ไททา แนะพรรคการเมือง ชูนโยบายเกษตรปลอดภัย 0 8309

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แนะพรรคการเมืองไทย หยุดนโยบายประชานิยม ชี้ควรชูนโยบายหลัก เร่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม เน้นการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไททา) เปิดเผยว่า รายได้จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดยมีพืชเศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศมากมายหลายชนิด อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ทุเรียน มังคุด แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน และไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็น

“ภาครัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก แต่ ไททา กลับมองว่า ประเทศไทยจะต้องเป็น จุดศูนย์กลางของอาหารโลก ที่มีคุณภาพและพัฒนาให้เป็น แบรนด์ของประเทศ ในอนาคต ทั้งนี้ การบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เกษตรกร ปัจจัยการผลิต ระบบการเพาะปลูก การส่งเสริมและสนับสนุน จนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดนโยบายประชานิยม เพ้อฝัน หันมาพิจารณา แนวทางที่เป็นจริงและก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร อันเป็นรายได้หลักของประเทศ” ดร. วรณิกา กล่าว

สำหรับขอเสนอ 3 นโยบายหลักด้านการเกษตรที่อยากให้พรรคการเมืองนำไปชูเป็นนโยบายพรรค ได้แก่

1. เกษตรกรสร้างชาติ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ประสานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม และรัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง รวมทั้ง เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร ไม่ใช่ให้ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์มาบริหารหรือจัดการภาคเกษตร

2. เกษตรมาตรฐาน GAPใช้สารเคมีปลอดภัย ส่งเสริมความรู้การเกษตรมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในหลายประเทศใช้มาตรฐานนี้ในการกีดกันสินค้าจากไทย ปัจจุบัน ภาครัฐให้เกษตรกรใช้มาตรฐาน GAP โดยสมัครใจ ควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักที่ทุกภาคเกษตรต้องปฏิบัติ และ

3. ราคากลางสินค้าเกษตร ปัจจุบัน ภาครัฐมีการกำหนดราคากลางสินค้าในหลายประเภท จึงอยากพิจารณาราคากลางสินค้าเกษตรบ้าง ตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทย คือ ยังหลงประเด็นกับการจัดการปัญหาที่ไม่ตรงจุด เรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ อาทิ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรระดับประเทศ ควรให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ กลับให้หน่วยงานอื่นที่ขาดความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลวิทยาศาสตร์มาตัดสิน หรือ การสร้างโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ควรพัฒนาเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้รับการยอมรับทั่วโลก ให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัย โดยใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน หากใครไม่ต้องการใช้สารเคมีก็มีแนวทางแนะนำ หากใครต้องการใช้สารเคมีก็มีวิธีการควบคุม เหมือนการทำงานของแต่ละคน บางคนขับรถ บางคนนั่งรถเมล์ บางคนนั่งรถไฟฟ้า บางคนเดินไปทำงาน ภาครัฐไม่สามารถบังคับให้ทุกคนนั่งรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การกำหนดแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย วันนี้” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กระทรวงพาณิชย์ เทรนนักออกแบบไทยเท่าทัน 5 เทรนด์โลก ดันโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV 0 2241

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อาคารเคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation  เพื่อให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวโดยไม่ตกยุค  เปิดมุมมองให้เท่าทัน 5 เทรนด์โลกที่น่าจับตามอง อีกทั้งผลักดันนักออกแบบไทยเป็นสินค้าบริการโกอินเตอร์ บุกตลาด CLMV หรือประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง อาทิ เมียนมาและเวียดนาม ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของโครงการ Design Service Society ที่กรมการค้าระหว่างประเทศ จัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015

“โครงการ Design Service Society จัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราจัดอบรมเชิงลึกในแง่มุมต่างๆ ให้กับนักออกแบบหน้าใหม่ไปแล้วกว่า 100 คน ซึ่งมีประมาณ 10 % ที่ได้ลงสนามทำงานจริงร่วมกับผู้ประกอบการคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการนี้ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มให้เกิดการแมทชิ่งและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการคนไทยภาคธุรกิจส่งออกกับกลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่ ที่นำความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบไปช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าส่งออกของไทย ซึ่งเป็นอะไรที่มากกว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แต่นักออกแบบจะต้องทำงานแบบเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้เกิด New Idea จริงๆ โดยเป้าหมายของกรมฯ ตั้งไว้ 2 ประการด้วยกันคือ สร้างนักออกแบบมืออาชีพที่มีคุณภาพมาช่วยผลักดันอุตสกรรมการส่งออกไทย  ขณะเดียวกันก็ปั้นกลุ่มนักออกแบบไทยขึ้นมาเป็นสินค้าบริการสำหรับส่งออกงานบริการด้านการออกแบบไปยังต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย กัมพูชา , สปป.ลาว , เวียดนาม และเมียนมา โดยเฉพาะเมียนมาและเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะพานักออกแบบไทยไปให้บริการด้านการออกแก่กับผู้ประกอบการที่เมียนมาเป็นที่แรก ถือเป็น Business Matching รูปแบบหนึ่ง” นางสาวประอรนุช กล่าวถึงภาพรวมของโครงการฯ

ทางด้าน รศ.ดร.โชคอนันต์ บุษราคัมภากร นายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ Industrial Designers Society (IDS) ซึ่งทำหน้าจัดการอบรมเชิงลึกในครั้งนี้ได้กล่าวว่า “ภายใน 2 ปีนี้คำว่า Transformation คือสิ่งที่ผู้ประกอบการจะหลีกหนีไม่ได้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หากไม่มีการปรับตัวก็จะต้องล่มสลายหรือตกยุคไป  เช่นเดียวกับนักออกแบบอุตสหกรรม เป้าหมายไม่ใช่แค่การออกแบบให้ผลิตภัณฑ์สวยงามเท่านั้นแต่ต้องเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้นการอบรมเชิงลึกภายใต้ แนวคิด Design Service Transformation ในวันนี้จะเน้นเรื่องของ การปฏิรูปการทำงานให้เท่าทันยุคดิจิทัล ตัวอย่างเช่นการศึกษา 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองเพื่อหลีกหนีคำว่า นักออกแบบตกยุค”

สำหรับ 5 เทรนด์การออกแบบโลกที่น่าจับตามองนั้น ได้แก่ 1. Transformative &Disruptive Technologies หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาให้บริการ เช่น การนำโดรนมาใช้ในการบริการส่งอาหารสด  ตู้อัตโนมัติในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ทำอาหาร 2. Advanced  Data-Driven Design การออกแบบที่นำข้อมูลหรือ Data ไปประมวลผล แล้วนำผลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบ 3. End-to-End Customer Journey Experience แนวคิดการออกแบบ  “Circular Economy” หรือ “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” กล่าวคือ การออกแบบต้องคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเป็นสินค้า โดยทุกกระบวนการปราศจากของเสียสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่รู้จับ 4. Not Just Impression and Implementation, but IMPACT การออกแบบที่ลดการสร้าง “ผลกระทบทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม” เช่น บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse หรือ Recycle) เพราะแนวโน้มบรรจุภัณฑ์จะเลิกใช้พลาสติกและหันมาใช้วัสดุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้จะต้องไม่ใช่ขยะ และสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตได้อีกด้วย  และ 5. Not Just Mass Customisation, but Personalisation การออกแบบที่เน้นสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ “ประสบการณ์ส่วนบุคคล” เช่น เสื้อผ้าที่สามารถตอบโจทย์เรื่อง Health Tech หรือการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะตามกรุ๊ปเลือด เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วในการอบรมเชิงลึก ภายใต้แนวคิด Design Service Transformation ซึ่งจัดโดย DITP ในครั้งนี้ ยังได้เชิญวิทยากรที่เป็นนักออกแบบอุตสหกรรมมืออาชีพมากมาย มาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้นักออกแบบหน้าใหม่ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากการออกแบบอุตสาหกรรมไปสู่การออกแบบดิจิทัล, กลยุทธ์การริเริ่มธุรกิจการบริการออกแบบยุคใหม่, กระบวนการบริการออกแบบเพื่อพิชิตใจลูกค้า และเคล็ดลับการบริหารธุรกิจการบริการออกแบบสู่สากล  

อย่างไรก็ตาม โครงการ Design Service Society มีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์ม หรือ เวทีสร้างความรู้จักระหว่างนักออกแบบอุตสหกรรมกับผู้ประกอบการ ที่อาจจะร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา  ในการสร้างนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการออกแบบอย่างมืออาชีพตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.idsocietythailand.org หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่email : idsocietythai@gmail.com  Facebook Fanpage : idsocietythai

สวนป๋วย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา สวนหลังคาลอยฟ้า” ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย 0 2096

อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย เนินเขากลางกรุง ผืนเกษตรชุ่มน้ำ แหล่งเรียนรู้การเพาะปลูกปลอดสาร และประชาธิปไตย บนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการแล้ว พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ครั้งที่1 บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับ 2 ของโลก รองจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า”  หรือ “Thammasart Urban Rooftop Organic Farm” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในการให้ความสำคัญกับเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “หนึ่งในนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน “Best Sustainable and Smart University” มุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย อีกทั้งยังให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” กอปรกับวาระที่ศาสตราจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ มีชาตะกาลครบ 100 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จึงได้สร้าง “อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี” หรือ “สวนป๋วย” ขึ้น เป็นอนุสรณ์แด่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์”

การออกแบบ สวนป๋วย มีความพิเศษเป็นตึกรูปตัว H ทางเดินขึ้นสี่ด้านอย่างเท่าเทียม สื่อนัยยะถึงภาพ คำว่า  Humanity สะท้อนปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมของธรรมศาสตร์ไว้ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีความเท่าเทียมเสมอกันของคนไทยทุกคน อยู่ภายใต้หลังคาที่เป็น พูนดิน สอดคล้องกับชื่ออาจารย์ป๋วย ในแนวคิดผืนดินไล่ระดับแบบเนินเขา ที่ทำให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ

สำหรับโครงการ“ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 200 ชีวิต ภายใต้การนำโดย รองศาสตราจารย์  เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ผศ. ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอาจารย์กชกร วรอาคม ร่วมกันปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวหอมธรรมศาสตร์ บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

“ทั่วทั้งพื้นที่ 100 ไร่ของสวนผักออแกนิคบนหลังคานี้ สามารถผลิตอาหารได้มากถึง 20 ตันต่อปี หรือ 133,000 มื้อต่อปี ส่งผลให้มีพืชและผักปลอดสารเคมีส่งตรงถึงจานข้าวนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมการเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอก สมุนไพร และอื่นๆ อันเป็นองค์ความรู้เด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม “การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การบริหารจัดการ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพ ควบคู่ไปกับ การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการก่อสร้างอาคาร มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการขยะ รวมถึงการวิจัยและบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอน นำหลายสาขาวิชามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด”

ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สสส. มีภารกิจสำคัญคือ การขยายแนวความคิดเรื่อง พื้นที่สุขภาวะ อันเป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ที่ดึงดูดให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีเป้าหมายหลักคือการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ของผู้คนในโลกยุคใหม่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับทุกมิติของคำว่า สุขภาพ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเรียกรวมว่า สุขภาวะ แต่กายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชัดที่สุด สิ่งที่ สสส. ดำเนินการมี 3-4 องค์ประกอบที่ต้องทำ เช่น ควบคุมปัจจัยเสี่ยง อย่าง สุราและบุหรี่ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม นำมาซึ่งอุบัติเหตุ และส่งเสริมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึง การออกกำลังกาย ทั้งนี้ สวนป๋วย มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย ไร้สารเคมี และสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ วิธีการเพาะปลูกไร้สารเคมี การเก็บเกี่ยวและจัดจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในศูนย์อาหารออแกนิค จนถึงการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยเพื่อนำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในเกษตรกรรมต่อไป ที่สำคัญแนวทางการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตยกรรมสอดคล้องกับแนวคิดพื้นที่สุขภาวะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อาจารย์กชกร วรอาคม หนึ่งในสามคนไทยที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Time ให้เป็น Time 100 Next สาขา นวัตกรระดับโลก หรือดาวรุ่งหน้าใหม่ของโลกที่มีอิทธิพลในสาขานวัตกรรม ท่ามกลางบุคคลต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ได้รับเลือกเพียง 100 คน ในฐานะผู้ร่วมออกแบบพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ความท้าทายของการออกแบบสวนป๋วย คือ การผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบและการบริหารจัดการทั้งระบบอย่างครบวงจรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม สังคม และสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะประเด็นระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ นับตั้งแต่ 1) การจัดสรรพื้นที่ 2) การออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ 3) การบริหารพันธุ์ไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 สร้างแหล่งอากาศบริสุทธิ์ 4) การไล่ระดับพื้นที่เพาะปลูกแบบนาขั้นบันได ลดแรงปะทะ ช่วยชะลอการไหล่บ่าของน้ำฝนได้สูงถึง 20 เท่า ลดความเสี่ยงน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณรองรับน้ำฝน 5) การพัฒนาระบบจัดการน้ำหมุนเวียนพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดมีสระน้ำรองรับ 4 แห่งรอบอาคาร จุน้ำได้รวมกว่า 3 ล้านแกลลอน หรือประมาณ 13.5 ล้านลิตร ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ปั้มน้ำเข้าสู่ระบบ นำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำเพื่อการเพาะปลูก ลดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ พื้นผิวคอนกรีตของอาคารปกคลุมด้วยไม้นานาพันธุ์ จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในอาคารลงได้ 3-4 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิภายนอกในบริเวณพื้นที่สีเขียวได้มาถึง 7 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับข้อมูลและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 083-331-6000 ไลน์ pueypark หรืออีเมล puey100.tu@gmail.com

เกี่ยวกับอุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย
อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ประกอบด้วย ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่ Co-Working Space ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงงานคอนเสิร์ต ขนาด 630 ที่นั่ง ศูนย์อาหารออร์แกนิค และพื้นที่กิจกรรมเอนกประสงค์ (Amphitheatre) เพื่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายนามผู้ร่วมออกแบบและก่อสร้าง
ภูมิสถาปัตยกรรม โดย LANDPROCESS
ออกแบบสถาปัตยกรรม โดย สถาบันอาศรมศิลป์
ออกแบบตกแต่งภายใน โดย DIMENSIONAL INTERPRETATION
วิศวกรรมโครงสร้าง โดย Degree System Co., Ltd
วิศวกรรมงานระบบ โดย TPM Consultants Co.,Ltd
ออกแบบกราฟฟิก โดย Be Our Friend
บริหารงานก่อสร้าง โดย CM49