สื่อดิจิทัลโต 17,000 ล้านบาท งบเกินครึ่งเทให้ Facebook, Youtube และ Search 0 5985

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ Digital Advertising Association (Thailand) (DAAT) ร่วมกับ กันตาร์ ประเทศไทย บริษัทวิจัยชั้นนำ สำรวจมูลค่าเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลเป็นประจำทุกปี พบว่าการใช้จ่ายผ่านสื่อดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านบาทในปี 2561 คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 36% จากมูลค่า 12,400 ล้านบาท ในปี 2560

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (2,361 ล้านบาท) กลุ่มการสื่อสาร (1,925 ล้านบาท) กลุ่มสกินแคร์ (1,454 ล้านบาท) กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (1,148 ล้านบาท) และกลุ่มธุรกิจธนาคาร (1,080 ล้านบาท) เป็น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ลงเงินในการโฆษณาดิจิทัลมากที่สุดในปี 2561 ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลเพิ่มเป็นมูลค่าสูงที่สุดในปี 2561 เทียบจากปี 2560 คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีค่าใช้จ่าย 585 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 114% ตามด้วยกลุ่มร้านค้าปลีก ที่มีค่าใช้จ่าย 701 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 111%

สำหรับมูลค่าเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลในปี 2562 นี้ สมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ และ กันตาร์ ประเทศไทย คาดการณ์ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จะลงทุนในสื่อดิจิทัลมากที่สุด 5 ลำดับแรกนั้นจะยังคงเป็นอุตสาหกรรมเดิม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (2,783 ล้านบาท) กลุ่มการสื่อสาร (2,115 ล้านบาท) กลุ่มสกินแคร์ (1,753 ล้านบาท) กลุ่มธุรกิจธนาคาร (1,396 ล้านบาท) และ กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ (1,239 ล้านบาท)

อุตสาหกรรมกลุ่มค้าปลีกจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดการณ์ว่าเติมโตขึ้นในอัตราที่สูงที่สุดในปี 2562 โดยจะเติบโตมากขึ้น 47% คิดเป็นเม็ดเงิน 1,029 ล้านบาท ตามด้วยกลุ่มธุรกิจธนาคารที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเติมโตมากขึ้น 29% คิดเป็นมูลค่า 1,396 ล้านบาท

คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ได้ให้ความเห็นว่าการเติบโตของการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลในปีที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านทางสื่อดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ที่เพิ่มมากขึ้น และการที่นักการตลาดเห็นโอกาสในการเรียนรู้ถึงความต้องการและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคผ่านข้อมูลจากช่องทางดิจิทัลต่างๆได้มากขึ้น และนำเอาความรู้นั้นมาใช้ในการปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขาย ทำให้สื่อดิจิทัลให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าสำหรับนักการตลาด ทั้งผลตอบแทนเกี่ยวกับการรับรู้ตราสินค้า ความผูกพันธ์ในตราสินค้า และยอดขาย ซึ่งการเติบโตนี้จะยังคงมีความต่อเนื่องไปในปี 2562 อีกด้วย

แพลตฟอร์มระดับโลกอย่างเฟซบุ๊ค (Facebook) ยูทูป (YouTube) และเสิร์ช (Search) ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคตามจุดสัมผัส (Touch points) ต่างๆบนช่วงวิถีของผู้บริโภค (Customer Journey) คิดเป็นสัดส่วนเงินลงทุนประมาณร้อยละ 60 ของเงินลงทุนในโฆษณาทั้งหมด

ครีเอทีฟ (Creative) เสิร์ช (Search) และ ไลน์ (Line) เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่เติบโตสูงที่สุดในปี 2561 ที่ผ่านมาในอัตราร้อยละ 60, 61 และ 90 ตามลำดับ

ดร.อาภาภัทร บุญรอด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กันตาร์ อินไซท์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าการเติมโตของ เสิร์ช (Search) นั้นสอดคล้องกับข้อมูลจากการทำวิจัยของกันตาร์ที่พบว่าผู้บริโภคในปัจจุบันมักจะทำการค้นคว้าหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการต่างๆ เสิร์ชจึงมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลที่พร้อมเสิร์ฟข้อมูล และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคตลอดเวลา

คาร์ลอส โดมินเกส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อ กันตาร์ อินไซท์ ประเทศไทย กล่าวว่า การลงทุนในการตลาดดิจิทัลยังคงเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กลยุทธ์ทางการตลาดปรับเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง จากที่เน้นเรื่องการกระจายข้อมูลเปลี่ยนไปเป็นการสร้างบทสนทนา จาก Lead Generation ไปเป็นการสร้างความสัมพันธ์  ระบบนิเวศน์ดิจิทัลของไทยเดินทางมาถึงจุดที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น ดังนั้นการเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่างๆจึงสำคัญยิ่ง ในปี 2561 เราได้เห็นว่านักการตลาดเริ่มเชื่อมต่อกิจกรรมการตลาดดิจิทัลในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร

รายงานมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลเป็นรายงานที่ บริษัท กันตาร์ ทีเอ็นเอส (ประเทศไทย) และ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ร่วมกันทำอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 2 ครั้ง รายงานมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล ฉบับต้นปี 2562 นี้ ทำการสำรวจผ่านดิจิทัลเอเยนซี่ชั้นนำของเมืองไทยทั้ง 40แห่ง จะเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณกับสื่อดิจิทัลของสินค้าและบริการต่างๆ ในหลากหลายมิติต่าง ทั้งมิติของประเภทอุตสาหกรรม มิติของประเภทสื่อดิจิทัล และได้รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญสื่อดิจิทัลระดับประเทศ และทิศทางของสื่อดิจิทัลในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักการตลาด นักโฆษณา และผู้ที่สนใจในสื่อดิจิทัล ผู้สนใจรายงานฉบับเต็มพร้อมด้วยข้อมูลดิบสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป ที่ www.tnsglobal.com/thailand-digital-ad-spend-report

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไป่ตู้ ชี้ช่องสื่อออนไลน์มัดใจนักท่องเที่ยวจีนแบบ FIT 0 18001

ไป่ตู้ แอคเซส ชี้สื่อออนไลน์ดึงนักท่องเที่ยว FIT จีนมาไทยเพิ่มขึ้นปี 2018 โดยเฉพาะข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ช่วยในการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก
ไป่ตู้ แอคเซส มั่นใจกลุ่ม FIT ( นักท่องเที่ยวอิสระจีน) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนยังให้ความสนใจ เตรียมกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ต้นปี คาดสิ้นปีจะสามารถเพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการณ์ที่ปรับตัวเร็ว เข้าหาลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย

นางสาว พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปี 2560 ภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ประเทศได้ราว 20% ของรายได้มวลรวมประเทศ ซึ่งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าเป็นอีกลุ่มที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้ประเทศด้านการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมือร่วมใจกันกระตุ้นการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ต่างพึงพอใจอย่างมาก จากการรายงานสรุปว่าในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 9 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวแบบ FIT หรือ Free and Independent Traveler (นักท่องเที่ยวแบบอิสระ) ที่กินส่วนแบ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึงร้อยละ 42% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สามารถค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ“

โดยจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT คือ เน้นต้องการการท่องเที่ยวแบบอิสระ ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ติดโซเชียล และต้องการบอกต่อเรื่องราวการท่องเที่ยวเหล่านั้นต่อกลุ่มสังคมออนไลน์ ดังนั้นช่องทางการสื่อสารที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ FIT คือ การสื่อสารและส่งมอบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากการที่เทคโนโลยีมีการปรับตัวมากขึ้น มีจำนวนคนจีนที่สามารถเข้าถึงการสื่อสารทางอินเตอร์เนตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตราว 731 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 1,389 ล้านคน อีกทั้งช่องทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเวปไซต์ แอพลิเคชั่น หรือช่องทางการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือได้มาก นำไปสู่การเข้ามาท่องเที่ยวแบบ FIT ที่ต้องการทั้งข้อมูลการค้นหาเพื่อเปรียบเทียบ และข้อมูลการสื่อสารผ่านช่องทางกลุ่มสังคมออนไลน์ อาทิ Youku (YouTube), RenRen (Facebook), Weibo (Twitter), Wechat (Line) หรือเซิร์ชเอนจิ้นที่ชาวจีนนิยมคือ Baidu (Google), Mafengwo Qyer (Tripadvisor), Ctrip (Expedia) ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควรที่จะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องการใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น พร้อมทั้งกระตือรือร้นในการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 2561 นี้ ไป่ตู้ แอคเซส คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวแบบ FIT ว่า จะมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเก็บประสบการณ์และค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรื่องน่ายินดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทยยังคงติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่เป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยจุดหมายที่อยู่ในอันดับความสนใจระดับต้นๆ บวกกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เปลี่ยนไป ทำให้สื่อออนไลน์หรือการค้นหาข้อมูลต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้นและการสร้างปริมาณหรือความต้องการในการท่องเที่ยวในจำนวนที่สูงขึ้นเป็นลำดับต่อมา “ พัชรพร กล่าวสรุป

เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้ 0 1755

หลังจากที่ได้อ่านบทความ 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน ไปแล้ว ก็เป็นแนวทางทำให้นักพีอาร์สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในครั้งนี้ จึงขอนำผลการศึกษาจากต่างประเทศมาแบ่งปันให้ได้รับรู้กันถึง เหตุผลที่ทำให้นักพีอาร์หลายๆ คน ขายประเด็นให้นักข่าวไม่ได้

เพราะนักพีอาร์ มีโอกาสในการขายประเด็นข่าวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสัมภาษณ์ การจัดทำภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว การให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางแผนและกลยุทธ์เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถ ความรู้ คุณสมบัตินักพีอาร์ เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและประสานงานกับสื่อมวลชนด้วย

ในการนี้  NowSourcing ได้รวบรวมแนวคิด ไอเดีย สำหรับการทำงานกับสื่อมวลชนมาให้พวกเรา โดยสรุปดังนี้

  1. แต่ละวัน สื่อมวลชน ได้อีเมล์เป็นร้อย ดังนั้น การเขียนอีเมล์ แบบไม่เจาะจง จะไม่ work เช่น เรียนพี่สื่อมวลชน หากเป็นไปได้ ระบุชื่อไปเลย และก่อนส่งไปให้สื่อมวลชน ดูให้แน่ใจก่อนว่า เรื่องที่ส่งนั้น อยู่ในขอบข่ายความสนใจหรือรับผิดชอบของเขาไหม ทำการบ้านหน่อยว่าเขาดูอะไร สนใจอะไร มีความจริงใจในการติดต่อสื่อสาร อย่าสตอฯ และอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของสื่อมวลชนมากนัก
  2. ทำ อีเมล์ ของตนให้โดดเด่น อย่างที่ได้แนะนำไปแล้ว 10 เทคนิคการขายประเด็นข่าวให้สื่อมวลชน
  3. การขายประเด็น ควรให้มีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว รวมทั้งมีเส้นบางๆ ระหว่างการขายแบบทางการ และไม่ทางการ ควรให้เกิดความรู้สึกร่วม และถ่อมตัวในการขายประเด็น อย่าอวดเก่ง อวดรู้เกินงาม
  4. สื่อมวลชน ชอบการขายประเด็นผ่าน อีเมล์ คิดเป็นร้อยละ 89 ผ่านโทรศัพท์ร้อยละ 6 และสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 5
  5. อย่าเริ่มต้นด้วยการขายของ เช่น ขอส่งข่าวแจก หรือ มีข้อมูลสำคัญมากบอก หรืออย่าขออภัยพร่ำเพรื่อ และอย่าพิมพ์ผิด พิมพ์ตัวย่อเยอะแยะ
  6. นักพีอาร์ชั้นนำได้ให้คำแนะนำสำคัญไว้5 ประการได้แก่ 1) ขายประเด็นให้ สั้น กระชับ 2) มีตัวตนติดต่อชัดเจน 3) คิดไว้เสมอต้องขายให้ได้ในเวลา 10 วินาที 4) เนื้อหาต้องเด็ดดวง 5) เล่าเรื่องให้น่าสนใจ
  7. สุดท้าย สะกดชื่อสื่อมวลชนให้ถูกต้อง ตอบกลับให้รวดเร็วเมื่อนักข่าวติดต่อกลับ ไตร่ตรองให้ดีเวลาไหนควรส่งประเด็นเพื่อขายข่าว