นักวิชาการไทย เผยโลกเข้าสู่วิกฤตอาหาร ย้ำไทยคือผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อสร้างอาหารมั่นคง 0 3385

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ชี้ข้อมูลวิกฤตอาหารขาดแคลนทั่วโลกและไทย ร้องรัฐบาลควรสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนผู้ผลิตอาหาร หยุดซ้ำเติมจากปัญหาภัยแล้ง โควิด-19 และการออกกฏระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อภาคเกษตรกรรมและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน

รายงาน The State of Food Security and Nutrition in the World ฉบับล่าสุดปี 2019 ของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) กับสถาบันระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง พบว่า ประชากรโลกกว่า 820 ล้านรายอยู่ในภาวะหิวโหย ขาดสารอาหาร เป็นผลจากความขัดแย้งไร้เสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลกระทบต่อการเพาะปลูก กระทบต่อการกระจายอาหาร ภาวะโภชนาการของผู้คนจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย มีจำนวนมากถึง 6.5 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของประชากรไทย โดยขาดแคลนอาหารมากถึง 5.4 ล้านราย และขาดสารอาหารอีก 1.1 ล้านราย จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 66.5 ล้านราย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและท้าทายความสามารถของภาครัฐเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นผลจากวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการลดความสำคัญของการผลิตพืชอาหาร ทำให้ราคาพืชอาหารสูงขึ้น อีกทั้งยังมาเจอกับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 จนทำให้ประชากรที่รายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้

ดังนั้น ทั่วโลกจึงได้แสวงหาแนวทางการพัฒนาเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพื่อประสิทธิผลการผลิต ได้แก่ การชลประทาน การใช้พืชพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง การใช้เครื่องจักรกล และการใช้ปัจจัยการผลิต มาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ในปริมาณมากพอต่อการบริโภค สำหรับปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน คือ สารเคมีเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยา สารช่วยปกป้องผลผลิต สาช่วยการเจริญเติบโต ช่วยทนต่อสภาพแล้ง หรือน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งสิ้น

สำหรับการผลิตพืชผลการเกษตรในประเทศไทย ในระดับการผลิตแบบอุตสาหกรรมยังต้องมีการใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ แต่ดูเหมือนล่าสุดทางภาครัฐก็ยังเดินหน้าในการแบนสารเคมี สมาคมฯ ได้ออกมาให้ความเห็นหลายครั้งเรื่องการที่ภาครัฐจะยกเลิกการใช้สารพาราควอต ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสียหายและเพิ่มผลผลิตให้แก่ภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก อีกทั้งยังจำเป็นในสภาวะที่ต้องหาปัจจัยการผลิตมาลดต้นทุนเกษตรกร จากข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้ อีกทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (US EPA : United States Environmental Protection Agency) และนักวิทยาศาสตร์องค์กรอิสระหลายแห่ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับพาราควอตมานานกว่า 4 ทศวรรษ พบว่า ไม่มีความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตกลงสู่ดินจะถูกดินยึดจับไว้แน่น ไม่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ที่สำคัญมีรายงานฉบับใหม่ล่าสุดของ US EPA ที่เพิ่งสรุปออกมา ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน ไม่มีความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และระบบการสืบพันธุ์

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังหาแนวทางสร้างความมั่นคงต่ออาหาร ด้วยการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด การยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต นับเป็นความเสี่ยงสูงของไทย ที่จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายหลายด้านต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรไทยกำลังเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง หนี้สินเกษตรกร และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อภาคการผลิต การบริโภคในประเทศ การส่งออก และรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาแรงงานภาคการเกษตร หายากและค่าแรงสูง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลได้ โดยกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเลิกใช้พาราควอต ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาและทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ประมาณการณ์ผลผลิตในพืชเศรษฐกิจอาจสูญหายสูง 97 ล้านตัน ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปเป็นมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ส่งออกกระทบโดยตรง 41.46 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกระทบส่งออกตรงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคเกษตรอุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอมีความมั่นคงต่อการบริโภคของประชากรในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นำรายได้เข้าสู่ประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลหันมาช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และปกป้องสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทยด้วย เพราะอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง อาทิ อเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น ยังใช้ พาราควอต เหมือนเกษตรกรไทย อย่าซ้ำเติมด้วยการทำลายโอกาสการแข่งขันในการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อนำรายได้เข้าประเทศเลย เพราะตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.8 พันล้านบาท เราสูญเสียมากแล้ว” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรมันสำปะหลังทวงสัญญารัฐ หยุดนโยบายรังแก ทุนเพิ่ม ราคาตก เน้นของบ เอื้อประโยชน์ใคร? 0 3107

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังโคราช หวั่นเดือดร้อนหนักปีหน้า คาดผลผลิตลดกระทบ MOU ส่งออกไทยสู่จีน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเสียตลาดการส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมูลค่ากว่าแสนล้านให้คู่แข่ง เหตุจากแบนสารเคมีเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม สวนทางวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม กลับล้าหลังส่งเสริมเกษตรไทยใช้จอบ แรงงานคนถางหญ้า

นายภมร ศรีประเสริฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช เปิดเผยว่า “มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 7 แสนครัวเรือน ผลผลิตประมาณ 27-30 ล้านตัน ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่ารวมเกือบสามแสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไป 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ร้อยละ 57 อาเซียน ร้อยละ 16 และญี่ปุ่นร้อยละ 11 การควบคุมต้นทุนและผลผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันได้มากในตลาดโลก เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ต้นทุนการแปรรูปที่ลดลง สร้างรายได้เข้าประเทศและให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วย”

เกษตรกร ผิดหวังกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจาก 2 พรรคใหญ่ ผิดหวังกับกระทรวงพาณิชย์ ผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่ไม่มีความรู้และไม่คิดปกป้องเกษตรกรและประเทศชาติ เมินเสียงเกษตรกร เพราะเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้าน เกษตรกรมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน หากยังยืนยันจะยกเลิกสารพาราควอต ทุกท่านที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลปลูกปีนี้ เพราะทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดต้นทุนอย่างไร อย่ามาบอกว่า จะของบ จัดทำงบประมาณฉุกเฉิน เพราะเป็นความคิดล้าสมัยของการเมืองแบบโบราณ และขอเรียกร้องไปยังสมาคมมันสำปะหลังและโรงงานให้เตรียมตัวรับผลกระทบ หากไม่มีมันสำปะหลังเข้าโรงงานและเปิดช่องให้มีข้ออ้างการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่น

นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า “การแบนสารเคมีเกษตร พาราควอต อยากให้ภาครัฐพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ยึดแนวทางการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมันสำปะหลังได้รับผลกระทบมายาวนาน ยังเป็นปัญหาวนเวียนที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เหตุจากปัญหาภัยแล้ง ศัตรูพืช วัชพืช แรงงานที่ราคาสูง และหายาก แถมด้วยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่ จึงอยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อะไรก็แจกเงินตามมาตรการชดเชย เพราะเงินที่แจกนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตในอนาคต ควรแก้ปัญหาระยะยาวในภาคการเกษตร เช่น จัดการต้นทุนภาคเกษตรให้ต่ำลง พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลว่า ก่อนการเลือกตั้งสัญญากับเกษตรกรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจก็ไม่ดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดี เจอวิกฤตภัยแล้งอีก เกษตรกรก็อยู่แทบจะไม่รอดแล้ว ยังจะมาเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยให้ใช้สารเคมีเกษตรตัวอื่นที่มีราคาแพงและก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขนาดไหน ที่สำคัญเกษตรกรมีประสบการณ์ด้วยตัวเองกับสารพาราควอตที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารอื่นแทนได้ เกษตรกรจึงมีคำถามว่าการแบนนี้เอื้อประโยชน์ใคร หนทางที่เกษตรกรเห็นตรงกันคือ การอบรมและส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ พาราควอต สารเคมีเกษตรทุกตัวล้วนอันตราย เกษตรกรจะได้ใช้ทุกตัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค

“เกษตรกรชาวไร่มัน ยังจำเป็นต้องใช้ พาราควอต เนื่องจากเป็นสารฯเพียงตัวเดียวที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เพราะไม่ใช่สารดูดซึม ไม่สะสมในหัวมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรกล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องลงมาดูความจริงในพื้นที่จากเราด้วย หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ จะมาดูพื้นที่จริงและถางหญ้าในแปลงมันสำปะหลังเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง เกษตรกรมันสำปะหลังยินดีต้อนรับ แต่ท่านควรมาลงพื้นที่จริงก่อนการแบนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้” เสียงของเกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังกล่าวทิ้งท้าย

สมาคมเกษตรฯ ผิดหวัง คกก. วัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร แบนสารเคมีเกษตร เอื้อนายทุน ไร้ทางออก ทิ้งภาระให้เกษตรกร 0 3414

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563 ได้กำหนดให้ 2 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามใช้และห้ามครอบครอง จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปหาสารทดแทนใหม่ และนำเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาใหม่อีกครั้ง

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “ประเด็นสารเคมีเกษตรได้เคยนำเสนอข้อมูลให้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ในที่ประชุมร่วมกับเกษตรกร รมช. เกษตรฯ บอกเสมอว่ากรมวิชาการเกษตรยังหาสารทดแทนไม่ได้ ซึ่งเกษตรกรก็พูดไปหลายครั้งแล้วว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนหรือเครื่องมือใดที่จะมาทดแทนสารพาราควอต ได้ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและราคา สารเคมีเกษตรอื่น ๆ เช่น ไกลโฟเซต กลูโฟซิเนต ก็ไม่สามารถนำมาใช้แทนพาราควอตได้ เพราะคุณสมบัติต่างจากสารพาราควอตอย่างสิ้นเชิง ส่วนสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืช กรมวิชาการเกษตรก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่ามีปลอมปนพาราควอตเข้าไปด้วย และยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชใดได้ขึ้นทะเบียน”

นอกจากนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยการประกันราคาและการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมนั้น เป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะการนำงบประมาณแผ่นดินมาให้เกษตรกร เพื่อใช้ซื้อสารเคมีเกษตรในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือ บริษัทผู้ค้าและร้านค้าสารเคมีเกษตร ส่วนเกษตรกรยังต้องใช้สารเคมีเช่นเดิม แถมฉีดพ่นบ่อยขึ้น จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น หากเป็นเช่นนี้เกษตรกรจะไหวได้อย่างไร และที่บอกว่าอาจให้กระทรวงสาธารณสุขปรับกฎระเบียบสารตกค้าง เพื่อให้สามารถนำเข้าถั่วเหลืองได้ หากดำเนินการจริง ก็เป็นการเอื้อกลุ่มนายทุนนำเข้ากลุ่มเดียว และแก้ปัญหาเพียงด้านเดียวให้เฉพาะกลุ่มผู้นำเข้าถั่วเหลืองเท่านั้น ทั้งนี้ การปรับค่าสารตกค้างดังกล่าวให้สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษจริง ย่อมแสดงว่า ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และ NGO กำลังพูดไม่จริงเรื่องที่ห่วงใยผู้บริโภคคนไทย ดั้งนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ควรแบนไกลโฟเซตไปด้วยเลย

การปรับค่าสารตกค้างไกลโฟเซตให้สูงขึ้นเพื่อให้อเมริกาและบราซิลส่งถั่วเหลือง ผู้นำเข้าก็จะได้ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการหาเหตุผลเพื่อใช้ยกเลิกสารเคมีเกษตรบางรายการ โดยกระทรวงสาธารณสุข และ NGO ไม่ได้ห่วงใยผู้บริโภคอย่างแท้จริงอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่ได้มองผลกระทบต่อเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย เมื่อมีการปรับค่าสารตกค้าง เกษตรกรไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่ามีการปฏิบัติสองมาตรฐาน

สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ระบุว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือ และยังมีปัญหาในทางปฏิบัตินั้น ในความเป็นจริง เกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เห็นได้จากการเข้าร่วมอบรมความรู้การใช้สารกำจัดวัชพืชตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ไปแล้วกว่า 500,000 ครัวเรือนเกษตร แต่โครงการดังกล่าว เพิ่งเริ่มต้นในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เปิดให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าอบรมในระยะเพียงไม่กี่เดือน และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เหลือเกษตรกรอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือนที่รอการอบรม แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับก็บอกว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านควรไปหาข้อมูลมาว่าที่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะหน่วยงานราชการที่สร้างเงื่อนไข แล้วปฏิบัติไม่ได้ หรือเป็นเพราะเกษตรกร

“ท้ายที่สุด สมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่าย อยากให้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีหามาตรการลดผลกระทบให้เกษตรกรโดยด่วน หากยังยืนยันจะออกประกาศกระทรวงฯ ให้สารพาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ท่านคิดว่า ณ เวลานี้ เกษตรกรยังทุกข์ยากไม่พอหรือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาบอกว่าจะให้เกษตรกรทำอย่างไรกับฤดูกาลปลูกที่จะถึง จะให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรมากกว่าที่จะตั้งงบเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร เพราะพวกเราไม่ต้องการให้ท่านเอาภาษีของประชาชนมาอุ้มเกษตรกรในเรื่องนี้ เพราะมันต้องใช้งบประมาณมหาศาล หน้าที่ของท่านคือต้องช่วยให้เกษตรกรประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ดีกว่าให้เกษตรกรไปหาวิธีการเองไปตายเอาดาบหน้า และผมขอบอกไปถึงเกษตรกรทุกคน อย่าไปหลงเชื่อพวกบริษัทขายสารเคมีว่ามีสารทดแทนพาราควอตได้ และขอเตือนทุกบริษัทอย่าหากินกับความยากลำบากของเกษตรกร ส่วนบรรดาผู้นำเข้าถั่วเหลืองหรืออาหารทั้งหลาย ก็ให้คิดถึงเกษตรกรด้วย อย่ามองแต่ตนเองฝ่ายเดียว” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

สมาคมเกษตรปลอดภัย
เลขที่ 18 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี 72240

เครือข่ายเกษตรกร ประกอบด้วย สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นครราชสีมา