กรมการค้าภายในเร่งพัฒนาสินค้าอินทรีย์ไทย 0 10257

กรมการค้าภายในจัดงาน ORGANIC SELECT งานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และธรรมชาติเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยยกระดับเข้าสู่งานระดับนานาชาติ

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมอินทรีย์ ประมาณ 0.357 ล้านไร่ เป็นลำดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่มีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท

โดยตลาดอินทรีย์ในภูมิภาคยุโรปเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย มูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดเกษตรอินทรีย์อีกมากทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจและบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดตลาดเกษตรอินทรีย์ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ทางกรมฯได้จัดงาน “ORGANIC SELECT” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์การค้า เจเจ มอลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร/ผู้ประกอบการอินทรีย์ไทย และเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเข้าสู่งานระดับนานาชาติ BIOFACH Southeast Asia 2019 และ NATURAL EXPO Southeast Asia 2019 ซึ่งกรมฯ จะจัดร่วมกับบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี ช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2562

“การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศได้นั้น ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หมายรวมถึงภาคประชาชนในประเทศที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ตลาดสินค้าอินทรีย์ของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งมีผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะก้าวไปสู่ตลาดในภูมิภาคและของโลกได้อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเสริม

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ร้อง รมต.เกษตร เร่งช่วยเหลือด่วน 0 1051

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการอย่างจริงจัง หันมาช่วยเหลือเกษตรกร หยุดนโยบายประชานิยม

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าสู่ตลาดราชการ เพื่อให้สินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น การนำยางมาแปรรูป เป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หรืออื่น ๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส นั้น รัฐควรแนะนำให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดีกว่าการยกเลิกใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรม เสียหายหลายแสนล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ

ด้านเกษตรกรกลุ่มอ้อย กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาอ้อยตกต่ำ จากเดิมเฉลี่ยตันละ 1,000 บาท เหลือเพียง 700 บาท ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตที่หายไปกว่าร้อยละ 30 และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวการแบนที่มีมาเป็นระลอก จนมาถึงข้อสรุปจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้มีการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อย 2 แสนครอบครัว กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาถึงข้อเท็จจริงของสารเคมีดังกล่าว โดยอ้างอิงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเป็นหลัก รวมทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีสารใดมาทดแทนการใช้สารเคมี พาราควอต ได้ในประสิทธิภาพและราคาที่เท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ ศรีจันทร์รัตน์ ประธานกลุ่มเกษตรมันแปลงใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมและสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถเก็บข้อมูลได้ แต่เกษตรกรเสียเวลาในการไปอบรมและเตรียมตัวเข้ารับการสอบ รวมทั้ง เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของภาครัฐ ในความเป็นจริง การจัดอบรมเกษตรกรเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว หลายรายมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐออกนโยบายมาแล้ว เกษตรกรยินดีทำตามและให้ความร่วมมือ แต่อยากให้เห็นใจและช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มด้วย

ท้ายที่สุด ประเด็นพรรคฝ่ายค้านได้สอบถามความคิดเห็นภาคประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร และมองว่าจะแบนสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอตนั้น กลุ่มเกษตรกรอ้อย ยางพารา และมันสำปะหลังต่างเห็นพ้องว่า หากพรรคฝ่ายค้านเองต้องการทำงานเพื่อปากท้องของประชาชนจริงและให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้  ต้องลงมาถามความเห็นเกษตรกรจำนวน 12 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบหากมีการห้ามใช้สารพาราควอต เพื่อให้ได้รับข้อมูลรอบด้าน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรทันที 

ครั้งแรกของถนนสุขุมวิท กับ สุขุมวิท แกลเลอรี่ รวบรวมภาพถ่ายของสุขุมวิทในอดีต และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที 0 2016

บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ได้รับเกียรติจาก นายพิชัย รัตตกุล เป็นประธานเปิด “สุขุมวิท แกลเลอรี่ และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที” ซึ่ง สุขุมวิท แกลเลอรี่ เป็นแกลเลอรี่ที่รวบรวมภาพถ่ายในสมัยก่อนที่เกี่ยวข้องกับประวัติของถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร อาทิ บุคคลที่สร้างถนนเส้นสุขุมวิท แผนที่เก่า ที่มาของชื่อซอยต่าง ที่พำนักของบุคคลสำคัญและศิลปินแห่งชาติ สถานที่สำคัญ วัง-คฤหาสน์-บ้านพักที่สวยและทันสมัยในยุคก่อน การคมนาคม ทั้งหมด 45 ภาพ จัดแสดงให้ชมถาวรโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ที่ชั้น 4 โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท และมี QR Code สำหรับให้ดาวน์โหลด โบรชัวร์ สุขุมวิท แกลเลอรี่

นอกจากนั้น ที่บริเวณ สุขุมวิท แกลเลอรี่ ยังเสิร์ฟ อาฟเตอร์นูน ที ออกแบบธีมโดย คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในภาพของ สุขุมวิท แกลเลอรี่ นั่นคือภาพของสะพานลอยเอกมัย ตั้งอยู่ที่แยกซอยเอกมัย (สุขุมวิท ซอย 63) เป็นสะพานลอยที่มีรูปแบบล้ำสมัยในยุคนั้น เป็นที่จดจำได้ของหลายๆ คน เมื่อได้โครงรูปแบบของถาดอาฟเตอร์นูน ที เป็นที่เรียบร้อย จึงสั่งทำ ซึ่งถาดทุกถาดเป็นงานประดิษฐ์ ทำมือโดยช่างปฏิมากร ทำจากสแตนเลสชุบทองแดงและหินอ่อนเทียม และเลือกดอกไม้เพื่อใช้ตกแต่งถาดให้ดูมีมิติ โดยชุดที่เป็นซิกเนเจอร์ของโรงแรมฯ คุณสกุลเลือกตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัย ด้วยการเลือกใช้ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย จัดให้เป็นทรงคลื่นสูงต่ำ ซึ่งความหมายของการตกแต่งนี้ คือ

1) สีม่วง-ขาว เป็นสีของแบรนด์ไฮแอท รีเจนซี่ 

2) เป็นแนวไทยร่วมสมัยเหมือนคอนเซ็ปต์ตกแต่งโรงแรม

3) คลื่นดอกไม้ สื่อถึงความไม่เคยหยุดนิ่งของถนนสุขุมวิท

4) ดอกไม้ที่ปักตั้งเพียง 1 ดอก เป็นตัวแทนของโรงแรมที่โดดเด่น ลายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลาย ผู้ที่รับประทาน อาฟเตอร์นูน ที ที่ สุขุมวิท แกลเลอรี่ แห่งนี้  จึงจะได้ลิ้มรสของว่าง 15 ชนิด อิ่มอร่อยไปกับของคาว ของหวาน เบเกอรี่ และขนมเสิร์ฟร้อน ปรุงโดยทีมเชฟของโรงแรม ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิคของแกลเลอรี่ภาพถ่าย ที่ส่งความรู้สึกถึงความโก้หรู ความเจริญ ความทันสมัย ความไม่หยุดนิ่ง

กาแฟ และ ชา ที่เสิร์ฟกับอาฟเตอร์นูน ที เป็นความภาคภูมิใจของ มร. เฟเดอริก ฟาริน่า (Frederik Farina) พ่อครัวใหญ่ของโรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท เพราะเชฟเฟเดอริก ได้เดินทางไปด้วยตนเองเพื่อเลือกกับมือและชิมทุกชนิดเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด กาแฟที่เลือกจากไร่ของหมู่บ้านเลอตอโกลจังหวัดตาก คือกาแฟดรายโพรเซส คั่วระดับเข้มปานกลาง (dry process, medium roast) ปลูกโดยชาวเขาปกาเกอะญอ กาแฟจากไร่นี้ ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟพิเศษแห่งประเทศไทย 2 ปีซ้อน ด้วยสายพันธุ์กาแฟที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชาวเขาปกาเกอะญอได้พลิกฟื้นเขาหัวโล้น มาปลูกกาแฟและพืชอื่นๆ จนทำให้ปัจจุบันนี้ จากเขาหัวโล้น กลายเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้นานาพันธุ์ อุดมไปด้วยความหลากหลายของพืชพรรณไม้ ไม้ดอก และผักเมืองหนาว ที่ผสมผสานให้กาแฟที่นี่ มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง สำหรับใบชา เชฟเฟเดอริก มีจุดหมายปลายทางที่บ้านแม่แสะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อค้นหาตำนานต้นชาธรรมชาติที่มีอายุกว่า 100  ปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ชาเมี่ยง หรือ ชาป่า  ซึ่งเป็นชาสายพันธุ์อัสสัม และมีโรงผลิตชาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   ซึ่งเชฟเฟเดอริกเลือก  ชาขาวอัสสัม (Assum White Tea) ด้วยเหตุผลมีกลิ่นหอมกรุ่นติดจมูกและรสชาติกลมกล่อมแต่มีความเข้มข้นอยู่ในตัว

สุขุมวิท แกลเลอรี่ เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยไม่มีค่าเข้าชม ระหว่างเวลา 11:00 – 22:30 น. และ สุขุมวิท แกลเลอรี่ อาฟเตอร์นูน ที เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 14:00 – 16:00 น. ราคา 950++ บาท/เซ็ต สำหรับรับประทานได้ 2 คน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองนั่ง โทรฯ 02 098 1234 อีเมล์  bangkoksukhumvit.regency@hyatt.com

MENU-SUKHUMVIT-GALLERY-AFTERNOON-TEA-TH-ENG-JP