เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 5648

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) คว้า 2 มาตรฐานด้านการออกแบบ 0 1303

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรองรับมาตรฐานด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับ TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากองค์กร The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรฐาน TIA-942 ให้การรับรองครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม และการดำเนินงานสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดดาวน์ไทม์ อาทิ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง โครงสร้างสถาปัตยกรรม โครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น สำหรับมาตรฐานการรับรองของ Uptime Institute ในระดับ Tier III เป็นการประเมินและรับรองดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความสำเร็จในการได้รับมาตรฐานระดับโลกทั้งสองนี้ เป็นการรับรองว่าดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลที่มีระบบเชื่อมต่ออย่างเป็นกลางแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ชื่อโครงการ STT Bangkok 1 แห่งนี้ จะสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเสี่ยงของระบบในระดับน้อยที่สุด ทำให้ไม่ส่งผลรบกวนใดๆต่อการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ การได้รับมาตรฐานด้านความเป็นเลิศในการดำเนินงานและด้านระบบที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้จะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรในระดับสากลที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย และสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ทันที

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจากทั้งสองมาตรฐานนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังเห็นดีมานด์ในระดับประเทศและภูมิภาคที่ต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ และรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านดิจิทัลตามนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 และ การปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ในฐานะผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศและทุ่มเทในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าของเรา”

เฟสแรกของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 30,000 ตารางเมตร ด้วยขีดความสามารถในการให้บริการ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในต้นปี 2564 โดยหลังจากที่แคมปัสแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 60,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งขีดความสามารถในการให้บริการที่สูงขึ้นรวมเป็น 40 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถรับรองการให้บริการเชื่อมต่อที่เป็นกลางสำหรับทุกองค์กร พร้อมทั้งการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานบนแพลทฟอร์มของลูกค้า

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์ โดยเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ขนาด 75,000 ตารางเมตร (15 ไร่) เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งนี้จะมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และมีมาตรฐานระดับโลก ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2564

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู sttelemediagdc.co.th

เกี่ยวกับ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ FPT มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ปัจจุบัน FPT เป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GOLD” ด้วยจำนวนหุ้นรวมทั้งสิ้นร้อยละ 94.5 ทำให้ FPT เป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) และ พาณิชยกรรม และโรงแรม (Commercial and Hospitality) นอกจากนี้ FPT ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT (ซึ่งปัจจุบันเป็นกองทรัสต์ฯ อุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) และภายหลังจากการควบรวมกิจการของ GOLD  เข้าในกลุ่ม FPT แล้ว บริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม GVREIT ทั้งนี้ FPT, GOLD, FTREIT และ GVREIT เป็นบริษัทและกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.frasersproperty.co.th

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (เอสทีที จีดีซี)

บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ เอสทีที จีดีซี (ST Telemedia Global Data Centres – STT GDC) คือผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 80 แห่งในประเทศต่างๆ ที่เป็นตลาดสำคัญทางธุรกิจ เช่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย ไทย และสหราชอาณาจักร เป็นต้น เอสทีที จีดีซี ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ มีโซลูชั่นด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบและสามารถต่อขยายได้, การเชื่อมต่อ, รวมถึงบริการสนับสนุนต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู www.sttelemediagdc.com

เกษตรกรมันสำปะหลังทวงสัญญารัฐ หยุดนโยบายรังแก ทุนเพิ่ม ราคาตก เน้นของบ เอื้อประโยชน์ใคร? 0 2534

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังโคราช หวั่นเดือดร้อนหนักปีหน้า คาดผลผลิตลดกระทบ MOU ส่งออกไทยสู่จีน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเสียตลาดการส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมูลค่ากว่าแสนล้านให้คู่แข่ง เหตุจากแบนสารเคมีเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม สวนทางวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม กลับล้าหลังส่งเสริมเกษตรไทยใช้จอบ แรงงานคนถางหญ้า

นายภมร ศรีประเสริฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช เปิดเผยว่า “มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 7 แสนครัวเรือน ผลผลิตประมาณ 27-30 ล้านตัน ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่ารวมเกือบสามแสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไป 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ร้อยละ 57 อาเซียน ร้อยละ 16 และญี่ปุ่นร้อยละ 11 การควบคุมต้นทุนและผลผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันได้มากในตลาดโลก เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ต้นทุนการแปรรูปที่ลดลง สร้างรายได้เข้าประเทศและให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วย”

เกษตรกร ผิดหวังกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจาก 2 พรรคใหญ่ ผิดหวังกับกระทรวงพาณิชย์ ผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่ไม่มีความรู้และไม่คิดปกป้องเกษตรกรและประเทศชาติ เมินเสียงเกษตรกร เพราะเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้าน เกษตรกรมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน หากยังยืนยันจะยกเลิกสารพาราควอต ทุกท่านที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลปลูกปีนี้ เพราะทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดต้นทุนอย่างไร อย่ามาบอกว่า จะของบ จัดทำงบประมาณฉุกเฉิน เพราะเป็นความคิดล้าสมัยของการเมืองแบบโบราณ และขอเรียกร้องไปยังสมาคมมันสำปะหลังและโรงงานให้เตรียมตัวรับผลกระทบ หากไม่มีมันสำปะหลังเข้าโรงงานและเปิดช่องให้มีข้ออ้างการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่น

นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า “การแบนสารเคมีเกษตร พาราควอต อยากให้ภาครัฐพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ยึดแนวทางการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมันสำปะหลังได้รับผลกระทบมายาวนาน ยังเป็นปัญหาวนเวียนที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เหตุจากปัญหาภัยแล้ง ศัตรูพืช วัชพืช แรงงานที่ราคาสูง และหายาก แถมด้วยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่ จึงอยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อะไรก็แจกเงินตามมาตรการชดเชย เพราะเงินที่แจกนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตในอนาคต ควรแก้ปัญหาระยะยาวในภาคการเกษตร เช่น จัดการต้นทุนภาคเกษตรให้ต่ำลง พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลว่า ก่อนการเลือกตั้งสัญญากับเกษตรกรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจก็ไม่ดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดี เจอวิกฤตภัยแล้งอีก เกษตรกรก็อยู่แทบจะไม่รอดแล้ว ยังจะมาเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยให้ใช้สารเคมีเกษตรตัวอื่นที่มีราคาแพงและก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขนาดไหน ที่สำคัญเกษตรกรมีประสบการณ์ด้วยตัวเองกับสารพาราควอตที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารอื่นแทนได้ เกษตรกรจึงมีคำถามว่าการแบนนี้เอื้อประโยชน์ใคร หนทางที่เกษตรกรเห็นตรงกันคือ การอบรมและส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ พาราควอต สารเคมีเกษตรทุกตัวล้วนอันตราย เกษตรกรจะได้ใช้ทุกตัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค

“เกษตรกรชาวไร่มัน ยังจำเป็นต้องใช้ พาราควอต เนื่องจากเป็นสารฯเพียงตัวเดียวที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เพราะไม่ใช่สารดูดซึม ไม่สะสมในหัวมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรกล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องลงมาดูความจริงในพื้นที่จากเราด้วย หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ จะมาดูพื้นที่จริงและถางหญ้าในแปลงมันสำปะหลังเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง เกษตรกรมันสำปะหลังยินดีต้อนรับ แต่ท่านควรมาลงพื้นที่จริงก่อนการแบนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้” เสียงของเกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังกล่าวทิ้งท้าย