กลุ่มยางพารา วอน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่านค้านหยุดเล่นเกมการเมือง หันช่วยเหลือเกษตรกรจริงจัง 0 2482

เกษตรกรกลุ่มยางพารา ไม่เห็นด้วยกับมาตรการประกันราคายาง แถมสูตรคำนวณต้นทุนสวนทางกับความเป็นจริง วอนขอให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ หยุดปั่นกระแส 3 สาร หนุนนายทุน สร้างภาระและความยากจนให้เกษตรกร

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการประชุมโครงการประกันราคาเกษตรกรชาวสวนยาง ประสบปัญหาล้มเหลว เนื่องจากสูตรคำนวณต้นทุนการผลิตเกษตรกรสวนยางของปีนี้ แจ้งว่า ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 55 บาท ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกริมอยู่ที่ 65.65 บาท ซึ่งเป็นการประเมินเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2557) ดังนั้น ต้นทุนการผลิตไม่มีทางลดลงเหลือ 55 บาทอย่างแน่นอน ด้วยการเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากนโยบาย ภาวะเงินเฟ้อ ราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ดังนั้น มาตรการประกันราคายางที่ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม จึงไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน คลางแคลงใจกับนโยบายพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกพรรคต่างประกาศสงครามกับความจน ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับเอื้อกลุ่มนายทุน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม การปั่นกระแสข่าวการแบน 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส เพื่อเปิดทางให้สารเคมีของนายทุนพรรคการเมือง กลูโฟซิเนต ที่ราคาแพงและมีอันตรายเหมือนกัน เป็นที่น่าสังเกตุอย่างยิ่ง หากภาครัฐต้องการเลิกใช้สารเคมีจริงๆ ทำไมจึงห้ามใช้สารเคมีตัวหนึ่ง และแนะนำสารเคมีอีกตัวหนึ่งให้เกษตรกรแทน แบบนี้ควรแบนสารเคมีให้หมดทุกตัว จะได้ไม่มีวาทะกรรมแผ่นดินอาบสารพิษ จากกลุ่มต่อต้านการใช้สารเคมี ที่มากดดันเกษตรกร

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศแบน 3 สารเคมีฯ ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำเข้าปุ๋ย-สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศมาตามชายแดนไทย-ลาว พม่า กัมพูชา โดยภาครัฐไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งเปิดโอกาสการคอร์รัปชั่นและหาผลประโยชน์จากกลุ่มผู้มีอิทธิพล

“แนวทางการจัดการที่เหมาะสมที่สุด คือ การวางแผนและจัดการเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่มีการวางแผนหรือไตร่ตรองไว้อย่างรอบคอบถึงผลกระทบในทุกมิติ รวมทั้ง ประเด็น 3 สารเคมีฯที่ชอบบอกว่า มีพิษสูง ทำให้อวัยวะภายใน ตับ ไต ล้มเหลว นั่นก็เพราะมีคนเอาไปกินใช่หรือไม่ แบบนี้เอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ใช่หรือไม่ เพราะสารเคมีเกษตร พาราคตวอตมีไว้กำจัดหญ้า ถ้าจะมีปัญหาสุขภาพนั่นก็ต้องไปดูว่ามีการใช้อย่างไร ถูกต้องไหม อย่าเหมารวม เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ใช้มายาวนาน ไม่ได้มีปัญหาอย่างที่เป็นข่าว และหากแนะนำสารเคมีตัวใหม่ และเกิดมีข้อกล่าวหาด้านสุขภาพอีก รมว. รมช. เกษตรฯ และคุณหมอ จะมารับผิดชอบต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรไหม” นายอุทัย กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ซินเจนทา สนองมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร 0 4653

ซินเจนทา คิกออฟลงพื้นที่อบรมเกษตรกร พร้อมผนึกหน่วยงานต่างๆ วางแผนอบรมเกษตรกรร่วมกัน

นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ซินเจนทา ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากกรมวิชาการเกษตรได้จัดอบรมวิทยากร (ครู ข) หลักสูตร “การใช้วัตถุอันตราย 3 สาร ให้ถูกต้องและปลอดภัย” เพื่อให้ครู ข ลงพื้นที่อบรมเกษตรกรทั่วประเทศ 1.5 ล้านคนในการได้รับสิทธิ์ซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยบริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด บริษัทชั้นนำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร ได้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้กับเกษตรกรมาโดยตลอด จึงได้นำพนักงานเกือบ 100 คน เข้ารับการอบรมการเป็นวิทยากรครู ข กระทั่งผ่านการอบรมเป็นวิทยากรได้สำเร็จ

วิทยากรของซินเจนทา ได้ลงพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ อบรมเกษตรกรตามาตรการจำกัดการใช้ สำหรับผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล ตลอดเดือนที่ผ่านมา มีเกษตรกรให้ความสนใจเข้ารวมแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับทราบข่าวสารมาบ้างแล้วว่าต่อไปจะต้องมีการขึ้นทะเบียน เข้ารับการอบรม และทดสอบ เพื่อได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ระยะแรกนี้จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รับทราบ และปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยบริษัทฯ จะเร่งสร้างความเข้าใจและอบรมการใช้สารฯ ให้กับเกษตรกรในพืชอื่น ๆ เช่น อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมันในลำดับต่อไป

นอกจากการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการจำกัดการใช้ฯ กับกลุ่มเกษตรกรแล้ว เนื่องจากปัจจุบันได้มีการระบาดของหนอนกระทู้ลายจุดข้าวโพด (Fall army worm) ในข้าวโพดอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย บริษัทจึงได้มีมาตรการเร่งด่วนลงให้ความรู้เรื่องการจัดการหนอนกระทู้ลายจุดข้าวโพด (Fall army worm) ให้กับเกษตรกร และร้านค้าผู้แทนจำหน่าย ในพื้นที่ ลพบุรี สุพรรณบุรี สระแก้ว นครราชสีมา เพื่อให้ร้านค้า และเกษตรกรมีความรู้ในการควบคุมโดยใช้วิธีการหลากหลายวิธี และถ้าหากต้องใช้สารเคมี ต้องมีการใช้อย่างถูกต้องไม่เกิดปัญหาความต้านทาน  

นางสาววัชรีภรณ์ กล่าวในตอนท้ายว่า หลังจากที่เกษตรกรได้รับการอบรมในครั้งนี้ไปแล้ว เชื่อว่าเกษตรกรจะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สารฯ ไปเข้ารับการสอบ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการซื้อและสามารถใช้สารฯ ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้วางแผนลงพื้นที่อบรมเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยกระทรวงเกษตรฯ อบรมเกษตรกร จำนวน 150,000 คน โดยซินเจนทาจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กลุ่มโรงงานน้ำตาล สมาพันธ์ชาวสวนปาล์ม สมาคมชาวสวนยาง กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน กลุ่มผู้รับซื้อพืชอาหารสัตว์ เพื่อหารือและวางกรอบแนวทางร่วมกันในการอบรมเกษตรกร และเร็วๆนี้ ซินเจนทาจะได้นำเทคโนโลยีแบบดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อให้สามารถขยายขีดความสามารถในการอบรมเกษตรกรได้คราวละจำนวนมาก ซินเจนทาตระหนักถึงหน้าที่และจรรยาบรรณในการดูแลผลิตภัณฑ์ หรือ Product stewardship ด้วยความรับผิดชอบมาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี ตามที่เราได้ให้คำมั่นสัญญาต่อองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ

สำหรับเกษตรกรที่มีความประสงค์เข้ารับการสอบ สามารถสมัครเข้าสอบด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th  หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ รวมทั้ง สามารถสแกน QR Code หรือไปที่ http://bit.ly/farmersafe เพื่อศึกษาการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยด้วยตนเอง

เกี่ยวกับซินเจนทา

บริษัทซินเจนทาหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมีพนักงานซินเจนทากว่า 28,000 คนในประเทศต่าง ๆ ครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยมีพันธกิจ “นำศักยภาพของพืชสู่ชีวิต” (Bringing Plant Potential to Life) ภายใต้การคิดค้นวิจัยชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าให้สามารถเพิ่มผลผลิต ปกป้องสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.syngenta.co.th 

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ร้อง รมต.เกษตร เร่งช่วยเหลือด่วน 0 4638

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการอย่างจริงจัง หันมาช่วยเหลือเกษตรกร หยุดนโยบายประชานิยม

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าสู่ตลาดราชการ เพื่อให้สินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น การนำยางมาแปรรูป เป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หรืออื่น ๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส นั้น รัฐควรแนะนำให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดีกว่าการยกเลิกใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรม เสียหายหลายแสนล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ

ด้านเกษตรกรกลุ่มอ้อย กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาอ้อยตกต่ำ จากเดิมเฉลี่ยตันละ 1,000 บาท เหลือเพียง 700 บาท ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตที่หายไปกว่าร้อยละ 30 และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวการแบนที่มีมาเป็นระลอก จนมาถึงข้อสรุปจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้มีการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อย 2 แสนครอบครัว กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาถึงข้อเท็จจริงของสารเคมีดังกล่าว โดยอ้างอิงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเป็นหลัก รวมทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีสารใดมาทดแทนการใช้สารเคมี พาราควอต ได้ในประสิทธิภาพและราคาที่เท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ ศรีจันทร์รัตน์ ประธานกลุ่มเกษตรมันแปลงใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมและสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถเก็บข้อมูลได้ แต่เกษตรกรเสียเวลาในการไปอบรมและเตรียมตัวเข้ารับการสอบ รวมทั้ง เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของภาครัฐ ในความเป็นจริง การจัดอบรมเกษตรกรเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว หลายรายมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐออกนโยบายมาแล้ว เกษตรกรยินดีทำตามและให้ความร่วมมือ แต่อยากให้เห็นใจและช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มด้วย

ท้ายที่สุด ประเด็นพรรคฝ่ายค้านได้สอบถามความคิดเห็นภาคประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร และมองว่าจะแบนสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอตนั้น กลุ่มเกษตรกรอ้อย ยางพารา และมันสำปะหลังต่างเห็นพ้องว่า หากพรรคฝ่ายค้านเองต้องการทำงานเพื่อปากท้องของประชาชนจริงและให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้  ต้องลงมาถามความเห็นเกษตรกรจำนวน 12 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบหากมีการห้ามใช้สารพาราควอต เพื่อให้ได้รับข้อมูลรอบด้าน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรทันที