องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านอาหารพร้อมกันที่กรุงเทพฯ ผลักดันนวัตกรรม สร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ - PR Matter

องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านอาหารพร้อมกันที่กรุงเทพฯ ผลักดันนวัตกรรม สร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ 0 6539

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาธุรกิจเพื่อสังคมระดับนานาชาติด้านอาหารและเกษตรกรรม หรือ Responsible Business Forum on Food and Agriculture (RBF) ว่า “ความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ช่วยกระตุ้นการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 6 ต่อปี ปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตอาหารและการเกษตร”

นายไนออล โอ คอนเนอร์ (Niall O’Connor) ผู้อำนวยการกลาง สถาบันสิ่งแวดล้อมกรุงสตอกโฮล์ม เปิดเผยว่า “นวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) รวมทั้งจำเป็นสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร สำหรับงานสัมมนา RBF ครั้งนี้ ได้รวบรวมแนวทางการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืนในกระบวนการผลิต การเก็บรักษา และการจัดการของเสียในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกัน นำเสนอแนวทางลดการใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ สารเคมี และปุ๋ย เพื่อให้ตลอดกระบวนการผลิตนั้น สามารถผลิตอาหารให้มีคุณภาพสูงและมีการสูญเสียน้อยที่สุดตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า”

งานสัมมนาธุรกิจเพื่อสังคมระดับนานาชาติด้านอาหารและเกษตรกรรมครั้งที่ 6 ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจใจการตัดสินใจในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรรม และโภชนาการ มากกว่า 400 ราย เข้าร่วมเสวนา เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านงบประมาณและระดับนวัตกรรมที่เหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร นายโทนี่ เกอร์เลย์ (Tony Gourlay) กรรมการผู้จัดการ โกลบอล อินนิชิเอทีฟ กล่าวว่า “RBF เป็นเวทีสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐ องค์กรระดับนานาชาติ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงผลกำไร ในการประสานความร่วมมือและช่วยให้สามารถดำเนินงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมโลก”

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางการบริหารโครงการต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ตลอดระยะเวลา 2 วัน รวมทั้ง แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงการร่วม ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานที่มีความท้าทายผ่านห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตัวอย่างองค์กรชั้นนำ เช่น Global Agribusiness Alliance, Grow Asia, US-Aid และ Croplife Asia

ภายในงาน ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน (Sustainable Rice Landscapes) ระหว่างสมาชิกสถาบัน ได้แก่ สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization) สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute) และ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit หรือ GIZ) นายวิน เอลลิส (Wyn Ellis) ผู้ประสานงาน โครงการมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน (Sustainable Rice Platform หรือ SRP) กล่าวว่า “SRP และพันธมิตรระดับสถาบัน 100 ราย มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญ คือ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ผลักดันให้เกิดการยอมรับในวงกว้างของเทคโนโลยีจัดการสภาพภูมิอากาศที่ชาญฉลาด กระบวนการผลิตข้าวยั่งยืน ด้วยการใช้เครื่องชี้วัดและมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนมาตรฐานแรกของโลก”

การลงนามนี้ แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานร่วมกันในการสร้างและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน ด้วยการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่า และผู้ดูแลในระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดการยอมรับ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการรับรองและมีประสิทธิภาพ

งานสัมมนา RBF จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในฐานะประเทศไทยประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการดำรงตำแหน่งของประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2562 โดยรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกด้านอาหาร ร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ สอดคล้องกับแนวคิดหลักของอาเซียนประจำปีนี้ที่ว่า “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน”

สำหรับผู้ที่สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Regina Cheah ผู้จัดการ โกลบอล อินนิชิเอทีฟ อีเมล regina.cheah@globalinitiatives.com

ผู้นำในภาคอุตสาหกรรม

วิทยากรหลัก การสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่

  • Diane Holdorf, Managing Director, Food & Nature, World Business Council for Sustainable Development (WBCSD)
  • Noppadol Dej-Udom, Chief Sustainability Officer, Charoen Pokphand Group
  • Hendro Poedjono, Director, Corporate Affairs, AMEA, FrieslandCampina
  • Siang Hee Tan, Executive Director, CropLife Asia
  • Tod Gimbel, Senior Vice President, Global Government Affairs, Herbalife
  • Jeffrey Spence, Deputy Mission Director, Regional Development Mission for Asia, USAID
  • Kundhavi Kadiresan, Assistant Director-General and Regional Representative, APAC, Food and Agriculture Organisation of the United Nations (FAO)
  • Bruce Blakeman, Vice President, Corporate Affairs, Cargill
  • Brad Ridoutt, Principal Research Scientist, Agriculture and Food, CSIRO
  • Christy Owen, Chief of Party, USAID Green Invest Asia
  • Ruth Thomas, Director, Global Agribusiness Alliance
  • Niall O’Connor, Director, Asia Centre, Stockholm Environment Institute
  • Elizabeth Hernandez, Head of Government and Industry Affairs, APAC, Corteva Agriscience
  • Kamel Chida, Deputy Director, Private Sector Partnership Development for Nutrition, Bill and Melinda Gates Foundation

พันธมิตรหลักการจัดงาน ได้แก่

Corteva
FrieslandCampina
Herbalife
WBCSD
CropLife Asia
USAID
Green Invest Asia
Winrock
GrowAsia
CSIRO
FAO
Food Innopolis
Ministry of Commerce
Ministry of Science and Technology
Stockholm Environment Institute (SEI)
Thai Food Processors Association
USAID
Oceans
Whapow
WWF

ติดตามรายละเอียดกำหนดการจัดงาน คลิก ที่นี่

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

#ช่วยเชฟSaveร้าน 0 517

#ช่วยเชฟSaveร้าน แคมเปญใหม่ช่วยเชฟไทยต้องรอด จาก Wongnai x Chef Cares เล่าเรื่องจากรสชาติของ 3 ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง ที่พร้อมเสิร์ฟความคุ้มค่าผ่านเมนูเดลิเวอรีในโปรเจกต์

สสัมผัสที่ละมุนลิ้น วัตถุดิบชั้นยอด หรือแม้แต่ประสบการณ์การทานอาหารที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความประณีต และสร้างสรรค์ของเชฟเพื่อให้เหล่านักทานได้สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศในแบบฉบับของแต่ละร้านอาหาร หากพูดถึงประสบการณ์เหล่านี้ คงไม่พ้นการพูดถึง “ไฟน์ไดนิ่ง” ที่สร้างความประทับใจให้เหล่านักทานมามากมาย ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้ร้านต้องปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟอาหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ วันนี้เราจึงจะมาเล่าเรื่องของร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งจากโปรเจกต์ #ช่วยเชฟSaveร้าน ใน Wongnai x Chef Cares ความท้าทายครั้งใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ หรือรูปแบบการปรับตัวของเหล่าเชฟที่ยังคงจิตวิญญาณแห่งไฟน์ไดนิ่งไว้ได้ทุกกระเบียด แม้จะเปลี่ยนมาเสิร์ฟความละเมียดของเมนูในรูปแบบเดลิเวอรี

Gaa: อาหารอินเดียสไตล์โมเดิร์น ที่นำเสนอมุมมองที่แตกต่างผ่านการผสมผสานความเป็นไทย

ขาแกะชิ้นใหญ่ที่ผ่านการตุ๋นมากถึง 8 ชั่วโมง ให้รสสัมผัสเนื้อนุ่มละลายในปากแบบ Fall off the bone เสิร์ฟพร้อมกับแป้งโรตีเนื้อนุ่มและซอสเครื่องเคียงสูตรเด็ดของร้านที่ผ่านกรรมวิธีการทำเองในทุกขั้นตอนเพื่อให้สามารถควบคุมรสชาติ และสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างหลากหลายสไตล์ เซตขาแกะนุ่มชุ่มซอสพร้อมแป้งโรตีนุ่ม ช่วยเรียกน้ำย่อย และความอยากอาหารของเหล่านักทานได้หลายต่อหลายคน

 เชฟ Garima Arora เชฟและเจ้าของร้านอาหารโมเดิร์นอินเดียน ร้าน Gaa และ HERE เล่าให้ฟังว่า “ความท้าทายของไฟน์ไดนิ่งในสถานการณ์โควิด-19 คือ ประสบการณ์ของแขกที่เราจะไม่สามารถดูแลเขาได้เหมือนกับการมานั่งทานที่ร้าน ดังนั้นเมนูที่เชฟเลือกมานำเสนอให้กับนักทานในดีลนี้จึงเป็นเมนูที่เชฟคิดว่าจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีในพื้นที่บ้านของลูกค้า และ เป็นเมนูที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง” ไม่เพียงเท่านั้น ร้าน Gaa ยังมีเมนูยอดฮิตอื่นๆ อาทิ แผ่นนมย่างสอดไส้เนื้อวากิวเลิศรสราดซอสสมุนไพรและยีสต์มาโย และ ไข่หอยเม่นสดเสิร์ฟบนขนมปังบริโอชกรอบ และซอสพริกเขียว “สำหรับเมนูไข่หอยเม่นสด รสสัมผัสของเมนูนี้จะมีทั้งรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด กรอบ ร้อน ซึ่งเมนูนี้จะเป็นเมนูที่ถ่ายทอดถึงประสบการณ์การทานอาหารแบบสตรีทฟู้ดของอินเดียได้ดีทีเดียว”

Perception ของคนทั่วไปอาจมองว่าอาหารอินเดียเป็นอะไรที่หนัก เครื่องเทศเยอะ แต่สำหรับ Gaa เราคือโมเดิร์นอินเดียนที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบไทย และเทคนิคการทำอาหารแบบดั้งเดิม ของอินเดีย นำเสนอออกมาในรสชาติที่แปลกใหม่และอยากให้ทุกคนได้ลอง”

Garima Arora เชฟและเจ้าของร้านอาหารโมเดิร์นอินเดียน ร้าน Gaa และ HERE

Cocolombo: เสิร์ฟความหลากหลายสไตล์ศรีลังกาผ่านภาชนะในรูปแบบใบตอง  

แพะเนื้อนุ่มไร้กระดูก พร้อมเครื่องแกงที่เข้มข้นไปด้วยเครื่องเทศ ตะไคร้ หัวหอม มะเขือเทศที่ถูกผัดด้วยไฟอ่อน ถึง 2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มลิ้น ถูกเสิร์ฟพร้อมกับดาลมะพร้าวหนึ่งในส่วนประกอบหลักของอาหารศรีลังกา พร้อมด้วยซัมบาล แผ่นโรตีศรีลังกา และกล้วยทอดคาราเมล ในเมนูข้าวหมกแพะสไตล์ศรีลังกา พร้อมดาลมะพร้าว ซัมบาล และกล้วยทอดคาราเมล จากคลาวด์คิชเช่นสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง Cocolombo ที่เกิดขึ้นมาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อร้าน Ministry of Crab ซึ่งเป็นร้านที่เปิดขายในสถานการณ์ปกติ มีความยากในการเตรียมวัตถุดิบ เมื่อสถานการณ์มีความไม่แน่นอน “หลายคนอาจเข้าใจว่าอาหารศรีลังกาและอินเดียเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว มันมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไป สำหรับอาหารศรีลังกาของเราจะเน้นการใช้น้ำมันมะพร้าวสำหรับการผัด และใช้กะทิเพื่อทำให้เครื่องแกงมีความเข้มข้นมากขึ้น ในขณะเดียวกันเนื้อกะทิจะถูกนำมาขูดเพื่อเป็นส่วนประกอบของซัมบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในเซ็ตอาหารนี้ และที่สำคัญรสชาติที่อร่อยตามแบบฉบับศรีลังกาคือการเสิร์ฟด้วยใบตอง” เชฟ Hasha Madhuranga, Executive Chef กล่าว

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูให้เลือกอีก 2 เมนูในดีลไม่ว่าจะเป็น ข้าวหมกปลาคิงส์แมกคอเรล สลัดขนุน ซัมบาล และกล้วยทอดคาราเมล หรือเมนูเอาใจสายมังสวิรัติอย่าง ข้าวหมกมะม่วง พร้อมดาลมะพร้าวซัมบาล สลัดขนุน และกล้วยทอดคาราเมล ที่สายมังสวิรัติยังสามารถเลือกได้ระหว่างมะม่วง มันฝรั่ง หรือขนุน อีกด้วย

อยากให้ทุกคนมาลองรสชาติของอาหารศรีลังกาที่มีความเฉพาะตัว ที่สำคัญ Cocolombo เราจะเน้นเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการใช้ sustainable packaging ที่ผลิตภัณฑ์ของเราทั้งหมดจะเป็นใบตอง และกระดาษ สร้างประสบการณ์การเสิร์ฟอาหารที่แปลกใหม่ให้กับเหล่านักทาน”

เชฟ Hasha Madhuranga, Executive Chef 

Caper by Dan Bark: ความหรูหราภายใต้เอกลักษณ์ของความเป็น Modern American

สัมผัสกรอบของผักคอสที่มาพร้อมไวท์แอนโชวี่ หนึ่งในเมนูซีซาร์สลัด พร้อมขนมปังบริยอชทรัฟเฟิลท็อปด้วยทรัฟเฟิลชีส พาร์เมซานชีส ที่ถูกจัดมาในเซ็ท ขนมปังบริยอชทรัฟเฟิล ซีซาร์สลัด พร้อมกับอาหารจานหลักที่สามารถเลือกสั่งเพิ่มได้ไม่ว่าจะเป็น อกเป็ดรมควัน หรือพอร์กชอป อาจทำให้หลายคนหลงรักไปกับอาหารสไตล์ Comfort Modern American จากเชฟมิชลินสตาร์อย่างเชฟแดน บาร์ก ที่รังสรรค์เมนูอาหารมาให้เหล่านักชิมได้ลิ้มรสกันถึงที่บ้าน แต่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านสไลต์แกสบี้ (Gatsby) อย่าง Caper 

คุณเฟย์ธัญจิรา ตระกูลวงษ์ เจ้าของร้าน Caper by Dan Bark และ Cadence Restaurant by Dan Bark เล่าว่า “สำหรับเมนูที่ทางร้านเลือกมา จะเป็น signature ที่ลูกค้าหลายท่าน เมื่อไปถึงร้านเราแล้วมักจะต้องสั่งมาทานซึ่งเราได้รวมไว้ทั้ง snack, appetizer และ main course เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งเป็นชุดได้เลย” และนอกจากนี้สำหรับใครที่เป็นสาวกอกเป็ดรมควันและ พอร์กชอป ของ Caper ต้องห้ามพลาดเพราะดีลนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายเนื่องจากทางร้านจะมีการนำเมนูใหม่เข้ามาแทนที่แล้ว

“สำหรับโปรเจกต์ #ช่วยเชฟSaveร้าน เป็นโปรเจกต์ที่เชฟทุกท่านและร้านอาหารตั้งใจทำขึ้นมา ผ่านการวางแผนเพื่อที่จะสร้างความสะดวกและความประทับใจ ให้นักทานที่สั่งดีลไปทานที่บ้านให้มากที่สุด อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมอุดหนุนทุกร้านอาหารในโปรเจกต์นี้กัน”

เชฟ Dan Bark

Wongnai x Chef Care ในโปรเจกต์ #ช่วยเชฟSaveร้าน ได้รวบรวมร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งกว่า 16 ร้าน ไม่ว่า จะเป็น Fat Lamb, Sushi Zo, 99 Chicken Pot, Gaa, Caper by Dan Bark, Cocolombo, อยากทำแต่ไม่อยากกิน, Savelberg และอื่นๆ อีกมากมาย มาเสิร์ฟเมนูสุดคุ้มในราคาเพียง 599 และ 999 บาทเท่านั้น โดยเหล่านักทานสามารถ ซื้อดีลกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2564 ผ่านแอปฯ Wongnai หรือคลิก https://www.wongnai.com/evouchers?domain=1&tags=Chefcares&ref=home

TOPNOTCH.. “สวย” ไม่มีคำนิยาม หรือบรรทัดฐานที่ตายตัว 0 581

TOPNOTCH.. “สวย” ไม่มีคำนิยาม หรือบรรทัดฐานที่ตายตัว การแบ่งแยกสี หรือเพศสภาพก็ไม่ควรมีอยู่เช่นกัน

“เราเดินทางเข้ามาสู่ยุคสมัยของการเปิดกว้าง ยอมรับ และเคารพในความเท่าเทียมทางเพศกันมากขึ้น แต่มันมีความคิดบางอย่างที่ยังถูกจำกัดใส่กรอบความคิดเดิมๆ ที่บางครั้งมันก็แกะออกจากความคิดของคนบางกลุ่มยากจริงๆ”  

คำกล่าวของ คุณพิมพ์นารา จตุรงค์วราสิริ CEO ผู้ก่อตั้งบริษัท ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย Luxury Skincare ภายใต้แบรนด์ TOPNOTCH ที่หลายคนก็คงคุ้นชื่อกัน 

การสร้างแบรนด์ของเธอ ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพของสินค้าเท่านั้น ที่เธอให้ความสำคัญ แต่ทุกก้าวมีนัยยะ และมีเรื่องราวที่แฝงอยู่เสมอ เพื่อถ่ายทอดไปยังกลุ่มลูกค้าของ TOPNOTCH  

อย่างการเลือกโทนสีของแบรนด์  เธอเองก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการศึกษาข้อมูลจากวารสารต่างประเทศ เมื่อครั้งที่ยังเรียนแฟชั่น จากสถาบันในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่คือ เมื่อย้อนกลับไปในช่วงยุค คริสต์ศตวรรษที่ 18  สีชมพูถูกตีความมา เพื่อเป็นเฉดสีเสื้อผ้าของผู้ชาย ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นิยมสวมใส่ เพราะสีชมพูมีความเกี่ยวข้องกับเฉดสีแดง เรียกว่า แถบสีเทียบเคียง แสดงถึงความแข็งแกร่ง ในการทำสึกสงคราม เป็นสีแห่งความเป็นชาย และยังเป็นสีของการให้กำเนิด จึงไม่แปลกอะไรเมื่อผู้ชายในยุคนั้น ต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีชมพูกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ สำหรับเธอแล้ว สีชมพู = ผู้หญิง เป็นเพียงกลุ่มความเชื่อ ที่ถูกใส่แทรกเข้ามา กับการตลาดทางด้านแฟชั่น ในช่วงตั้งแต่ปี 1920 สืบทอดมาจนถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็เท่านั้น

แบรนด์ TOPNOTCH จึงเลือกหยิบประเด็นนี้มา รังสรรค์การออกแบบ แพคเกจจิ้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์สีชมพูตัดพิงค์โกว ที่แสดงถึงความมีระดับ และต้องการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป

ภาพซ้าย : ภาพวาด Gian Gerolamo Grumelli สวมชุดสีชมพู วาดประมาณ ปี ค.ศ. 1560 ภาพตรงกลาง : ภาพวาดของ Henry Pelham-Clinton สวมใส่ชุดชมพูอ่อน วาดประมาณปี 1778 ภาพขวา: ภาพวาดเด็กผู้ชายสวมชุดสีชมพู โดย John Vanderbank วาดประมาณ ปี ค.ศ. 1739  ขอบคุณแหล่งภาพจาก pinterest

ซึ่งในช่วงแรก ต้องยอมรับว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเรา 100%  จะเป็นผู้หญิง เพราะความเป็นสีชมพูที่ให้ความหมายในความคิดของผู้บริโภคยุคนี้เป็นอย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป  TOPNOTCH จึงพยายามสื่อสาร และดึงความหมายนั้นกลับมาอีกครั้ง ในความเป็น UNISEX ผ่านชุดความคิดของการมองภาพสีที่มีความเปลี่ยนไปตามยุคสมัย   แบบที่ไม่ใช้กรอบแคบๆมาจำกัดความ สำหรับเรา ไม่ว่าสีใด เพศสภาพใด เพียงเป็นตัวเอง และมีความสุขที่สุดกับสิ่งที่เลือก โดยไม่ต้องรอให้ใครมาให้คุณค่าหรือจำกัดความ ตัวตนของเรา นั่นคือคำตอบ  ของความสุขสูงสุดของชีวิต  เหมือนกับผลิตภัณฑ์จาก TOPNOTCH ที่จะทำให้คุณมีความสุข และมั่นใจมากขึ้น ไปกับผลลัพธ์ของการมีผิวหน้าที่แลดู สวย กระจ่างใส สุขภาพดี และเป็นคุณในแบบที่ดีที่สุด

ด้วยคอนเซ็ปต์นี้ ทำให้ลูกค้าของเราในกลุ่ม LGBT และผู้ชาย เพิ่มจำนวนขึ้นมากถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงแรก  เพราะทุกคนได้รับการบอกต่อถึงผลลัพธ์ ที่ไม่ว่าใครก็มีผิวดีขึ้นได้อย่างชัดเจน เมื่อได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายของเราเติบโตขึ้นมากกว่า 400% ในปีนี้

สนใจผลิตภัณฑ์  ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

Facebook:  TOPNOTCH 

INSTAGRAM : TOPNOTCH.SKINCARE

Line : @TOPNOTCHTHAILAND