ผู้ประกอบการทั่วโลก แห่ตอบรับร่วมงาน ASIA PRINT EXPO 2019 พร้อมเปิดไฮไลท์สัมมนา การแข่งขัน และสาธิตธุรกิจแฟชั่น 0 6030

สมาพันธ์การพิมพ์แห่งยุโรป หรือ เฟสป้า เตรียมพร้อมนำผู้ประกอบการทั่วโลกในอุตสาหกรรมการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล การพิมพ์บนสิ่งทอ และป้ายโฆษณา ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสู่โลกการพิมพ์แห่งอนาคต ใน Asia Print Expo หรือ เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป โดย เฟสป้า ระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ตลอดสามวันของการจัดงาน เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป 2019 ท่านจะได้พบกับผู้ประกอบการธุรกิจด้านการพิมพ์และป้าย รวมทั้งสินค้า บริการ และเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการพิมพ์มากกว่า 50 บริษัท

นางสาวเจนิส เขมาชฎากร ผู้จัดการโครงการเฟสป้า ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงไฮไลท์การจัดงานครั้งนี้ว่า เป็นงานที่รวบรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการพิมพ์ได้อย่างครบถ้วน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เริ่มตั้งแต่เครื่องจักร หมึก อุปกรณ์ชิ้นส่วน โปรแกรมการพิมพ์ อุปกรณ์ควบคุม จนถึงการออกแบบ การนำไปใช้ การบริการเสริมพิเศษต่าง ๆ รวมทั้งผลการศึกษาของเฟสป้า พบว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมการพิมพ์บนเครื่องนุ่งห่ม จะเป็นที่นิยมและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 12 ภายในปี ค.ศ. 2020 เฟสป้า จึงได้จัดแสดงสาธิตธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้า หรือ Print Make Wear Asia ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อนำเสนอแนวคิดและสินค้าที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบ จนถึงเสร็จสิ้นเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแฟชั่น โดยมีผู้สนับสนุนหลักคือ VASTEX สาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์สกรีนแบบใหม่ แห้งเร็ว และ Easiway Systems สาธิตการใช้อุปกรณ์ล้างหมึกพิมพ์สกรีน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาธุรกิจแฟชั่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ของทุกวัน บริเวณเวที N20 จะจัดให้มีการประชุมสัมมนาและสาธิตจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ นำความรู้และประสบการณ์ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ในหัวข้อหลากหลายเกี่ยวกับการพิมพ์สกรีน การพิมพ์ดิจิทัล การพิมพ์บนผ้า เรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยส่วนหนึ่งของคณะวิทยากรชั้นนำ ได้รับเกียรติจากสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย

นางประภาพร ณรงค์ฤทธิ์ นายกสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย กล่าวสนับสนุนว่า ตลาดการพิมพ์และสกรีนไทย เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ตามภาคเศรษฐกิจ เป็นผลจาก 18 อุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาระบบการพิมพ์และสกรีนในภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็น กีฬา เซรามิก เครื่องใช้ไฟฟ้า และวงจรไฟฟ้า เป็นต้น โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์และสิ่งทอ เติบโตสูงที่สุด ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านเทคนิค นวัตกรรมเทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตการพิมพ์ให้มีความพิเศษและน่าสนใจ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ แนวโน้มการตลาดดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยวิทยากรชั้นนำด้านการตลาดดิจิทัล คุณณัฐวีร์ ตันติสัจจธรรม ผู้ก่อตั้ง STEPS Academy ที่ปรึกษาแบรนด์สินค้าดังระดับโลก ตลอดจน สัมมนาพิเศษจากวิทยากรชื่อดังด้านธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อเปิดโลกทัศน์การบริหารธุรกิจการพิมพ์ให้เติบโตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่องทางและโอกาสทางการตลาดใหม่ในยุคดิจิทัล ติดตามหัวข้อเพิ่มเติมได้ที่ www.asiaprintexpo.com/conference

นอกจากนี้ การแข่งขันหุ้มยานยนต์ระดับโลก World Wrap Masters เฟสป้า ได้แต่งตั้งให้ นายภีมวัชช์ นุชพุ่ม นักห่อหุ้มยานยนต์ชั้นนำของไทย เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการแข่งขัน World Wrap Masters Asia เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศแห่งภูมิภาคเอเชียไปแข่งขันในรอบสุดท้ายในงาน FESPA Global Print Expo ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.asiaprintexpo.com/world-wrap-masters-asia

นายภีมวัชช์ กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดห่อหุ้มยานยนต์ทั่วโลก 1.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5 หมื่นล้านบาท โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 25 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น การเติบโตในธุรกิจโฆษณาเคลื่อนที่ รูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่ต่ำลง เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดห่อหุ้มยานยนต์จะมีอนาคตสดใสมากในปีหน้า สำหรับการแข่งขันดังกล่าว จะได้พบผู้เชี่ยวชาญด้านการหุ้มยานยนต์จากทั่วโลก จะมาอวดฝีมือและความชำนาญในการหุ้มรถยนต์ – ฮอนด้า ซิตี้ และหุ้มวัสดุอื่นๆ ในการแข่งขัน เช่น หมวกกันน็อค Decken โดยการใช้ไวนิล HEXIS ซึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก”

ขณะเดียวกัน เฟสป้า ได้ลงทุนพัฒนาความรู้และสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจไปทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพ และในปีนี้ จะมีการมอบรางวัล FESPA AWARD ให้แก่องค์กรที่มีความสามารถและจัดการธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม โดยผู้ประกอบการที่สนใจส่งผลงาน ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.fespa.com

พิเศษสุด ผู้เข้าชมงานสามารถจองเที่ยวบินกับสายการบินไทย ผู้สนับสนุนการจัดงาน เอเชีย ปริ้นท์ เอ็กซ์โป โดยใช้รหัส TG1902008 ผ่านเว็บไซต์ www.thaiairways.com/en/mice/index.page

เฟสป้า ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมชมงาน ประชุมและสัมมนา ผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้รหัส ASAM901 ได้ที่ www.asiaprintexpo.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรมันสำปะหลังทวงสัญญารัฐ หยุดนโยบายรังแก ทุนเพิ่ม ราคาตก เน้นของบ เอื้อประโยชน์ใคร? 0 3131

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังโคราช หวั่นเดือดร้อนหนักปีหน้า คาดผลผลิตลดกระทบ MOU ส่งออกไทยสู่จีน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเสียตลาดการส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมูลค่ากว่าแสนล้านให้คู่แข่ง เหตุจากแบนสารเคมีเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม สวนทางวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม กลับล้าหลังส่งเสริมเกษตรไทยใช้จอบ แรงงานคนถางหญ้า

นายภมร ศรีประเสริฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช เปิดเผยว่า “มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 7 แสนครัวเรือน ผลผลิตประมาณ 27-30 ล้านตัน ใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่ารวมเกือบสามแสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไป 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน ร้อยละ 57 อาเซียน ร้อยละ 16 และญี่ปุ่นร้อยละ 11 การควบคุมต้นทุนและผลผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันได้มากในตลาดโลก เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำลง ทำให้ต้นทุนการแปรรูปที่ลดลง สร้างรายได้เข้าประเทศและให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วย”

เกษตรกร ผิดหวังกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจาก 2 พรรคใหญ่ ผิดหวังกับกระทรวงพาณิชย์ ผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่ไม่มีความรู้และไม่คิดปกป้องเกษตรกรและประเทศชาติ เมินเสียงเกษตรกร เพราะเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้าน เกษตรกรมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน หากยังยืนยันจะยกเลิกสารพาราควอต ทุกท่านที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลปลูกปีนี้ เพราะทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดต้นทุนอย่างไร อย่ามาบอกว่า จะของบ จัดทำงบประมาณฉุกเฉิน เพราะเป็นความคิดล้าสมัยของการเมืองแบบโบราณ และขอเรียกร้องไปยังสมาคมมันสำปะหลังและโรงงานให้เตรียมตัวรับผลกระทบ หากไม่มีมันสำปะหลังเข้าโรงงานและเปิดช่องให้มีข้ออ้างการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศอื่น

นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า “การแบนสารเคมีเกษตร พาราควอต อยากให้ภาครัฐพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ยึดแนวทางการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมันสำปะหลังได้รับผลกระทบมายาวนาน ยังเป็นปัญหาวนเวียนที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เหตุจากปัญหาภัยแล้ง ศัตรูพืช วัชพืช แรงงานที่ราคาสูง และหายาก แถมด้วยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด ยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่ จึงอยากให้รัฐบาลไตร่ตรองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อะไรก็แจกเงินตามมาตรการชดเชย เพราะเงินที่แจกนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตในอนาคต ควรแก้ปัญหาระยะยาวในภาคการเกษตร เช่น จัดการต้นทุนภาคเกษตรให้ต่ำลง พัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลว่า ก่อนการเลือกตั้งสัญญากับเกษตรกรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจก็ไม่ดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดี เจอวิกฤตภัยแล้งอีก เกษตรกรก็อยู่แทบจะไม่รอดแล้ว ยังจะมาเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยให้ใช้สารเคมีเกษตรตัวอื่นที่มีราคาแพงและก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขนาดไหน ที่สำคัญเกษตรกรมีประสบการณ์ด้วยตัวเองกับสารพาราควอตที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารอื่นแทนได้ เกษตรกรจึงมีคำถามว่าการแบนนี้เอื้อประโยชน์ใคร หนทางที่เกษตรกรเห็นตรงกันคือ การอบรมและส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ พาราควอต สารเคมีเกษตรทุกตัวล้วนอันตราย เกษตรกรจะได้ใช้ทุกตัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค

“เกษตรกรชาวไร่มัน ยังจำเป็นต้องใช้ พาราควอต เนื่องจากเป็นสารฯเพียงตัวเดียวที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทน เพราะไม่ใช่สารดูดซึม ไม่สะสมในหัวมัน ส่วนการใช้เครื่องจักรกล ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องลงมาดูความจริงในพื้นที่จากเราด้วย หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ จะมาดูพื้นที่จริงและถางหญ้าในแปลงมันสำปะหลังเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง เกษตรกรมันสำปะหลังยินดีต้อนรับ แต่ท่านควรมาลงพื้นที่จริงก่อนการแบนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้” เสียงของเกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังกล่าวทิ้งท้าย

สมาคมเกษตรฯ ผิดหวัง คกก. วัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร แบนสารเคมีเกษตร เอื้อนายทุน ไร้ทางออก ทิ้งภาระให้เกษตรกร 0 3437

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563 ได้กำหนดให้ 2 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามใช้และห้ามครอบครอง จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปหาสารทดแทนใหม่ และนำเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาใหม่อีกครั้ง

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “ประเด็นสารเคมีเกษตรได้เคยนำเสนอข้อมูลให้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ในที่ประชุมร่วมกับเกษตรกร รมช. เกษตรฯ บอกเสมอว่ากรมวิชาการเกษตรยังหาสารทดแทนไม่ได้ ซึ่งเกษตรกรก็พูดไปหลายครั้งแล้วว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนหรือเครื่องมือใดที่จะมาทดแทนสารพาราควอต ได้ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและราคา สารเคมีเกษตรอื่น ๆ เช่น ไกลโฟเซต กลูโฟซิเนต ก็ไม่สามารถนำมาใช้แทนพาราควอตได้ เพราะคุณสมบัติต่างจากสารพาราควอตอย่างสิ้นเชิง ส่วนสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืช กรมวิชาการเกษตรก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่ามีปลอมปนพาราควอตเข้าไปด้วย และยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชใดได้ขึ้นทะเบียน”

นอกจากนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยการประกันราคาและการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมนั้น เป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะการนำงบประมาณแผ่นดินมาให้เกษตรกร เพื่อใช้ซื้อสารเคมีเกษตรในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือ บริษัทผู้ค้าและร้านค้าสารเคมีเกษตร ส่วนเกษตรกรยังต้องใช้สารเคมีเช่นเดิม แถมฉีดพ่นบ่อยขึ้น จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น หากเป็นเช่นนี้เกษตรกรจะไหวได้อย่างไร และที่บอกว่าอาจให้กระทรวงสาธารณสุขปรับกฎระเบียบสารตกค้าง เพื่อให้สามารถนำเข้าถั่วเหลืองได้ หากดำเนินการจริง ก็เป็นการเอื้อกลุ่มนายทุนนำเข้ากลุ่มเดียว และแก้ปัญหาเพียงด้านเดียวให้เฉพาะกลุ่มผู้นำเข้าถั่วเหลืองเท่านั้น ทั้งนี้ การปรับค่าสารตกค้างดังกล่าวให้สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษจริง ย่อมแสดงว่า ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และ NGO กำลังพูดไม่จริงเรื่องที่ห่วงใยผู้บริโภคคนไทย ดั้งนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ควรแบนไกลโฟเซตไปด้วยเลย

การปรับค่าสารตกค้างไกลโฟเซตให้สูงขึ้นเพื่อให้อเมริกาและบราซิลส่งถั่วเหลือง ผู้นำเข้าก็จะได้ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการหาเหตุผลเพื่อใช้ยกเลิกสารเคมีเกษตรบางรายการ โดยกระทรวงสาธารณสุข และ NGO ไม่ได้ห่วงใยผู้บริโภคอย่างแท้จริงอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่ได้มองผลกระทบต่อเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย เมื่อมีการปรับค่าสารตกค้าง เกษตรกรไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่ามีการปฏิบัติสองมาตรฐาน

สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ระบุว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือ และยังมีปัญหาในทางปฏิบัตินั้น ในความเป็นจริง เกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เห็นได้จากการเข้าร่วมอบรมความรู้การใช้สารกำจัดวัชพืชตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ไปแล้วกว่า 500,000 ครัวเรือนเกษตร แต่โครงการดังกล่าว เพิ่งเริ่มต้นในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เปิดให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าอบรมในระยะเพียงไม่กี่เดือน และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เหลือเกษตรกรอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือนที่รอการอบรม แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับก็บอกว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านควรไปหาข้อมูลมาว่าที่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะหน่วยงานราชการที่สร้างเงื่อนไข แล้วปฏิบัติไม่ได้ หรือเป็นเพราะเกษตรกร

“ท้ายที่สุด สมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่าย อยากให้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีหามาตรการลดผลกระทบให้เกษตรกรโดยด่วน หากยังยืนยันจะออกประกาศกระทรวงฯ ให้สารพาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ท่านคิดว่า ณ เวลานี้ เกษตรกรยังทุกข์ยากไม่พอหรือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาบอกว่าจะให้เกษตรกรทำอย่างไรกับฤดูกาลปลูกที่จะถึง จะให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรมากกว่าที่จะตั้งงบเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร เพราะพวกเราไม่ต้องการให้ท่านเอาภาษีของประชาชนมาอุ้มเกษตรกรในเรื่องนี้ เพราะมันต้องใช้งบประมาณมหาศาล หน้าที่ของท่านคือต้องช่วยให้เกษตรกรประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ดีกว่าให้เกษตรกรไปหาวิธีการเองไปตายเอาดาบหน้า และผมขอบอกไปถึงเกษตรกรทุกคน อย่าไปหลงเชื่อพวกบริษัทขายสารเคมีว่ามีสารทดแทนพาราควอตได้ และขอเตือนทุกบริษัทอย่าหากินกับความยากลำบากของเกษตรกร ส่วนบรรดาผู้นำเข้าถั่วเหลืองหรืออาหารทั้งหลาย ก็ให้คิดถึงเกษตรกรด้วย อย่ามองแต่ตนเองฝ่ายเดียว” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

สมาคมเกษตรปลอดภัย
เลขที่ 18 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี 72240

เครือข่ายเกษตรกร ประกอบด้วย สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นครราชสีมา