เกษตรกรมันสำปะหลังทวงสัญญารัฐ หยุดนโยบายรังแก ทุนเพิ่ม ราคาตก เน้นของบ เอื้อประโยชน์ใคร? 0 1253

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังโคราช หวั่นเดือดร้อนหนักปีหน้า คาดผลผลิตลดกระทบ MOU ส่งออกไทยสู่จีน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเสียตลาดการส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมูลค่ากว่าแสนล้านให้คู่แข่ง เหตุจากแบนสารเคมีเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม สวนทางวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม กลับล้าหลังส่งเสริมเกษตรไทยใช้จอบ แรงงานคนถางหญ้า

นายภมร ศรีประเสริฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช เปิดเผยว่า “มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 7 แสนครัวเรือน ผลผลิตประมาณ 27-30 ล้านตัน ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่ารวมเกือบสามแสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไป 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ร้อยละ 57 อาเซียน ร้อยละ 16 และญี่ปุ่นร้อยละ 11 การควบคุมต้นทุนและผลผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันได้มากในตลาดโลก เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ต้นทุนการแปรรูปที่ลดลง สร้างรายได้เข้าประเทศและให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วย”

เกษตรกร ผิดหวังกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจาก 2 พรรคใหญ่ ผิดหวังกับกระทรวงพาณิชย์ ผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่ไม่มีความรู้และไม่คิดปกป้องเกษตรกรและประเทศชาติ เมินเสียงเกษตรกร เพราะเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้าน เกษตรกรมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน หากยังยืนยันจะยกเลิกสารพาราควอต ทุกท่านที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลปลูกปีนี้ เพราะทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดต้นทุนอย่างไร อย่ามาบอกว่า จะของบ จัดทำงบประมาณฉุกเฉิน เพราะเป็นความคิดล้าสมัยของการเมืองแบบโบราณ และขอเรียกร้องไปยังสมาคมมันสำปะหลังและโรงงานให้เตรียมตัวรับผลกระทบ หากไม่มีมันสำปะหลังเข้าโรงงานและเปิดช่องให้มีข้ออ้างการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่น

นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า “การแบนสารเคมีเกษตร พาราควอต อยากให้ภาครัฐพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ยึดแนวทางการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมันสำปะหลังได้รับผลกระทบมายาวนาน ยังเป็นปัญหาวนเวียนที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เหตุจากปัญหาภัยแล้ง ศัตรูพืช วัชพืช แรงงานที่ราคาสูง และหายาก แถมด้วยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่ จึงอยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อะไรก็แจกเงินตามมาตรการชดเชย เพราะเงินที่แจกนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตในอนาคต ควรแก้ปัญหาระยะยาวในภาคการเกษตร เช่น จัดการต้นทุนภาคเกษตรให้ต่ำลง พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลว่า ก่อนการเลือกตั้งสัญญากับเกษตรกรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจก็ไม่ดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดี เจอวิกฤตภัยแล้งอีก เกษตรกรก็อยู่แทบจะไม่รอดแล้ว ยังจะมาเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยให้ใช้สารเคมีเกษตรตัวอื่นที่มีราคาแพงและก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขนาดไหน ที่สำคัญเกษตรกรมีประสบการณ์ด้วยตัวเองกับสารพาราควอตที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารอื่นแทนได้ เกษตรกรจึงมีคำถามว่าการแบนนี้เอื้อประโยชน์ใคร หนทางที่เกษตรกรเห็นตรงกันคือ การอบรมและส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ พาราควอต สารเคมีเกษตรทุกตัวล้วนอันตราย เกษตรกรจะได้ใช้ทุกตัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค

“เกษตรกรชาวไร่มัน ยังจำเป็นต้องใช้ พาราควอต เนื่องจากเป็นสารฯเพียงตัวเดียวที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เพราะไม่ใช่สารดูดซึม ไม่สะสมในหัวมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรกล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องลงมาดูความจริงในพื้นที่จากเราด้วย หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ จะมาดูพื้นที่จริงและถางหญ้าในแปลงมันสำปะหลังเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง เกษตรกรมันสำปะหลังยินดีต้อนรับ แต่ท่านควรมาลงพื้นที่จริงก่อนการแบนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้” เสียงของเกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังกล่าวทิ้งท้าย

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ซินเจนทา ลงนามความร่วมมือสร้างอาณาจักรความหลากหลายทางชีวภาพ 0 2238

โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา ร่วมมือพัฒนาโครงการ “รักษ์ผึ้ง” (Bee love project) บนพื้นที่เกือบ 20 ไร่ เน้นการศึกษา วิจัยและพัฒนา เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของผึ้ง และแมลงผสมเกสร หวังเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และขยายเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงนิเวศในอนาคต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ แพทย์หญิง มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี และ รศ. ดร. จรูญโรจน์ โชติวิวัฒนกุล ฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับ นายธนัษ อภินิเวศ ผู้อำนวยการ และนางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ซินเจนทา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ณ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของผึ้ง และแมลงผสมเกสร ส่งเสริมนักศึกษา และชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยผึ้ง ชันโรง และแมลงผสมเกสร โดยมีระยะเวลาดำเนินการร่วมกัน 3 ปี

แพทย์หญิง มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวคิดสำคัญของรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะในหลักสูตรเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer นั่นคือ “ผลิตได้ ขายเป็น ปลอดภัย และยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากร สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสเรียนรู้ พัฒนา และปฏิบัติจริง ก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผึ้ง และแมลงผสมเกสร มีผลผลิตที่ปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลการวิจัยใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัย ไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและสาธารณะได้ต่อไป

“องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้ชี้แจงว่าร้อยละ 75 ของพืชผลบนโลกที่มนุษย์นำมาบริโภคนั้น เกิดจาการผสมเกสรของผึ้ง จึงเป็นหน้าที่ของประชาคมโลกที่จะต้องหันมาสนใจปกป้องและอนุรักษ์ผึ้ง” รศ. ดร. จรูญโรจน์ โชติวิวัฒนกุล กล่าวเสริมว่า “หนึ่งในปัญหาสำคัญของการทำการเกษตรในปัจจุบัน คือ สภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีผลต่อความหลากหลายทางชีวิภาพ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างไม่ถูกต้องและเกินความจำเป็น การเกิดโรคไวรัสในผึ้ง ปัจจัยเหล่าทำให้เกิดผลกระทบกับผึ้งและแมลงผสมเกสร โครงการรักษ์ผึ้ง จึงเป็นการดำเนินงานที่บูรณาการองค์ความรู้อย่างรอบด้าน เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยภาคเกษตรกรรม และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อาจารย์สิทธิพงษ์ วงศ์วิลาศ นักวิชาการศึกษา โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการ กล่าวสรุปแผนการดำเนินงานของสองกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ อย่างแรก คือ การพัฒนาพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ของมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ บูรณาการองค์ความรู้อย่างรอบด้านเข้าไปในหลักสูตรการเรียนและการสอน ทั้งในด้านการเลี้ยง การเพิ่มผลผลิต การแปรรูปจากผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมอบรมและค่ายความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่กลุ่มชุมชนและนักเรียนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ พัฒนาองค์ความรู้เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ในอนาคตจะสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดนครสวรรค์ และอย่างที่สอง คือ มุ่งเน้นให้ความรู้ แนวทางการปฏิบัติ สร้างเครือข่ายเกษตรกรกับผู้เลี้ยงผึ้ง ปลุกจิตสำนึกในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อลดอัตราการสูญเสียของผึ้ง และ แมลงผสมเกสร เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่ม มีมูลค่าจากการเลี้ยงผึ้งเพิ่มมากขึ้น”

“โครงการรักษ์ผึ้ง เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของซินเจนทา ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยจะนำนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร มาร่วมวิจัย เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง เกษตรกรชาวสวนผลไม้ อุตสาหกรรมจากผึ้ง และคนในชุมชนดำเนินงานร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เกิดการพึ่งพาและเอื้อประโยชน์ต่อกัน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยอาศัยผึ้ง ชันโรง และแมลงผสมเกสร นับเป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนอีกด้วย” นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ซินเจนทา กล่าวเสริม

สำหรับเกษตรกร นักเรียนและนักศึกษาที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการรักษ์ผึ้ง ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 088-445-6406 หรือ https://na.mahidol.ac.th/academic/

เกี่ยวกับซินเจนทา

บริษัทซินเจนทาหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีพนักงานซินเจนทากว่า 28,000 คนในประเทศต่าง ๆ ครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยมีพันธกิจ “นำศักยภาพของพืชสู่ชีวิต” (Bringing Plant Potential to Life) ภายใต้การคิดค้นวิจัยชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าให้สามารถเพิ่มผลผลิต ปกป้องสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.syngenta.co.th

สวนป๋วย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา สวนหลังคาลอยฟ้า” ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย 0 2083

อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย เนินเขากลางกรุง ผืนเกษตรชุ่มน้ำ แหล่งเรียนรู้การเพาะปลูกปลอดสาร และประชาธิปไตย บนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการแล้ว พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ครั้งที่1 บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับ 2 ของโลก รองจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า”  หรือ “Thammasart Urban Rooftop Organic Farm” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในการให้ความสำคัญกับเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “หนึ่งในนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน “Best Sustainable and Smart University” มุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย อีกทั้งยังให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” กอปรกับวาระที่ศาสตราจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ มีชาตะกาลครบ 100 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จึงได้สร้าง “อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี” หรือ “สวนป๋วย” ขึ้น เป็นอนุสรณ์แด่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์”

การออกแบบ สวนป๋วย มีความพิเศษเป็นตึกรูปตัว H ทางเดินขึ้นสี่ด้านอย่างเท่าเทียม สื่อนัยยะถึงภาพ คำว่า  Humanity สะท้อนปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมของธรรมศาสตร์ไว้ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีความเท่าเทียมเสมอกันของคนไทยทุกคน อยู่ภายใต้หลังคาที่เป็น พูนดิน สอดคล้องกับชื่ออาจารย์ป๋วย ในแนวคิดผืนดินไล่ระดับแบบเนินเขา ที่ทำให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ

สำหรับโครงการ“ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 200 ชีวิต ภายใต้การนำโดย รองศาสตราจารย์  เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ผศ. ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอาจารย์กชกร วรอาคม ร่วมกันปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวหอมธรรมศาสตร์ บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

“ทั่วทั้งพื้นที่ 100 ไร่ของสวนผักออแกนิคบนหลังคานี้ สามารถผลิตอาหารได้มากถึง 20 ตันต่อปี หรือ 133,000 มื้อต่อปี ส่งผลให้มีพืชและผักปลอดสารเคมีส่งตรงถึงจานข้าวนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมการเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอก สมุนไพร และอื่นๆ อันเป็นองค์ความรู้เด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม “การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การบริหารจัดการ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพ ควบคู่ไปกับ การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการก่อสร้างอาคาร มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการขยะ รวมถึงการวิจัยและบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอน นำหลายสาขาวิชามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด”

ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สสส. มีภารกิจสำคัญคือ การขยายแนวความคิดเรื่อง พื้นที่สุขภาวะ อันเป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ที่ดึงดูดให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีเป้าหมายหลักคือการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ของผู้คนในโลกยุคใหม่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับทุกมิติของคำว่า สุขภาพ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเรียกรวมว่า สุขภาวะ แต่กายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชัดที่สุด สิ่งที่ สสส. ดำเนินการมี 3-4 องค์ประกอบที่ต้องทำ เช่น ควบคุมปัจจัยเสี่ยง อย่าง สุราและบุหรี่ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม นำมาซึ่งอุบัติเหตุ และส่งเสริมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึง การออกกำลังกาย ทั้งนี้ สวนป๋วย มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย ไร้สารเคมี และสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ วิธีการเพาะปลูกไร้สารเคมี การเก็บเกี่ยวและจัดจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในศูนย์อาหารออแกนิค จนถึงการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยเพื่อนำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในเกษตรกรรมต่อไป ที่สำคัญแนวทางการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตยกรรมสอดคล้องกับแนวคิดพื้นที่สุขภาวะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อาจารย์กชกร วรอาคม หนึ่งในสามคนไทยที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Time ให้เป็น Time 100 Next สาขา นวัตกรระดับโลก หรือดาวรุ่งหน้าใหม่ของโลกที่มีอิทธิพลในสาขานวัตกรรม ท่ามกลางบุคคลต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ได้รับเลือกเพียง 100 คน ในฐานะผู้ร่วมออกแบบพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ความท้าทายของการออกแบบสวนป๋วย คือ การผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบและการบริหารจัดการทั้งระบบอย่างครบวงจรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม สังคม และสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะประเด็นระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ นับตั้งแต่ 1) การจัดสรรพื้นที่ 2) การออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ 3) การบริหารพันธุ์ไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 สร้างแหล่งอากาศบริสุทธิ์ 4) การไล่ระดับพื้นที่เพาะปลูกแบบนาขั้นบันได ลดแรงปะทะ ช่วยชะลอการไหล่บ่าของน้ำฝนได้สูงถึง 20 เท่า ลดความเสี่ยงน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณรองรับน้ำฝน 5) การพัฒนาระบบจัดการน้ำหมุนเวียนพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดมีสระน้ำรองรับ 4 แห่งรอบอาคาร จุน้ำได้รวมกว่า 3 ล้านแกลลอน หรือประมาณ 13.5 ล้านลิตร ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ปั้มน้ำเข้าสู่ระบบ นำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำเพื่อการเพาะปลูก ลดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ พื้นผิวคอนกรีตของอาคารปกคลุมด้วยไม้นานาพันธุ์ จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในอาคารลงได้ 3-4 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิภายนอกในบริเวณพื้นที่สีเขียวได้มาถึง 7 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับข้อมูลและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 083-331-6000 ไลน์ pueypark หรืออีเมล puey100.tu@gmail.com

เกี่ยวกับอุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย
อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ประกอบด้วย ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่ Co-Working Space ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงงานคอนเสิร์ต ขนาด 630 ที่นั่ง ศูนย์อาหารออร์แกนิค และพื้นที่กิจกรรมเอนกประสงค์ (Amphitheatre) เพื่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายนามผู้ร่วมออกแบบและก่อสร้าง
ภูมิสถาปัตยกรรม โดย LANDPROCESS
ออกแบบสถาปัตยกรรม โดย สถาบันอาศรมศิลป์
ออกแบบตกแต่งภายใน โดย DIMENSIONAL INTERPRETATION
วิศวกรรมโครงสร้าง โดย Degree System Co., Ltd
วิศวกรรมงานระบบ โดย TPM Consultants Co.,Ltd
ออกแบบกราฟฟิก โดย Be Our Friend
บริหารงานก่อสร้าง โดย CM49