เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 5825

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

รมว เกษตรฯ รับชงเรื่องยกเลิกแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมข้อมูลสนับสนุนใหม่ 0 1326

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยินดีรับเรื่องและจะจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย จากเกษตรกรกลุ่มพืชเศรษฐกิจเกือบร้อยราย โดยเร็วที่สุด พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงผลสำรวจจากนักวิชาการ ไม่พบสารพารา ควอตตกค้างในสินค้าภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกใช้สารพาราควอต

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า “ผลกระทบหลังจากการแบนพาราควอต ปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรต้นทุนสูงขึ้น หนี้สินเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร บางส่วนเลิกทำเกษตร โรงงานอุตสาหกรรมเกษตรประสบปัญหา อาจเกิดการเลิกจ้างงาน สินค้าผิดกฎหมายลักลอบผสมสารเคมีอ้างเป็นสารชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพราะขาดการตรวจสอบ ควบคุมสารชีวภัณฑ์ รวมทั้ง เกษตรกรได้นำแนวทางที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแล้ว ได้แก่ สารทางเลือก ไกลโฟเซต และกลูโฟซิเนต พบว่า วัชพืชไม่ตาย ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชปลูก ผลผลิตเสียหาย รวมทั้งนักวิชาการแสดงความเห็นต่อสารทางเลือกต่าง ๆ พบว่า ไม่สามารถทดแทนพาราควอตได้ทั้งในแง่ของประเสิทธิภาพ และราคา

นอกจากนี้ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (สนอท) ได้สำรวจและวิเคราะห์สารตกค้างในกลุ่มสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศไทย อาทิ น้ำตาล น้ำอ้อย แป้งมัน สาคู ข้าวโพดต้ม ข้าวโพดกระป๋อง ข้าวโพดอาหารสัตว์ และอื่น ๆ รวม 35 รายการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ไม่พบสารพาราควอตตกค้างแม้แต่รายการเดียว สอดคล้องกับ นิตยสารฉลาดซื้อของมูลนิธิผู้บริโภค ได้สำรวจและวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอตในปูนาดองเค็ม ทั้งหมด 16 รายการ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ไม่พบการตกค้างของพาราควอตทุกตัวอย่าง ซึ่ง ปูนา เป็นวัตถุดิบหลักในการทำ น้ำปู หรือ น้ำปู๋ อาหารไทยภาคเหนือ

ขณะเดียวกัน สนอท ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2563 พบว่า ร้อยละ 87 ไม่เห็นด้วยต่อการแบนพาราควอต เพราะยังไม่มีวิธีการหรือสารมาทดแทนได้ ไม่สามารถหาแรงงานคนมาถอนหญ้าได้ พาราควอตมีประสิทธิภาพดีและไม่ส่งผลต่อพืชปลูก

“ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ จึงขอให้ 1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการจัดทำหนังสือยกเลิกการแบนพาราควอตถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อนำไปสู่การทบทวนอย่างเป็นธรรมใหม่อีกครั้ง 2) ขอให้นำมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และ 3) ขอให้จัดทำหนังสือถึง คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือนมิถุนายน 2564 (ปีหน้า) เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

หลังจากการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะพาราควอต หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน แพทย์ นักวิชาการเฉพาะทาง และตัวแทนเกษตรกร ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวหลากหลายมุมมอง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา และผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัวหน้าภาควิชาโรคระบบหายใจ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช กล่าวถึงประเด็นผลการศึกษาตรวจพาราควอตในเลือดหญิงมีครรภ์ และการตรวจพบในอุจจาระเด็กแรกคลอด (ขี้เทา) ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีหลายจุดที่เห็นว่า ไม่มีรายงานแจ้งความผิดปกติด้านสุขภาพ การอภิปรายสรุปของคณะศึกษาง่ายและรวบรัดเกินไป โดยในฐานะนักวิชาการควรพิจารณาข้อมูลหลายด้านประกอบกัน เช่น ข้อมูลการศึกษาในสภาพที่ปรับระเบียบวิธีศึกษาโดยนักวิชาการเกษตร นักเวชศาสตร์ป้องกัน นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การสรุปข้อมูลก็อาจเปลี่ยนไป ข้อย้ำว่าโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากพาราควอตนั้น ป้องกันได้ เช่นเดียวกับ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ที่ใช้ยาสารเคมีพิษบำบัดรักษาผู้ป่วย

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการการเกษตร กล่าวว่า กระบวนการแบนสารเคมีเกษตร จนออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ไม่ชอบและไม่ครอบคลุมตามข้อกฎหมายเท่าที่ควร เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา กรมวิชาการการเกษตรยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเกษตร แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับเร่งรีบลงมติ ขาดความรอบคอบ และไม่เป็นไปตามหลักธรรมภิบาล

น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวว่า กระบวนการที่นำมาสู่การประกาศวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 หรือ วอ.4 เป็นการสร้างข้อมูลเท็จระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับเอ็นจีโอ ซึ่งกล่าวอ้างว่า พบสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซตในผลผลิตทางการเกษตร เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว พบว่า ไม่เป็นความจริง โดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข 8 หน่วยงาน ไม่มีข้อมูลแต่เป็นการนำข้อมูลจากเอ็นจีโอมาเสนอแบน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลของเอ็นจีโอแล้ว ไม่พบว่ามีการตกค้างของสารพาราควอตและไกลไฟเซต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส ตกค้างแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ด้านการเผยแพร่ผลงานของนักวิชาการที่กล่าวอ้างถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสอบ พบว่า ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่เผยแพร่สู่สาธารณะและไม่ได้การรับรอง รวมทั้งการกล่าวอ้างการแพร่สารเคมีเกษตรจากครรภ์แม่สู่ลูกนั้น ไม่ได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวอ้างว่าได้มีการศึกษาวิจัยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงควรให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกร

ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพ และราคาเทียบเท่าพาราควอต ให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือก ตลอดจน ปัจจุบันยังไม่มีชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมวิชาการเกษตร สำหรับให้เกษตรกรใช้กำจัดวัชพืช มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต

ดังนั้น การพิจารณาทบทวนยกเลิกการใช้พาราควอตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรศึกษาไตร่ตรองอย่างรอบคอบและรอบด้านอย่างเป็นธรรม รวมทั้ง ไม่ควรอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังมีการใช้พาราควอต ถึงแม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะมีค่าตกค้างของพาราควอตไม่เกินค่ามาตรฐานโคเด็กซ์ (codex) ก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ควรส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ตามแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หรือเกษตรปลอดภัย เป็นทางออกที่ดีที่สุด

ลุงตู่ เมินแก้ปัญหาเกษตรกร หลังแบนพาราควอต กลุ่มเกษตรกรบุกทำเนียบ 0 1586

แกนนำเกษตรกรจาก 11 สมาคมด้านการเกษตร ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้ง หลังจากพยายามยื่นมาแล้วหลายครั้ง เพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอให้ทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต หลังจากกรมวิชาการเกษตร ไร้แนวทางจัดการและไม่มีสารทดแทน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “กลุ่มเกษตรกรได้เดินทางและทำหนังสือมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับแนวทางการจัดการปัญหาที่ชัดเจน เพราะนับตั้งแต่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้ใช้หรือครอบครองสารพาราควอต หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเงินสูงสุด 1 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ ประสบปัญหาและเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไร้มาตรการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร มีแต่เสนอสารเคมีเกษตรอื่น ๆ มาให้เป็นทางเลือก แต่ไม่สามารถใช้แทนพาราควอตได้ โดยเฉพาะกลูโฟซิเนต ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำ คุณสมบัติ ราคาและประสิทธิภาพแตกต่างกับพาราควอตอย่างสิ้นเชิง แถมทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชปลูกมากกว่าเดิม

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผ่าน 11 สมาคมด้านการเกษตร ได้แก่ สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มแม่น้ำกลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ช่วงฤดูฝนนี้ วัชพืชเติบโตอย่างรวดเร็ว แย่งอาหารจากพืชปลูก การใช้แรงงานคนกำจัดวัชพืชแทนพาราควอต ไม่สามารถทำได้เลย เพราะต้นทุนสูง แรงงานภาคการเกษตรไม่เพียงพอ เครื่องจักรกลจะใช้ก็มีข้อจำกัดทั้งในแง่ต้นทุนและพื้นที่แต่ละแปลงปลูก

“เกษตรกรไทย จึงต้องรับกรรม รับภาระจากแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่เป็นธรรม จึงขอร้องทุกข์ต่อ นายกรัฐมนตรี ให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนโดยด่วน และทบทวนมาตรการยกเลิกพาราควอตโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เกษตรกรได้ยื่นหนังสือมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ หวังว่า นายกรัฐมนตรี จะให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรไทย เพราะเกษตรกรไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว สำหรับแนวทางที่ดีที่สุด สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยมีความคิดเห็นว่า ควรส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ตามแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) หรือเกษตรปลอดภัย นั่นเอง” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป