นักวิชาการไทย เผยโลกเข้าสู่วิกฤตอาหาร ย้ำไทยคือผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อสร้างอาหารมั่นคง 0 3890

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ชี้ข้อมูลวิกฤตอาหารขาดแคลนทั่วโลกและไทย ร้องรัฐบาลควรสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนผู้ผลิตอาหาร หยุดซ้ำเติมจากปัญหาภัยแล้ง โควิด-19 และการออกกฏระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อภาคเกษตรกรรมและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน

รายงาน The State of Food Security and Nutrition in the World ฉบับล่าสุดปี 2019 ของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) กับสถาบันระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง พบว่า ประชากรโลกกว่า 820 ล้านรายอยู่ในภาวะหิวโหย ขาดสารอาหาร เป็นผลจากความขัดแย้งไร้เสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลกระทบต่อการเพาะปลูก กระทบต่อการกระจายอาหาร ภาวะโภชนาการของผู้คนจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย มีจำนวนมากถึง 6.5 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของประชากรไทย โดยขาดแคลนอาหารมากถึง 5.4 ล้านราย และขาดสารอาหารอีก 1.1 ล้านราย จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 66.5 ล้านราย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและท้าทายความสามารถของภาครัฐเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นผลจากวิกฤตด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการลดความสำคัญของการผลิตพืชอาหาร ทำให้ราคาพืชอาหารสูงขึ้น อีกทั้งยังมาเจอกับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด-19 จนทำให้ประชากรที่รายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้

ดังนั้น ทั่วโลกจึงได้แสวงหาแนวทางการพัฒนาเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพื่อประสิทธิผลการผลิต ได้แก่ การชลประทาน การใช้พืชพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง การใช้เครื่องจักรกล และการใช้ปัจจัยการผลิต มาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ในปริมาณมากพอต่อการบริโภค สำหรับปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน คือ สารเคมีเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยา สารช่วยปกป้องผลผลิต สาช่วยการเจริญเติบโต ช่วยทนต่อสภาพแล้ง หรือน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งสิ้น

สำหรับการผลิตพืชผลการเกษตรในประเทศไทย ในระดับการผลิตแบบอุตสาหกรรมยังต้องมีการใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ แต่ดูเหมือนล่าสุดทางภาครัฐก็ยังเดินหน้าในการแบนสารเคมี สมาคมฯ ได้ออกมาให้ความเห็นหลายครั้งเรื่องการที่ภาครัฐจะยกเลิกการใช้สารพาราควอต ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสียหายและเพิ่มผลผลิตให้แก่ภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก อีกทั้งยังจำเป็นในสภาวะที่ต้องหาปัจจัยการผลิตมาลดต้นทุนเกษตรกร จากข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้ อีกทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (US EPA : United States Environmental Protection Agency) และนักวิทยาศาสตร์องค์กรอิสระหลายแห่ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับพาราควอตมานานกว่า 4 ทศวรรษ พบว่า ไม่มีความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตกลงสู่ดินจะถูกดินยึดจับไว้แน่น ไม่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ รากพืชไม่สามารถดูดซึมได้ ที่สำคัญมีรายงานฉบับใหม่ล่าสุดของ US EPA ที่เพิ่งสรุปออกมา ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน ไม่มีความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และระบบการสืบพันธุ์

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังหาแนวทางสร้างความมั่นคงต่ออาหาร ด้วยการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด การยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต นับเป็นความเสี่ยงสูงของไทย ที่จะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายหลายด้านต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรไทยกำลังเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง หนี้สินเกษตรกร และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อภาคการผลิต การบริโภคในประเทศ การส่งออก และรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาแรงงานภาคการเกษตร หายากและค่าแรงสูง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลได้ โดยกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหากเลิกใช้พาราควอต ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาและทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม ประมาณการณ์ผลผลิตในพืชเศรษฐกิจอาจสูญหายสูง 97 ล้านตัน ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปเป็นมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ส่งออกกระทบโดยตรง 41.46 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกระทบส่งออกตรงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคเกษตรอุตสาหกรรม ให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอมีความมั่นคงต่อการบริโภคของประชากรในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นำรายได้เข้าสู่ประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลหันมาช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และปกป้องสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทยด้วย เพราะอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง อาทิ อเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น ยังใช้ พาราควอต เหมือนเกษตรกรไทย อย่าซ้ำเติมด้วยการทำลายโอกาสการแข่งขันในการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อนำรายได้เข้าประเทศเลย เพราะตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.8 พันล้านบาท เราสูญเสียมากแล้ว” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

สำนักงาน กปร. ชวนเขียนโครงการชิงเงินรางวัล 2 แสนเตรียมค่าย RDPB Camp รุ่น 11 0 1499

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จัดโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 ด้วยการเชิญชวนน้องๆ ระดับอุดมศึกษาล่องใต้ร่วมเรียนรู้ สืบสาน ปณิธานของพ่อ โดยเริ่มต้นด้วยการเชิญชวนส่งผลงานเขียนโครงการภายใต้หัวข้อ “จัดการน้ำ รักษาป่า พัฒนาอาชีพสู่ความพอเพียง” ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ชิงถ้วยรางวัลองคมนตรี และทุนการศึกษามูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 บาท โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สิ้นสุดการส่งผลงานในวันที่ 15 มีนาคม 2564

หลักการที่ กปร. จัดโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 เพื่อเป็นการขยายผลการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ พระราชกรณียกิจการพัฒนาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่ปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช แก่เยาวชนจากสถาบันการศึกษา ซึ่งจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติเป็นการได้รับความรู้เชิงบูรณาการผสมผสานกับการเรียนรู้จากพื้นที่จริง ทำให้การถ่ายทอดการเรียนรู้อย่างถูกต้อง อีกทั้งจะเป็นการจุดประกายความคิดที่จะสามารถนำผลสำเร็จของโครงการฯ ไปประยุกต์ปฏิบัติได้จริงทั้งต่อการศึกษา และการดำรงชีวิตให้เกิดความมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์ที่ กปร. ตั้งไว้นั้น

1.เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริการพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดไปสู่เยาวชน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ

2.เพื่อให้เยาวชนได้รับความรู้ในมุมมองใหม่ หรือการสร้างนวัตกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้นในมุมมองหรือบริบทของตนเอง

3.เพื่อให้เยาวชนเป็นเครือข่ายในการเผยแพร่และสืบสาน รักษา ต่อยอดขยายผลแนวพระราชดำริได้อย่างกว้างขวางและถูกต้องยิ่งขึ้น

4.เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของเยาวชนที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ RDPB Camp ของสำนักงานฯ ในรุ่นที่ผ่านมา

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ (RDPB Camp) รุ่นที่ 11 สามารถส่งผลงานเขียนโครงการภายใต้หัวข้อ “จัดการน้ำ รักษาป่า พัฒนาอาชีพสู่ความพอเพียง” ไปได้ที่ E-mail : rdpbcamp11@gmail.com หรือดูรายละเอียดที่ http://www.rdpb.go.th 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสราวุฒิ เศรษฐโกมล โทร 089-684-1333 / คุณวาสนา ก้อนเพชร โทร 064-130-8999 / คุณประทีป ศรีคำ โทร 092-854-5298

รมว เกษตรฯ รับชงเรื่องยกเลิกแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมข้อมูลสนับสนุนใหม่ 0 2141

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยินดีรับเรื่องและจะจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย จากเกษตรกรกลุ่มพืชเศรษฐกิจเกือบร้อยราย โดยเร็วที่สุด พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงผลสำรวจจากนักวิชาการ ไม่พบสารพารา ควอตตกค้างในสินค้าภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกใช้สารพาราควอต

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า “ผลกระทบหลังจากการแบนพาราควอต ปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรต้นทุนสูงขึ้น หนี้สินเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร บางส่วนเลิกทำเกษตร โรงงานอุตสาหกรรมเกษตรประสบปัญหา อาจเกิดการเลิกจ้างงาน สินค้าผิดกฎหมายลักลอบผสมสารเคมีอ้างเป็นสารชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพราะขาดการตรวจสอบ ควบคุมสารชีวภัณฑ์ รวมทั้ง เกษตรกรได้นำแนวทางที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแล้ว ได้แก่ สารทางเลือก ไกลโฟเซต และกลูโฟซิเนต พบว่า วัชพืชไม่ตาย ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชปลูก ผลผลิตเสียหาย รวมทั้งนักวิชาการแสดงความเห็นต่อสารทางเลือกต่าง ๆ พบว่า ไม่สามารถทดแทนพาราควอตได้ทั้งในแง่ของประเสิทธิภาพ และราคา

นอกจากนี้ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สนอท) ได้สำรวจและวิเคราะห์สารตกค้างในกลุ่มสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศไทย อาทิ น้ำตาล น้ำอ้อย แป้งมัน สาคู ข้าวโพดต้ม ข้าวโพดกระป๋อง ข้าวโพดอาหารสัตว์ และอื่น ๆ รวม 35 รายการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ไม่พบสารพาราควอตตกค้างแม้แต่รายการเดียว สอดคล้องกับ นิตยสารฉลาดซื้อของมูลนิธิผู้บริโภค ได้สำรวจและวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอตในปูนาดองเค็ม ทั้งหมด 16 รายการ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ไม่พบการตกค้างของพาราควอตทุกตัวอย่าง ซึ่ง ปูนา เป็นวัตถุดิบหลักในการทำ น้ำปู หรือ น้ำปู๋ อาหารไทยภาคเหนือ

ขณะเดียวกัน สนอท ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2563 พบว่า ร้อยละ 87 ไม่เห็นด้วยต่อการแบนพาราควอต เพราะยังไม่มีวิธีการหรือสารมาทดแทนได้ ไม่สามารถหาแรงงานคนมาถอนหญ้าได้ พาราควอตมีประสิทธิภาพดีและไม่ส่งผลต่อพืชปลูก

“ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ จึงขอให้ 1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อนำไปสู่การทบทวนอย่างเป็นธรรมใหม่อีกครั้ง 2) ขอให้นำมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และ 3) ขอให้จัดทำหนังสือถึง คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือนมิถุนายน 2564 (ปีหน้า) เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

หลังจากการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะพาราควอต หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน แพทย์ นักวิชาการเฉพาะทาง และตัวแทนเกษตรกร ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวหลากหลายมุมมอง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา และผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช กล่าวถึงประเด็นผลการศึกษาตรวจพาราควอตในเลือดหญิงมีครรภ์ และการตรวจพบในอุจจาระเด็กแรกคลอด (ขี้เทา) ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีหลายจุดที่เห็นว่า ไม่มีรายงานแจ้งความผิดปกติด้านสุขภาพ การอภิปรายสรุปของคณะศึกษาง่ายและรวบรัดเกินไป โดยในฐานะนักวิชาการควรพิจารณาข้อมูลหลายด้านประกอบกัน เช่น ข้อมูลการศึกษาในสภาพที่ปรับระเบียบวิธีศึกษาโดยนักวิชาการเกษตร นักเวชศาสตร์ป้องกัน นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การสรุปข้อมูลก็อาจเปลี่ยนไป ข้อย้ำว่าโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากพาราควอตนั้น ป้องกันได้ เช่นเดียวกับ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ที่ใช้ยาสารเคมีพิษบำบัดรักษาผู้ป่วย

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการการเกษตร กล่าวว่า กระบวนการแบนสารเคมีเกษตร จนออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ไม่ชอบและไม่ครอบคลุมตามข้อกฎหมายเท่าที่ควร เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา กรมวิชาการการเกษตรยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเกษตร แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับเร่งรีบลงมติ ขาดความรอบคอบ และไม่เป็นไปตามหลักธรรมภิบาล

น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวว่า กระบวนการที่นำมาสู่การประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 หรือ วอ.4 เป็นการสร้างข้อมูลเท็จระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับเอ็นจีโอ ซึ่งกล่าวอ้างว่า พบสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซตในผลผลิตทางการเกษตร เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว พบว่า ไม่เป็นความจริง โดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข 8 หน่วยงาน ไม่มีข้อมูลแต่เป็นการนำข้อมูลจากเอ็นจีโอมาเสนอแบน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลของเอ็นจีโอแล้ว ไม่พบว่ามีการตกค้างของสารพาราควอตและไกลไฟเซต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส ตกค้างแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ด้านการเผยแพร่ผลงานของนักวิชาการที่กล่าวอ้างถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสอบ พบว่า ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่เผยแพร่สู่สาธารณะและไม่ได้การรับรอง รวมทั้งการกล่าวอ้างการแพร่สารเคมีเกษตรจากครรภ์แม่สู่ลูกนั้น ไม่ได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวอ้างว่าได้มีการศึกษาวิจัยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงควรให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกร

ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพ และราคาเทียบเท่าพาราควอต ให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือก ตลอดจน ปัจจุบันยังไม่มีชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมวิชาการเกษตร สำหรับให้เกษตรกรใช้กำจัดวัชพืช มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต

ดังนั้น การพิจารณาทบทวนยกเลิกการใช้พาราควอตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรศึกษาไตร่ตรองอย่างรอบคอบและรอบด้านอย่างเป็นธรรม รวมทั้ง ไม่ควรอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังมีการใช้พาราควอต ถึงแม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะมีค่าตกค้างของพาราควอตไม่เกินค่ามาตรฐานโคเด็กซ์ (codex) ก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ควรส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ตามแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หรือเกษตรปลอดภัย เป็นทางออกที่ดีที่สุด