กลุ่มเกษตรกร ยื่นข้อเสนอ นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้า ลดต้นทุนการผลิต 0 961

ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตร จันทบุรี แนะนโยบายรัฐชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์ม ปัจจุบัน โรงงานรับซื้อ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่า เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุน ในไทย เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน รวมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หารลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัวแพงขึ้นทันที  ทั้งๆ ที่กระทรวงฯ ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกร ไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลต่อสุขภาพในเกษตรกรกลุ่มปาล์ม เพราะใช้มานานกว่า 40 ปี ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยา และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม

ด้านสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการ และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวเสริมว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตรกร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุน ราคาสูงขึ้น สารเคมีผิดกฎหมายถูกนำเข้ามามากขึ้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ควรเป็นการให้คำแนะนำเรื่องการใช้ มากกว่าการยกเลิกหรือลดการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย จึงอยากให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตของเกษตรในแต่ละพืชปลูกให้ดี ก่อนออกมาตรการดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”

นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุปว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่ม คือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้ง ศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ครั้งแรกของถนนสุขุมวิท กับ สุขุมวิท แกลเลอรี่ รวบรวมภาพถ่ายของสุขุมวิทในอดีต และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที 0 2014

บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ได้รับเกียรติจาก นายพิชัย รัตตกุล เป็นประธานเปิด “สุขุมวิท แกลเลอรี่ และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที” ซึ่ง สุขุมวิท แกลเลอรี่ เป็นแกลเลอรี่ที่รวบรวมภาพถ่ายในสมัยก่อนที่เกี่ยวข้องกับประวัติของถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร อาทิ บุคคลที่สร้างถนนเส้นสุขุมวิท แผนที่เก่า ที่มาของชื่อซอยต่าง ที่พำนักของบุคคลสำคัญและศิลปินแห่งชาติ สถานที่สำคัญ วัง-คฤหาสน์-บ้านพักที่สวยและทันสมัยในยุคก่อน การคมนาคม ทั้งหมด 45 ภาพ จัดแสดงให้ชมถาวรโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ที่ชั้น 4 โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท และมี QR Code สำหรับให้ดาวน์โหลด โบรชัวร์ สุขุมวิท แกลเลอรี่

นอกจากนั้น ที่บริเวณ สุขุมวิท แกลเลอรี่ ยังเสิร์ฟ อาฟเตอร์นูน ที ออกแบบธีมโดย คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในภาพของ สุขุมวิท แกลเลอรี่ นั่นคือภาพของสะพานลอยเอกมัย ตั้งอยู่ที่แยกซอยเอกมัย (สุขุมวิท ซอย 63) เป็นสะพานลอยที่มีรูปแบบล้ำสมัยในยุคนั้น เป็นที่จดจำได้ของหลายๆ คน เมื่อได้โครงรูปแบบของถาดอาฟเตอร์นูน ที เป็นที่เรียบร้อย จึงสั่งทำ ซึ่งถาดทุกถาดเป็นงานประดิษฐ์ ทำมือโดยช่างปฏิมากร ทำจากสแตนเลสชุบทองแดงและหินอ่อนเทียม และเลือกดอกไม้เพื่อใช้ตกแต่งถาดให้ดูมีมิติ โดยชุดที่เป็นซิกเนเจอร์ของโรงแรมฯ คุณสกุลเลือกตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัย ด้วยการเลือกใช้ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย จัดให้เป็นทรงคลื่นสูงต่ำ ซึ่งความหมายของการตกแต่งนี้ คือ

1) สีม่วง-ขาว เป็นสีของแบรนด์ไฮแอท รีเจนซี่ 

2) เป็นแนวไทยร่วมสมัยเหมือนคอนเซ็ปต์ตกแต่งโรงแรม

3) คลื่นดอกไม้ สื่อถึงความไม่เคยหยุดนิ่งของถนนสุขุมวิท

4) ดอกไม้ที่ปักตั้งเพียง 1 ดอก เป็นตัวแทนของโรงแรมที่โดดเด่น ลายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลาย ผู้ที่รับประทาน อาฟเตอร์นูน ที ที่ สุขุมวิท แกลเลอรี่ แห่งนี้  จึงจะได้ลิ้มรสของว่าง 15 ชนิด อิ่มอร่อยไปกับของคาว ของหวาน เบเกอรี่ และขนมเสิร์ฟร้อน ปรุงโดยทีมเชฟของโรงแรม ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิคของแกลเลอรี่ภาพถ่าย ที่ส่งความรู้สึกถึงความโก้หรู ความเจริญ ความทันสมัย ความไม่หยุดนิ่ง

กาแฟ และ ชา ที่เสิร์ฟกับอาฟเตอร์นูน ที เป็นความภาคภูมิใจของ มร. เฟเดอริก ฟาริน่า (Frederik Farina) พ่อครัวใหญ่ของโรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท เพราะเชฟเฟเดอริก ได้เดินทางไปด้วยตนเองเพื่อเลือกกับมือและชิมทุกชนิดเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด กาแฟที่เลือกจากไร่ของหมู่บ้านเลอตอโกลจังหวัดตาก คือกาแฟดรายโพรเซส คั่วระดับเข้มปานกลาง (dry process, medium roast) ปลูกโดยชาวเขาปกาเกอะญอ กาแฟจากไร่นี้ ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟพิเศษแห่งประเทศไทย 2 ปีซ้อน ด้วยสายพันธุ์กาแฟที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชาวเขาปกาเกอะญอได้พลิกฟื้นเขาหัวโล้น มาปลูกกาแฟและพืชอื่นๆ จนทำให้ปัจจุบันนี้ จากเขาหัวโล้น กลายเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้นานาพันธุ์ อุดมไปด้วยความหลากหลายของพืชพรรณไม้ ไม้ดอก และผักเมืองหนาว ที่ผสมผสานให้กาแฟที่นี่ มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง สำหรับใบชา เชฟเฟเดอริก มีจุดหมายปลายทางที่บ้านแม่แสะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อค้นหาตำนานต้นชาธรรมชาติที่มีอายุกว่า 100  ปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ชาเมี่ยง หรือ ชาป่า  ซึ่งเป็นชาสายพันธุ์อัสสัม และมีโรงผลิตชาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   ซึ่งเชฟเฟเดอริกเลือก  ชาขาวอัสสัม (Assum White Tea) ด้วยเหตุผลมีกลิ่นหอมกรุ่นติดจมูกและรสชาติกลมกล่อมแต่มีความเข้มข้นอยู่ในตัว

สุขุมวิท แกลเลอรี่ เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยไม่มีค่าเข้าชม ระหว่างเวลา 11:00 – 22:30 น. และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 14:00 – 16:00 น. ราคา 950++ บาท/เซ็ต สำหรับรับประทานได้ 2 คน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองนั่ง โทรฯ 02 098 1234 อีเมล์  bangkoksukhumvit.regency@hyatt.com

MENU-SUKHUMVIT-GALLERY-AFTERNOON-TEA-TH-ENG-JP

ซินเจนทา โชว์ผลงาน พร้อมสนับสนุนงานประชุม International Conference on Biodiversity 2019 0 2223

งานประชุมวิชาการนานาชาติและนิทรรศการทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  (International Conference on Biodiversity) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562  ณ เซนทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอผลงานและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนจาก บริษัท ซินเจนทา ประเทศไทย ผู้นำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรและอาหาร

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ หมอพืชและผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนธุรกิจ ประเทศไทย ซินเจนทา เปิดเผยว่า “วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิศาสตร์เขตร้อน กำลังเป็นที่สนใจไปทั่วโลก เนื่องด้วยเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ปัจจุบันเกิดการสูญเสีย จากปัจจัยต่างๆมากขึ้น เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชน การใช้ปัจจัยทางการเกษตร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เพราะระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร สูญเสียสมดุล”

การเข้าร่วมจัดงานครั้งนี้ ซินเจนทา ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะ ผึ้งและแมลงผสมเกสร ที่มีบทบาทหลักในระบบการผลิตอาหารและการเกษตร ร้อยละ 90 ของพืชอาหารทั่วโลก อาศัยการผสมเกสรของแมลงขนาดต่าง ๆ หากการผสมเกสรของพืชไม่เพียงพอ จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คิดเป็นมูลค่า 17.3 ล้านล้านบาท หรือ 577 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ซินเจนทา จึงได้วิจัยและพัฒนาโครงการรักษาสมดุล สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ มากถึง 301 โครงการใน 39 ประเทศทั่วโลก ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากกว่า 31,250 ไร่ และอบรมเกษตรกรไปแล้วกว่า 2,500 รายในปีที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ซินเจนทา ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ และศูนย์ผึ้งจันทบุรี เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี จัดทำ โครงการรักษ์ผึ้ง (Bee love project)  เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและสร้างความรู้ระหว่างเกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้ง ขยายผลไปยังกระบวนการผลิตทางการเกษตรด้วยการผสมเกสรของผึ้ง การใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา ลดผลกระทบต่อสุขภาพผึ้ง ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกัน เกษตรกรชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้งต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน มีผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้น และน้ำผึ้งมีคุณภาพดีได้มาตรฐาน และในเร็วๆ นี้ ซินเจนทา วางแผนจะก่อตั้งศูนย์เรียนรู้รักษ์ผึ้ง และร่วมกับชุมชนสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารของผึ้งและแมลงผสมเกสรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและนครสวรรค์

“การแก้ไขปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพ จำเป็นต้องใช้เวลา และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซินเจนทา  พร้อมนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านเกษตรและอาหาร มาใช้พัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร ควบคู่ไปกับการปกป้องรักษาโลกให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย” หมอพืช วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ กล่าวสรุป