business Resilience: What we decide now will shape our future and destiny” จากผู้นำด้านความยั่งยืนขององค์กรไทยถึงโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมหลังเผชิญ COVID-19 อาทิ

  • ยาช โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านรีไซเคิล จากอินโดรามา เวนเจอร์ส,
  • โฮ เรน ฮวา ซีอีโอแห่งไทยวา,
  • เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกรบิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป,
  • สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอแห่งบ้านปู,
  • ดร. แดเรียน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมกิจการองค์กรและความยั่งยืน ไทยยูเนี่ยน
  • ดำเนินรายการ โดย ดร. สิรยา คงสมพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส SEAC

พร้อมกับผู้นำองค์กรสมาชิกอีกมากมายที่มาร่วมฟัง virtual leaders summit ดีเดย์วันที่ 16 มิถุนายน เวลา 10.00-11.30 น. งานดีงามอย่างนี้ ห้ามพลาด!

ฟอรั่มออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่แบบ non-stop ตลอด 48 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน นี้ …. แว่วว่า ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังมากกว่า 12,000 คน จาก 193 ประเทศ รวมถึงตัวแทนจาก UN Agencies กว่า 21 องค์กรทั่วโลกแล้ว …

หากคุณเป็นองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืน หรือต้องการมุ่งสู่แนวทางด้านความยั่งยืน คุณต้องมา… สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.globalcompact-th.com/

เกี่ยวกับ GCNT

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ( Global Compact Network Thailand: GCNT) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 51 บริษัท โดย GCNT ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุม,การดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย โทร. +66 89 0302411, +66 92 2709111 info@globalcompact-th.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กระทรวงพาณิชย์ เทรนนักออกแบบไทยเท่าทัน 5 เทรนด์โลก ดันโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV 0 2830

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อาคารเคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation  เพื่อให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวโดยไม่ตกยุค  เปิดมุมมองให้เท่าทัน 5 เทรนด์โลกที่น่าจับตามอง อีกทั้งผลักดันนักออกแบบไทยเป็นสินค้าบริการโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV หรือประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง อาทิ เมียนมาและเวียดนาม ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของโครงการ Design Service Society ที่กรมการค้าระหว่างประเทศ จัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015

“โครงการ Design Service Society จัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราจัดอบรมเชิงลึกในแง่มุมต่างๆ ให้กับนักออกแบบหน้าใหม่ไปแล้วกว่า 100 คน ซึ่งมีประมาณ 10 % ที่ได้ลงสนามทำงานจริงร่วมกับผู้ประกอบการคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการนี้ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มให้เกิดการแมทชิ่งและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการคนไทยภาคธุรกิจส่งออกกับกลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่ ที่นำความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบไปช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าส่งออกของไทย ซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แต่นักออกแบบจะต้องทำงานแบบเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้เกิด New Idea จริงๆ โดยเป้าหมายของกรมฯ ตั้งไว้ 2 ประการด้วยกันคือ สร้างนักออกแบบมืออาชีพที่มีคุณภาพมาช่วยผลักดันอุตสกรรมการส่งออกไทย  ขณะเดียวกันก็ปั้นกลุ่มนักออกแบบไทยขึ้นมาเป็นสินค้าบริการสำหรับส่งออกงานบริการด้านการออกแบบไปยังต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย กัมพูชา , สปป.ลาว , เวียดนาม และเมียนมา โดยเฉพาะเมียนมาและเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะพานักออกแบบไทยไปให้บริการด้านการออกแก่กับผู้ประกอบการที่เมียนมาเป็นที่แรก ถือเป็น Business Matching รูปแบบหนึ่ง” นางสาวประอรนุช กล่าวถึงภาพรวมของโครงการฯ

ทางด้าน รศ.ดร.โชคอนันต์ บุษราคัมภากร นายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ Industrial Designers Society (IDS) ซึ่งทำหน้าจัดการอบรมเชิงลึกในครั้งนี้ได้กล่าวว่า “ภายใน 2 ปีนี้คำว่า Transformation คือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะหลีกหนีไม่ได้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หากไม่มีการปรับตัวก็จะต้องล่มสลายหรือตกยุคไป  เช่นเดียวกับนักออกแบบอุตสหกรรม เป้าหมายไม่ใช่แค่การออกแบบให้ผลิตภัณฑ์สวยงามเท่านั้นแต่ต้องเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้นการอบรมเชิงลึกภายใต้ แนวคิด Design Service Transformation ในวันนี้จะเน้นเรื่องของ การปฏิรูปการทำงานให้เท่าทันยุคดิจิทัล ตัวอย่างเช่นการศึกษา 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองเพื่อหลีกหนีคำว่า นักออกแบบตกยุค”

สำหรับ 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองนั้น ได้แก่ 1. Transformative &Disruptive Technologies หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาให้บริการ เช่น การนำโดรนมาใช้ในการบริการส่งอาหารสด  ตู้อัตโนมัติในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ทำอาหาร 2. Advanced  Data-Driven Design การออกแบบที่นำข้อมูลหรือ Data ไปประมวลผล แล้วนำผลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบ 3. End-to-End Customer Journey Experience แนวคิดการออกแบบ  “Circular Economy” หรือ “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” กล่าวคือ การออกแบบต้องคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเป็นสินค้า โดยทุกกระบวนการปราศจากของเสียสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่รู้จับ 4. Not Just Impression and Implementation, but IMPACT การออกแบบที่ลดการสร้าง “ผลกระทบทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม” เช่น บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse หรือ Recycle) เพราะแนวโน้มบรรจุภัณฑ์จะเลิกใช้พลาสติกและหันมาใช้วัสดุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้จะต้องไม่ใช่ขยะ และสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตได้อีกด้วย  และ 5. Not Just Mass Customisation, but Personalisation การออกแบบที่เน้นสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ “ประสบการณ์ส่วนบุคคล” เช่น เสื้อผ้าที่สามารถตอบโจทย์เรื่อง Health Tech หรือการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะตามกรุ๊ปเลือด เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วในการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation ซึ่งจัดโดย DITP ในครั้งนี้ ยังได้เชิญวิทยากรที่เป็นนักออกแบบอุตสหกรรมมืออาชีพมากมาย มาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้นักออกแบบหน้าใหม่ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากการออกแบบอุตสาหกรรมไปสู่การออกแบบดิจิทัล, กลยุทธ์การริเริ่มธุรกิจการบริการออกแบบยุคใหม่, กระบวนการบริการออกแบบเพื่อพิชิตใจลูกค้า และเคล็ดลับการบริหารธุรกิจการบริการออกแบบสู่สากล  

อย่างไรก็ตาม โครงการ Design Service Society มีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์ม หรือ เวทีสร้างความรู้จักระหว่างนักออกแบบอุตสหกรรมกับผู้ประกอบการ ที่อาจจะร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา  ในการสร้างนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการออกแบบอย่างมืออาชีพตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.idsocietythailand.org หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่email : idsocietythai@gmail.com  Facebook Fanpage : idsocietythai

ซินเจนทา โชว์ผลงาน พร้อมสนับสนุนงานประชุม International Conference on Biodiversity 2019 0 4038

งานประชุมวิชาการนานาชาติและนิทรรศการทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  (International Conference on Biodiversity) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562  ณ เซนทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอผลงานและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนจาก บริษัท ซินเจนทา ประเทศไทย ผู้นำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย ซินเจนทา เปิดเผยว่า “วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิศาสตร์เขตร้อน กำลังเป็นที่สนใจไปทั่วโลก เนื่องด้วยเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ปัจจุบันเกิดการสูญเสีย จากปัจจัยต่างๆมากขึ้น เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชน การใช้ปัจจัยทางการเกษตร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เพราะระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร สูญเสียสมดุล”

การเข้าร่วมจัดงานครั้งนี้ ซินเจนทา ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะ ผึ้งและแมลงผสมเกสร ที่มีบทบาทหลักในระบบการผลิตอาหารและการเกษตร ร้อยละ 90 ของพืชอาหารทั่วโลก อาศัยการผสมเกสรของแมลงขนาดต่าง ๆ หากการผสมเกสรของพืชไม่เพียงพอ จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คิดเป็นมูลค่า 17.3 ล้านล้านบาท หรือ 577 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ซินเจนทา จึงได้วิจัยและพัฒนาโครงการรักษาสมดุล สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ มากถึง 301 โครงการใน 39 ประเทศทั่วโลก ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากกว่า 31,250 ไร่ และอบรมเกษตรกรไปแล้วกว่า 2,500 รายในปีที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ซินเจนทา ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ และศูนย์ผึ้งจันทบุรี เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี จัดทำ โครงการรักษ์ผึ้ง (Bee love project)  เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและสร้างความรู้ระหว่างเกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้ง ขยายผลไปยังกระบวนการผลิตทางการเกษตรด้วยการผสมเกสรของผึ้ง การใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา ลดผลกระทบต่อสุขภาพผึ้ง ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้งต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน มีผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้น และน้ำผึ้งมีคุณภาพดีได้มาตรฐาน และในเร็วๆ นี้ ซินเจนทา วางแผนจะก่อตั้งศูนย์เรียนรู้รักษ์ผึ้ง และร่วมกับชุมชนสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของผึ้งและแมลงผสมเกสรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและนครสวรรค์

“การแก้ไขปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพ จำเป็นต้องใช้เวลา และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซินเจนทา  พร้อมนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านเกษตรและอาหาร มาใช้พัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร ควบคู่ไปกับการปกป้องรักษาโลกให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป