สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลฯ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน เตรียมอบรม ใช้พาราควอตและไกลโฟเซตให้กับโรงงานอ้อยทั่วประเทศ 0 4784

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมปูพรม ผนึกกำลังทุกฝ่าย ลงอบรมให้ความรู้การใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต ให้กับเกษตรกรของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ก่อนมาตรการจำกัดการใช้ฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคมพ.ศ.  2562 นี้

นายกิตติ ชุณวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต โดยให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ผ่านการอบรมและสอบเรื่องการใช้สารฯ อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว เกษตรกรจึงมีสิทธิ์ไปซื้อและใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวที่ร้านค้าได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 20 ตุลาคม 2562 นี้ สมาคมฯ จึงได้ร่วมกับ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งชาติ สมาคมเกษตรปลอดภัย และบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จัดทำ “โครงการอบรมการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซตตามมาตรการจำกัดการใช้” ให้กับผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยทั่วประเทศ

โครงการอบรมการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซตตามมาตรการจำกัดการใช้ มีเป้าหมายให้กลุ่มโรงงานน้ำตาลได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ภายในเครือข่ายเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติตามมาตรการจำกัดการใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบผลิตและผลผลิตอ้อย เนื่องจากเกษตรกรที่ไม่ผ่านการอบรมและทดสอบจะไม่มีสิทธิ์ซื้อและใช้สารเคมีดังกล่าวได้ ส่งผลต่อการเพาะปลูก ทั้งในแง่ปริมาณที่จะลดลงและคุณภาพที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน อันส่งผลต่อระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อป้องกันตัวเอง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดเตรียมวิทยากรและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมและรับรองจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อไปอบรมให้แก่หน่วยงาน โรงงาน หรือสมาคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ขอให้จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์การบรรยาย และอาหารสำหรับเกษตรกรผู้เข้าอบรม และจะได้ประสานไปทางกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อดำเนินการจัดสอบ ณ สถานปฎิบัติการของท่าน ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมให้บริการลงพื้นที่อบรมตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมเป็นต้นไป” นายกิตติ กล่าวสรุป

สำหรับหน่วยงาน โรงงาน หรือสมาคมที่สนใจ สามารถแจ้งความประสงค์มาได้ที่ คุณวาสินี มั่นคง โทร. 061-646-2963  โทรสาร 02-201-4949 อีเมล k.wasinee@hotmail.co.th ภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2562

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชวนเที่ยวงาน มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม 0 6087

กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม” ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2562
ณ ลานโปรโมชั่นชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ภายในงาน ได้ช้อปและชิมสุดยอดอาหาร เลือกซื้อสินค้าทางภูมิปัญญาของกลุ่มจังหวัดฯ มากมายกว่า 100 รายการ รับชมและร่วมลงมือทำ การสาธิตวิถีชีวิตและภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ร่วมด้วย สุนารี ราชสีมา รุ่งสุริยา และ เต้ย จักรินทร์ ไมค์ทองคำ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 702 9256

กลุ่มเกษตรกร ยื่นข้อเสนอ นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้า ลดต้นทุนการผลิต 0 6903

ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตร จันทบุรี แนะนโยบายรัฐชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์ม ปัจจุบัน โรงงานรับซื้อ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่า เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุน ในไทย เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน รวมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หารลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัวแพงขึ้นทันที  ทั้งๆ ที่กระทรวงฯ ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกร ไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลต่อสุขภาพในเกษตรกรกลุ่มปาล์ม เพราะใช้มานานกว่า 40 ปี ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยา และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม

ด้านสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการ และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวเสริมว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตรกร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุน ราคาสูงขึ้น สารเคมีผิดกฎหมายถูกนำเข้ามามากขึ้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ควรเป็นการให้คำแนะนำเรื่องการใช้ มากกว่าการยกเลิกหรือลดการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย จึงอยากให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตของเกษตรในแต่ละพืชปลูกให้ดี ก่อนออกมาตรการดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”

นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุปว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่ม คือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้ง ศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด