สวนป๋วย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา สวนหลังคาลอยฟ้า” ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย 0 3325

อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย เนินเขากลางกรุง ผืนเกษตรชุ่มน้ำ แหล่งเรียนรู้การเพาะปลูกปลอดสาร และประชาธิปไตย บนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการแล้ว พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ครั้งที่1 บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับ 2 ของโลก รองจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า”  หรือ “Thammasart Urban Rooftop Organic Farm” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในการให้ความสำคัญกับเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “หนึ่งในนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน “Best Sustainable and Smart University” มุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย อีกทั้งยังให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” กอปรกับวาระที่ศาสตราจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ มีชาตะกาลครบ 100 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จึงได้สร้าง “อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี” หรือ “สวนป๋วย” ขึ้น เป็นอนุสรณ์แด่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์”

การออกแบบ สวนป๋วย มีความพิเศษเป็นตึกรูปตัว H ทางเดินขึ้นสี่ด้านอย่างเท่าเทียม สื่อนัยยะถึงภาพ คำว่า  Humanity สะท้อนปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมของธรรมศาสตร์ไว้ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีความเท่าเทียมเสมอกันของคนไทยทุกคน อยู่ภายใต้หลังคาที่เป็น พูนดิน สอดคล้องกับชื่ออาจารย์ป๋วย ในแนวคิดผืนดินไล่ระดับแบบเนินเขา ที่ทำให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ

สำหรับโครงการ“ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 200 ชีวิต ภายใต้การนำโดย รองศาสตราจารย์  เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ผศ. ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอาจารย์กชกร วรอาคม ร่วมกันปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวหอมธรรมศาสตร์ บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

“ทั่วทั้งพื้นที่ 100 ไร่ของสวนผักออแกนิคบนหลังคานี้ สามารถผลิตอาหารได้มากถึง 20 ตันต่อปี หรือ 133,000 มื้อต่อปี ส่งผลให้มีพืชและผักปลอดสารเคมีส่งตรงถึงจานข้าวนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมการเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอก สมุนไพร และอื่นๆ อันเป็นองค์ความรู้เด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม “การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การบริหารจัดการ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพ ควบคู่ไปกับ การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการก่อสร้างอาคาร มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการขยะ รวมถึงการวิจัยและบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอน นำหลายสาขาวิชามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด”

ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สสส. มีภารกิจสำคัญคือ การขยายแนวความคิดเรื่อง พื้นที่สุขภาวะ อันเป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ที่ดึงดูดให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีเป้าหมายหลักคือการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ของผู้คนในโลกยุคใหม่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับทุกมิติของคำว่า สุขภาพ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเรียกรวมว่า สุขภาวะ แต่กายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชัดที่สุด สิ่งที่ สสส. ดำเนินการมี 3-4 องค์ประกอบที่ต้องทำ เช่น ควบคุมปัจจัยเสี่ยง อย่าง สุราและบุหรี่ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม นำมาซึ่งอุบัติเหตุ และส่งเสริมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึง การออกกำลังกาย ทั้งนี้ สวนป๋วย มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย ไร้สารเคมี และสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ วิธีการเพาะปลูกไร้สารเคมี การเก็บเกี่ยวและจัดจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในศูนย์อาหารออแกนิค จนถึงการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยเพื่อนำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในเกษตรกรรมต่อไป ที่สำคัญแนวทางการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตยกรรมสอดคล้องกับแนวคิดพื้นที่สุขภาวะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อาจารย์กชกร วรอาคม หนึ่งในสามคนไทยที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Time ให้เป็น Time 100 Next สาขา นวัตกรระดับโลก หรือดาวรุ่งหน้าใหม่ของโลกที่มีอิทธิพลในสาขานวัตกรรม ท่ามกลางบุคคลต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ได้รับเลือกเพียง 100 คน ในฐานะผู้ร่วมออกแบบพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ความท้าทายของการออกแบบสวนป๋วย คือ การผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบและการบริหารจัดการทั้งระบบอย่างครบวงจรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม สังคม และสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะประเด็นระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ นับตั้งแต่ 1) การจัดสรรพื้นที่ 2) การออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ 3) การบริหารพันธุ์ไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 สร้างแหล่งอากาศบริสุทธิ์ 4) การไล่ระดับพื้นที่เพาะปลูกแบบนาขั้นบันได ลดแรงปะทะ ช่วยชะลอการไหล่บ่าของน้ำฝนได้สูงถึง 20 เท่า ลดความเสี่ยงน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณรองรับน้ำฝน 5) การพัฒนาระบบจัดการน้ำหมุนเวียนพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดมีสระน้ำรองรับ 4 แห่งรอบอาคาร จุน้ำได้รวมกว่า 3 ล้านแกลลอน หรือประมาณ 13.5 ล้านลิตร ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ปั้มน้ำเข้าสู่ระบบ นำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำเพื่อการเพาะปลูก ลดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ พื้นผิวคอนกรีตของอาคารปกคลุมด้วยไม้นานาพันธุ์ จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในอาคารลงได้ 3-4 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิภายนอกในบริเวณพื้นที่สีเขียวได้มาถึง 7 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับข้อมูลและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 083-331-6000 ไลน์ pueypark หรืออีเมล puey100.tu@gmail.com

เกี่ยวกับอุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย
อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ประกอบด้วย ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่ Co-Working Space ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงงานคอนเสิร์ต ขนาด 630 ที่นั่ง ศูนย์อาหารออร์แกนิค และพื้นที่กิจกรรมเอนกประสงค์ (Amphitheatre) เพื่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายนามผู้ร่วมออกแบบและก่อสร้าง
ภูมิสถาปัตยกรรม โดย LANDPROCESS
ออกแบบสถาปัตยกรรม โดย สถาบันอาศรมศิลป์
ออกแบบตกแต่งภายใน โดย DIMENSIONAL INTERPRETATION
วิศวกรรมโครงสร้าง โดย Degree System Co., Ltd
วิศวกรรมงานระบบ โดย TPM Consultants Co.,Ltd
ออกแบบกราฟฟิก โดย Be Our Friend
บริหารงานก่อสร้าง โดย CM49

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

รมว เกษตรฯ รับชงเรื่องยกเลิกแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมข้อมูลสนับสนุนใหม่ 0 2089

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยินดีรับเรื่องและจะจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย จากเกษตรกรกลุ่มพืชเศรษฐกิจเกือบร้อยราย โดยเร็วที่สุด พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงผลสำรวจจากนักวิชาการ ไม่พบสารพารา ควอตตกค้างในสินค้าภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกใช้สารพาราควอต

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า “ผลกระทบหลังจากการแบนพาราควอต ปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรต้นทุนสูงขึ้น หนี้สินเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร บางส่วนเลิกทำเกษตร โรงงานอุตสาหกรรมเกษตรประสบปัญหา อาจเกิดการเลิกจ้างงาน สินค้าผิดกฎหมายลักลอบผสมสารเคมีอ้างเป็นสารชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพราะขาดการตรวจสอบ ควบคุมสารชีวภัณฑ์ รวมทั้ง เกษตรกรได้นำแนวทางที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแล้ว ได้แก่ สารทางเลือก ไกลโฟเซต และกลูโฟซิเนต พบว่า วัชพืชไม่ตาย ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชปลูก ผลผลิตเสียหาย รวมทั้งนักวิชาการแสดงความเห็นต่อสารทางเลือกต่าง ๆ พบว่า ไม่สามารถทดแทนพาราควอตได้ทั้งในแง่ของประเสิทธิภาพ และราคา

นอกจากนี้ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สนอท) ได้สำรวจและวิเคราะห์สารตกค้างในกลุ่มสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศไทย อาทิ น้ำตาล น้ำอ้อย แป้งมัน สาคู ข้าวโพดต้ม ข้าวโพดกระป๋อง ข้าวโพดอาหารสัตว์ และอื่น ๆ รวม 35 รายการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ไม่พบสารพาราควอตตกค้างแม้แต่รายการเดียว สอดคล้องกับ นิตยสารฉลาดซื้อของมูลนิธิผู้บริโภค ได้สำรวจและวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอตในปูนาดองเค็ม ทั้งหมด 16 รายการ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ไม่พบการตกค้างของพาราควอตทุกตัวอย่าง ซึ่ง ปูนา เป็นวัตถุดิบหลักในการทำ น้ำปู หรือ น้ำปู๋ อาหารไทยภาคเหนือ

ขณะเดียวกัน สนอท ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2563 พบว่า ร้อยละ 87 ไม่เห็นด้วยต่อการแบนพาราควอต เพราะยังไม่มีวิธีการหรือสารมาทดแทนได้ ไม่สามารถหาแรงงานคนมาถอนหญ้าได้ พาราควอตมีประสิทธิภาพดีและไม่ส่งผลต่อพืชปลูก

“ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ จึงขอให้ 1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อนำไปสู่การทบทวนอย่างเป็นธรรมใหม่อีกครั้ง 2) ขอให้นำมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และ 3) ขอให้จัดทำหนังสือถึง คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือนมิถุนายน 2564 (ปีหน้า) เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

หลังจากการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะพาราควอต หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน แพทย์ นักวิชาการเฉพาะทาง และตัวแทนเกษตรกร ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวหลากหลายมุมมอง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา และผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช กล่าวถึงประเด็นผลการศึกษาตรวจพาราควอตในเลือดหญิงมีครรภ์ และการตรวจพบในอุจจาระเด็กแรกคลอด (ขี้เทา) ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีหลายจุดที่เห็นว่า ไม่มีรายงานแจ้งความผิดปกติด้านสุขภาพ การอภิปรายสรุปของคณะศึกษาง่ายและรวบรัดเกินไป โดยในฐานะนักวิชาการควรพิจารณาข้อมูลหลายด้านประกอบกัน เช่น ข้อมูลการศึกษาในสภาพที่ปรับระเบียบวิธีศึกษาโดยนักวิชาการเกษตร นักเวชศาสตร์ป้องกัน นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การสรุปข้อมูลก็อาจเปลี่ยนไป ข้อย้ำว่าโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากพาราควอตนั้น ป้องกันได้ เช่นเดียวกับ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ที่ใช้ยาสารเคมีพิษบำบัดรักษาผู้ป่วย

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการการเกษตร กล่าวว่า กระบวนการแบนสารเคมีเกษตร จนออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ไม่ชอบและไม่ครอบคลุมตามข้อกฎหมายเท่าที่ควร เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา กรมวิชาการการเกษตรยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเกษตร แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับเร่งรีบลงมติ ขาดความรอบคอบ และไม่เป็นไปตามหลักธรรมภิบาล

น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวว่า กระบวนการที่นำมาสู่การประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 หรือ วอ.4 เป็นการสร้างข้อมูลเท็จระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับเอ็นจีโอ ซึ่งกล่าวอ้างว่า พบสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซตในผลผลิตทางการเกษตร เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว พบว่า ไม่เป็นความจริง โดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข 8 หน่วยงาน ไม่มีข้อมูลแต่เป็นการนำข้อมูลจากเอ็นจีโอมาเสนอแบน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลของเอ็นจีโอแล้ว ไม่พบว่ามีการตกค้างของสารพาราควอตและไกลไฟเซต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส ตกค้างแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ด้านการเผยแพร่ผลงานของนักวิชาการที่กล่าวอ้างถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสอบ พบว่า ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่เผยแพร่สู่สาธารณะและไม่ได้การรับรอง รวมทั้งการกล่าวอ้างการแพร่สารเคมีเกษตรจากครรภ์แม่สู่ลูกนั้น ไม่ได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวอ้างว่าได้มีการศึกษาวิจัยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงควรให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกร

ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพ และราคาเทียบเท่าพาราควอต ให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือก ตลอดจน ปัจจุบันยังไม่มีชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมวิชาการเกษตร สำหรับให้เกษตรกรใช้กำจัดวัชพืช มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต

ดังนั้น การพิจารณาทบทวนยกเลิกการใช้พาราควอตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรศึกษาไตร่ตรองอย่างรอบคอบและรอบด้านอย่างเป็นธรรม รวมทั้ง ไม่ควรอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังมีการใช้พาราควอต ถึงแม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะมีค่าตกค้างของพาราควอตไม่เกินค่ามาตรฐานโคเด็กซ์ (codex) ก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ควรส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ตามแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หรือเกษตรปลอดภัย เป็นทางออกที่ดีที่สุด

ลุงตู่ เมินแก้ปัญหาเกษตรกร หลังแบนพาราควอต กลุ่มเกษตรกรบุกทำเนียบ 0 2282

แกนนำเกษตรกรจาก 11 สมาคมด้านการเกษตร ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้ง หลังจากพยายามยื่นมาแล้วหลายครั้ง เพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอให้ทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต หลังจากกรมวิชาการเกษตร ไร้แนวทางจัดการและไม่มีสารทดแทน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “กลุ่มเกษตรกรได้เดินทางและทำหนังสือมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับแนวทางการจัดการปัญหาที่ชัดเจน เพราะนับตั้งแต่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้ใช้หรือครอบครองสารพาราควอต หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเงินสูงสุด 1 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ ประสบปัญหาและเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไร้มาตรการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร มีแต่เสนอสารเคมีเกษตรอื่น ๆ มาให้เป็นทางเลือก แต่ไม่สามารถใช้แทนพาราควอตได้ โดยเฉพาะกลูโฟซิเนต ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำ คุณสมบัติ ราคาและประสิทธิภาพแตกต่างกับพาราควอตอย่างสิ้นเชิง แถมทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชปลูกมากกว่าเดิม

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผ่าน 11 สมาคมด้านการเกษตร ได้แก่ สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มแม่น้ำกลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ช่วงฤดูฝนนี้ วัชพืชเติบโตอย่างรวดเร็ว แย่งอาหารจากพืชปลูก การใช้แรงงานคนกำจัดวัชพืชแทนพาราควอต ไม่สามารถทำได้เลย เพราะต้นทุนสูง แรงงานภาคการเกษตรไม่เพียงพอ เครื่องจักรกลจะใช้ก็มีข้อจำกัดทั้งในแง่ต้นทุนและพื้นที่แต่ละแปลงปลูก

“เกษตรกรไทย จึงต้องรับกรรม รับภาระจากแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่เป็นธรรม จึงขอร้องทุกข์ต่อ นายกรัฐมนตรี ให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนโดยด่วน และทบทวนมาตรการยกเลิกพาราควอตโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เกษตรกรได้ยื่นหนังสือมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ หวังว่า นายกรัฐมนตรี จะให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรไทย เพราะเกษตรกรไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว สำหรับแนวทางที่ดีที่สุด สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยมีความคิดเห็นว่า ควรส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ตามแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หรือเกษตรปลอดภัย นั่นเอง” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป