เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 6155

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เวทีระดับชาติด้านสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 0 797

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) จัดเวทีประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 ภายใต้ประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หวังขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อการฟื้นฟูกลับที่ดีขึ้นกว่าเดิม ระดมผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เข้าร่วมงานกว่า 100 คน 

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ยังได้ร่วมกับพันธมิตรจัดตั้งศูนย์อบรมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Academy) โดยจะเริ่มเปิดหลักสูตรนำร่องในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ และจะขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2564 เพื่อติดอาวุธภาคธุรกิจไทยให้ปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UN Development Programme – UNDP) จัดการประชุมระดับชาติ
ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4 (
National Dialogue on Business and Human Rights)  ในหัวข้อ“ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” เพื่อหารือถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด 19 รวมทั้งการหาทางป้องกันและเสริมความเข้มแข็งแก่ภาคธุรกิจต่อไปในอนาคต

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่าโควิด-19 จัดเป็นวิกฤติการณ์ระดับโลกที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทุกมิติ โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศสามารถก้าวผ่านระยะการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิถีปกติใหม่ หรือ New Normal ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ซึ่งภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชนให้กับภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กได้ อีกทั้งภาคธุรกิจของประเทศไทย ในฐานะที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาค สามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเรื่องนี้ในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในระดับระหว่างประเทศอีกด้วย” 

นายนพปฎล เดชอุดม เลขาธิการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงผลกระทบด้านแรงงานทั้งในไทยและระดับโลก เพื่อเป็นตัวอย่างของความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งประเด็นที่อาจถูกมองข้าม อาทิ สุขภาพจิตของแรงงานที่ยังอยู่ในองค์กรและแรงงานที่ต้องพ้นสภาพ ขณะเดียวกัน ยังได้ยกตัวอย่างของการจัดตั้ง Business and Human Rights Academy ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสมาคมฯ ในการส่งเสริมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้เป็น “เรื่องง่าย” ที่ธุรกิจทั้งบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถ “เข้าถึง” “เข้าใจ” และ “นำไปปฏิบัติจริง” เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายให้ Business and Human Rights Academy นี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกด้วย

คุณโลวิต้า รามกุทธี  โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “UNDP ได้นำเสนอกรอบการดำเนินงานสำหรับรัฐบาลและภาคธุรกิจ โดยภาครัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาส อาทิ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ หรือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทางสังคมน้อย ในขณะที่ ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน แม้อยู่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข เพราะการตรวจสอบรอบด้านในเชิงสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ในการระบุความเสี่ยง เพื่อทำให้สามารถหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อแรงงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ ซึ่ง UNDP ได้สร้างเครื่องมือประเมินตัวเองที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจในการพิจารณาและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากโควิด-19  และเพื่อขับเคลื่อนแผนการฟื้นฟูนี้ ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างอนาคตที่ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมคุณภาพของสังคม การคุ้มครองแรงงานตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ สร้างความปกติใหม่ หรือ New normal บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ ภายในงานยังประกอบด้วยการอภิปรายบนเวทีเสวนาด้านสิทธิมนุษยชน 3 ประเด็น ได้แก่ การดําเนินงานเกี่ยวกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน การสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจ และเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเวทีแรก เป็นเวทีเสวนา “การดำเนินงานกับข้อท้าทายเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน” ได้หยิกยกประเด็นผลกระทบต่อแรงงานและนายจ้างในสถานการณ์นี้ ซึ่งการปรับตัวของภาคธุรกิจอาจต้องมีการปรับลดต้นทุน และปรับลดแรงงาน รวมถึงประเด็นของแรงงานต่างด้าว ความเหลื่อมล้ำ และไม่เท่าเทียมกัน โดยตัวแทนจากกลุ่มแพรนด้า จิวเวอรี่ สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และองค์กร Human Right Watch ได้แชร์มุมมองในมิติของผู้นำองค์กรธุรกิจ และภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนว่า ลูกจ้างกับนายจ้างจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น และมีสัญญาประชาคม (Social Contract) ให้มากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่นำเสนอ คือ การให้ภาครัฐเข้ามาร่วมตรวจสอบภาคธุรกิจอย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับประเด็นการสร้างภูมิคุ้มกันในภาคธุรกิจ และความท้าทายในการผสานมิติการเคารพสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กลไกทางธุรกิจ กระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมูลนิธิวัฒนเสรี ได้ให้ข้อเสนอว่า การสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตควรมีเรื่องของการพัฒนาและเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ ที่ไม่เพียงแต่เรื่องโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือในยุคดิจิทัล (digital disruption) ที่จะทำให้การทำงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมด้านชีวภาพ (Bio Economy) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยต้องมีการวางแผนฟื้นฟูให้มีการสนับสนุนสินค้าไทย เน้นการพัฒนาความมั่นคงของอุปทาน (Supply Security) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตรและอาหาร สนับสนุนด้านการจ้างงาน การจ้างผู้สูงอายุ สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และส่งเสริมให้การพัฒนาแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ

ปิดท้ายด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเครื่องมือสําหรับภาคธุรกิจในการตอบสนองต่อผลกระทบจากโควิด-19 จาก UNDP Thailand และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพขององค์กร ได้รับคำแนะนำในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการฟื้นฟูและการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การเจรจาทางสังคม หรือ Social dialogue ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้างในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายทางสังคม พร้อมกับกำหนดทางเลือกร่วมกัน โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 บริษัทอาจใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพยายามลดต้นทุนทางสังคม และลดผลกระทบต่อแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง และรักษาระดับค่าจ้าง ตลอดจนการติดตามประเมินผล โดยจะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของแรงงาน เนื่องจากเป็นการส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่เกื้อหนุนต่อปรับเปลี่ยนให้เกิดผลได้

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT : Global Compact Network Thailand): เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 60 องค์กร โดยโกลบอลคอมแพ็ก ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุมการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม 
การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)

La-Z-Boy Asia ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เตรียมสยายปีกทั่วเอเชีย 0 1083

บริษัท เล-ซี-บอย เอเชีย จำกัด ในฐานะผู้นำธุรกิจเก้าอี้ปรับเอน La-Z-Boy ซึ่งได้รับความไว้วางใจในการดูแลผู้แทนจำหน่ายกว่า 18 ประเทศ ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดงาน “La-Z-Boy Asia Virtual Conference 2020” การประชุมสดพร้อมกันทั่วเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านโลกออนไลน์ครั้งแรกของตลาดเก้าอี้ปรับเอน เพื่อประกาศกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ในการสร้างโชว์รูมเสมือนจริง (La-Z-Boy Virtual Gallery) สำหรับเลือกชมสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน และแว่นสามมิติ (VR) พร้อมแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ขยายตลาดสู่ช่องทางออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ผสานนวัตกรรม พร้อมเพิ่มกำลังการผลิต และ 4 แคมเปญเด่น ตอบสนองผู้บริโภคในวิถีใหม่ ภายใต้คอนเซ็พท์ “Beyond the Recliner” ส่งมอบประสบการณ์ให้เหนือกว่าเก้าอี้ปรับเอนทั่วไปที่คุณเคยสัมผัส

งาน “La-Z-Boy Asia Virtual Conference 2020” ครั้งนี้ นำโดย 3 แม่ทัพใหญ่ แห่ง La-Z-Boy ภายใต้คอนเซ็พท์ “A Visionary of Now, New, Next” พร้อมด้วยทีม La-Z-Boy Asia ที่ผนึกกำลังกันเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ธุรกิจเก้าอี้ปรับเอน และตอกย้ำความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ การผลิต การส่งมอบสินค้า และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในทุกๆ ด้านให้แก่ผู้แทนจำหน่าย นับเป็นการประชุมใหญ่ประจำปี ที่ผู้ร่วมงานร้อยกว่าคนสามารถประชุมสดพร้อมกันทั่วเอเชียผ่านโลกออนไลน์บนเว็บไซต์พิเศษ www.lazboyasiaconf.com ได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้การจัดงานรูปแบบเดิมในปีที่ผ่านมา

มร.คีท วิลสัน ประธานกรรมการบริหารสากล เล-ซี-บอย อินคอร์เปอเรท กล่าวว่า “สถานการณ์ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากขึ้น และซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทาง La-Z-Boy International จึงมีการปรับกลยุทธ์เพื่อการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ กำลังการผลิต กลยุทธ์การตลาด รวมถึงบุคลากรในองค์กรของเราทั่วโลก การที่ La-Z-Boy เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และได้รับความเชื่อมั่นอย่างยาวนาน ทำให้เราเป็นแบรนด์แรกๆ ในใจของผู้บริโภค เราจึงมั่นใจว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง”

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เล-ซี-บอย (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เล-ซี-บอย เอเชีย จำกัด กล่าวเสริมว่า “แม้เราจะได้รับผลกระทบในด้านการจัดส่งไปยังต่างประเทศในช่วงแรกของสถานการณ์ COVID-19 ไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากตลาดทั่วโลก ปัจจุบันเราจึงขยายกำลังการผลิตในไทยเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมีแผนขยายกำลังการผลิตภายใน 3 ปี ให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ตารางเมตร ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตสูงขึ้นอีกกว่า 30% โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาทางศูนย์พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation Center) ในเมือง เดย์ตั้น เทนเนสซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างสรรค์ แผงควบคุม USB แบบใหม่ พร้อมรีโมทคอนโทรลไร้สาย สำหรับเก้าอี้ปรับเอนไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงแต่การบริหารจัดการด้านประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในด้านการทำงาน หรือ การผลิตเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า รวมถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ดังจะเห็นได้จากการปรับกลยุทธ์ และสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์โดยทีมการตลาดของ La-Z-Boy Asia ที่มุ่งมั่น ลงทุน ทดสอบ และพัฒนาระบบต่างๆ จนสมบูรณ์แบบ ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศฟิลิปปินส์ และพร้อมส่งต่อความสำเร็จนี้ไปทั่วเอเชีย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในวิถีใหม่ ที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจของเราเจริญเติบโตในก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน และภาคภูมิใจเช่นกัน”

นายรัฐรุจน์ มนัสวัชรพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เล-ซี-บอย เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า “La-Z-Boy เป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งเป็นทั้งผู้นำในธุรกิจ และเป็นเสมือนตำนานที่มีมายาวนานกว่าร้อยปี ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมส่งมอบความสะดวกสบายที่สัมผัสได้สู่ทั่วโลก สำหรับ La-Z-Boy Asia เราต่อยอดจากความเข้มแข็ง และความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ด้วยคอนเซ็พท์ “Beyond the Recliner” ที่สื่อถึงแบรนด์เราได้อย่างชัดเจน ในการส่งมอบประสบการณ์ให้เหนือกว่าเก้าอี้ปรับเอนทั่วไปที่คุณเคยสัมผัส พร้อมด้วย 4 แคมเปญเด่น ที่เราตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้แทนจำหน่ายคนสำคัญของเรา ประกอบไปด้วย “Stay Safe Stay Comfort” ในช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมา “Relax and Comfort” ที่มุ่งหวังให้ทุกคนผ่อนคลายจากสถานการณ์อันตึงเครียดในช่วงนี้ และนับจากนี้ เราได้เตรียมแคมเปญ “Happiness” สำหรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี พร้อมทั้งแคมเปญ “Wellness” สำหรับปีหน้า เพื่อร่วมเสริมสร้างความสะดวกสบาย และสุขภาวะที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคุณแม่ผู้กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า La-Z-Boy จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชีย

และนับเป็นครั้งแรกในธุรกิจเก้าอี้ปรับเอน ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำตลาด ทางทีมได้สร้าง “La-Z-Boy Virtual Gallery” เป็นการสร้างโอกาสในวิกฤต สถานการณ์ COVID-19  ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย Virtual Gallery นี้ จะเสมือนยกโชว์รูมมาไว้ที่บ้าน ลูกค้าสามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ชมสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือแว่น VR โดยสามารถเลือกรุ่น ขนาด และสีต่างๆ ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อกับทางผู้แทนจำหน่าย สะดวกสบาย ได้รับข้อมูลครบถ้วนไม่แพ้การชมจากโชว์รูมจริง ทดแทนการเดินทาง ลดการสัมผัส และลดต้นทุนในการสต็อกสินค้าสำหรับผู้แทนจำหน่าย

อีกทั้งยังมอบหมายให้ทีมการตลาด นำโดย ศรินธร ภูริญรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาค สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ รองรับการทำธุรกรรมผ่านทางเว็บไซต์ และเพิ่มการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย “LazboyAsia” ใน Facebook และ  Instagram ให้มากขึ้น นอกเหนือไปกว่านั้น เรายังเตรียมแผนสร้างแบรนด์ และพัฒนาโชว์รูมใหม่ ภายใต้คอนเซ็พท์ “One Global One Brand” เพื่อให้แน่ใจว่า La-Z-Boy Asia ในแต่ละประเทศจะมีภาพลักษณ์ระดับโลก ทันสมัย เป็นเอกลักษณ์ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ปีนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เราทำยอดขายได้ดีในไตรมาสแรกของปี แม้จะในช่วงโควิดจะมีการชะงักลง แต่ในปัจจุบัน ทีม La-Z-Boy Asia ได้ทำงานอย่างหนัก และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทำให้เรามั่นใจว่าจะสามารถรักษาระดับของอัตราการเติบโตได้ไม่แพ้เป้าหมายของปีที่แล้ว และจะส่งผลดีไปยังปีต่อไป ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า ท่ามกลางความยากลำบาก จะมีโอกาสอยู่ในนั้นเสมอ เพียงเรามาร่วมกันสร้างโอกาส และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อเติบโตไปด้วยกัน”

สำหรับท่านที่สนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.lazboyasiaconf.com หรือ ติดตามข่าวสาร และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ของ La-Z-Boy Asia ได้ทาง www.facebook.com/LazboyAsia และ www.Instagram.com/LazboyAsia

เกี่ยวกับ บริษัท เล-ซี-บอย เอเชีย จำกัด

บริษัท เล-ซี-บอย เอเชีย จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2007 จัดจำหน่ายสินค้าเก้าอี้ปรับเอนนอน ภายใต้แบรนด์ La-Z-Boy ในปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าใน 18 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และมีแผนที่จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยสินค้าที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ และความสะดวกสบาย ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในสินค้าและยกให้ La-Z-Boy เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งเสมอมา