เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ร้อง รมต.เกษตร เร่งช่วยเหลือด่วน 0 6883

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการอย่างจริงจัง หันมาช่วยเหลือเกษตรกร หยุดนโยบายประชานิยม

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าสู่ตลาดราชการ เพื่อให้สินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น การนำยางมาแปรรูป เป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หรืออื่น ๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส นั้น รัฐควรแนะนำให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดีกว่าการยกเลิกใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรม เสียหายหลายแสนล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ

ด้านเกษตรกรกลุ่มอ้อย กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาอ้อยตกต่ำ จากเดิมเฉลี่ยตันละ 1,000 บาท เหลือเพียง 700 บาท ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตที่หายไปกว่าร้อยละ 30 และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวการแบนที่มีมาเป็นระลอก จนมาถึงข้อสรุปจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้มีการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อย 2 แสนครอบครัว กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาถึงข้อเท็จจริงของสารเคมีดังกล่าว โดยอ้างอิงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเป็นหลัก รวมทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีสารใดมาทดแทนการใช้สารเคมี พาราควอต ได้ในประสิทธิภาพและราคาที่เท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ ศรีจันทร์รัตน์ ประธานกลุ่มเกษตรมันแปลงใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมและสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถเก็บข้อมูลได้ แต่เกษตรกรเสียเวลาในการไปอบรมและเตรียมตัวเข้ารับการสอบ รวมทั้ง เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของภาครัฐ ในความเป็นจริง การจัดอบรมเกษตรกรเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว หลายรายมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐออกนโยบายมาแล้ว เกษตรกรยินดีทำตามและให้ความร่วมมือ แต่อยากให้เห็นใจและช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มด้วย

ท้ายที่สุด ประเด็นพรรคฝ่ายค้านได้สอบถามความคิดเห็นภาคประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร และมองว่าจะแบนสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอตนั้น กลุ่มเกษตรกรอ้อย ยางพารา และมันสำปะหลังต่างเห็นพ้องว่า หากพรรคฝ่ายค้านเองต้องการทำงานเพื่อปากท้องของประชาชนจริงและให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้  ต้องลงมาถามความเห็นเกษตรกรจำนวน 12 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบหากมีการห้ามใช้สารพาราควอต เพื่อให้ได้รับข้อมูลรอบด้าน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรทันที 

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กลุ่มแกนนำเกษตรกร ผิดหวังพรรคภูมิใจไทย โต้กลับ รมช.​ โลกสวย ไม่ทำการบ้านก่อนฟันธงนโยบายแบนสารเคมี 0 6609

สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กลุ่มโครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย ทวงสัญญานโยบายพรรคภูมิใจไทย “ทวงคืนกำไรให้เกษตรกร” หลังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกนโยบายฝันหวาน-โลกสวย เรื่องสารเคมี

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากการออกนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยเรียกคะแนนจากกลุ่มเกษตรกรทั่วไทยว่า จะสร้างกำไรให้เกษตรกร ในผลผลิตมันสำปะหลัง (ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท) อ้อย (ไม่ต่ำกว่าตันละ 1,200 บาท)  ปาล์ม (ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท) ยางพารา (เป้าหมายกิโลกรัมละ 70 บาท) เพียงทำงานไม่กี่วัน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมเดินเรื่องแบนสารเคมี ทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส โดยไม่ศึกษาข้อมูลมาก่อนว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างไร  แถมแนะให้เกษตรกรใช้สารเคมีอีกชนิด “กลูโฟซิเนต” ที่มีราคาแพงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า “ไม่ทราบเพราะเหตุใด” ซึ่งแนวทางดังกล่าวขัดแย้งกับนโยบายสร้างกำไรให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต และสร้างผลกระทบให้แก่ผู้บริโภคมากกว่าเดิม

“NGO ไทยให้แบนพาราควอต (จ่ายไร่ละ 44 บาท) ไปใช้กลูโฟซิเนต (ไร่ละ 324 บาท) ที่ NGO อังกฤษ บอกว่าก่อมะเร็งและทำลายประสาท แทนครับ” ข้อมูลจากเฟซบุ๊ค Jessada Denduanfboripant อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมอธิบายเหตุผลไว้ที่ https://www.facebook.com/jessada.denduangboripant/posts/1566768650120430

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กลุ่มโครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย กล่าวเสริมว่า ผลการตรวจสารเคมีตกค้างในพืชผลทางการเกษตรตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของกลุ่ม  ไม่พบสารพาราควอต ไกลโฟเซต แต่ทำไม รมช. เกษตรฯ ที่เข้ามาทำงานเพียงไม่กี่วัน ถึงมีความพยายามแบนอย่างผิดสังเกต หรือเพราะกลุ่มสนับสนุนกัญชาเสรีของท่าน เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่พยายามแบนสารเคมี  ยืนยันว่าปัจจุบัน ยังไม่มีสารใดสามารถทดแทนพาราควอตได้ ทั้งในด้านราคา ประสิทธิภาพ แม้ก่อนหน้านี้ กรมวิชาการเกษตรได้เสนอสารชีวภัณฑ์มาให้เกษตรกรใช้ กลับพบว่า สารดังกล่าวก็มีส่วนผสมของสารเคมีเช่นเดิม นอกจากนี้ทางเครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือขอเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพื่อนำเสนอข้อมูลความจริงอีกด้านให้พิจารณา แต่ไม่ยอมให้เกษตรกรเข้าพบ และ รมช โลกสวย ยังออกมาฟันธงจะแบนสารเคมีอีก จึงไม่แน่ใจว่าพรรคภูมิใจไทยต้องการดูแลความเดือดร้อนของเกษตรกรจริงหรือไม่

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารพาราควอตในมิติต่าง ๆ เข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ควรให้การอบรมเกษตรต่อเนื่องในทุกสารเคมีเกษตร ไม่ควรจำกัดการใช้ จำกัดปริมาณที่สวนทางกับความเป็นจริง เหตุทำให้สินค้าขาดตลาด ก่อให้เกิดปัญหาสินค้าปลอม การนำเข้าผิดกฎหมาย สินค้าราคาสูงขึ้น สิ่งสำคัญทุกภาคส่วนต้องให้ความรู้แก่เกษตรกร ใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก อย่าไปโทษสารเคมี ทุกตัวอันตรายหมด สองปีที่ผ่านมาเกษตรกรเป็นผู้รับเคราะห์มาตลอด ตั้งแต่ข้อเสนอแบนสารเคมีของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรอิสระ โดยท้ายสุดก็มีมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าข้อมูลต่างๆ มีหลักฐานไม่เพียงพอ และยังไม่มีสารใดมาทดแทนสารพาราควอตได้ แต่เกษตรกรก็ยังได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการต่างๆ ของกรมวิชาการเกษตรจนถึงทุกวันนี้ “ผมหวังว่า ท่าน รมช พรรคภูมิใจไทย และกรมวิชาการเกษตรจะทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อพี่น้องเกษตรกร และไม่สร้างปัญหาซ้ำเติมให้เกษตรกร”

รมว. เกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน กล่าวสรุปกับนายกสมาคมเกษตรปลอดภัยว่า การอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรจะดำเนินการต่อเนื่อง โดยหาแนวทางให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการอบรมได้ง่าย มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งจะพิจารณามอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการอบรมความรู้ ตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ส่วนการใช้สารเคมียังคงยึดนโยบายเดิมคือ จำกัดการใช้สารเคมีหรือควบคุมการใช้สารเคมี ยังไม่มีมติอื่นใด

ท้ายที่สุด แกนนำเกษตรกรดังกล่าว จึงอยากขอให้ รมช. มนัญญา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ไปทำการบ้านให้รอบครอบ ท่านอย่างฟังเพียงคนกลุ่มเดียว พรรคภูมิใจไทยจึงต้องไตร่ตรองและทบทวนในการให้ข่าว และตรวจสอบข้อมูลผลดีผลเสียอย่างรอบด้านก่อนพิจารณาหรือตัดสินใจ เพราะนโยบายที่ท่านกำลังทำ และทุกสิ่งที่ท่านพูด กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในวงกว้าง ทั้งในแง่ต้นทุน การนำเข้าสารเคมีผิดกฎหมาย การฉวยโอกาสจากพ่อค้าคนกลาง วอนหยุดสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร และหันมาทำตามคำสัญญาเสียที

ชวนเที่ยวงาน มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม 0 6088

กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม” ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2562
ณ ลานโปรโมชั่นชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ภายในงาน ได้ช้อปและชิมสุดยอดอาหาร เลือกซื้อสินค้าทางภูมิปัญญาของกลุ่มจังหวัดฯ มากมายกว่า 100 รายการ รับชมและร่วมลงมือทำ การสาธิตวิถีชีวิตและภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ร่วมด้วย สุนารี ราชสีมา รุ่งสุริยา และ เต้ย จักรินทร์ ไมค์ทองคำ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 702 9256