กรมการค้าภายในเร่งพัฒนาสินค้าอินทรีย์ไทย 0 10573

กรมการค้าภายในจัดงาน ORGANIC SELECT งานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และธรรมชาติเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยยกระดับเข้าสู่งานระดับนานาชาติ

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมอินทรีย์ ประมาณ 0.357 ล้านไร่ เป็นลำดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่มีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท

โดยตลาดอินทรีย์ในภูมิภาคยุโรปเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย มูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดเกษตรอินทรีย์อีกมากทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจและบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดตลาดเกษตรอินทรีย์ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ทางกรมฯได้จัดงาน “ORGANIC SELECT” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์การค้า เจเจ มอลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร/ผู้ประกอบการอินทรีย์ไทย และเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเข้าสู่งานระดับนานาชาติ BIOFACH Southeast Asia 2019 และ NATURAL EXPO Southeast Asia 2019 ซึ่งกรมฯ จะจัดร่วมกับบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี ช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2562

“การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศได้นั้น ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หมายรวมถึงภาคประชาชนในประเทศที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ตลาดสินค้าอินทรีย์ของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งมีผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะก้าวไปสู่ตลาดในภูมิภาคและของโลกได้อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเสริม

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชวนเที่ยวงาน มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม 0 3803

กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมวัฒนธรรมงานศิลป์ เลิศล้ำวัฒนธรรม” ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2562
ณ ลานโปรโมชั่นชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ภายในงาน ได้ช้อปและชิมสุดยอดอาหาร เลือกซื้อสินค้าทางภูมิปัญญาของกลุ่มจังหวัดฯ มากมายกว่า 100 รายการ รับชมและร่วมลงมือทำ การสาธิตวิถีชีวิตและภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ร่วมด้วย สุนารี ราชสีมา รุ่งสุริยา และ เต้ย จักรินทร์ ไมค์ทองคำ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 702 9256

กลุ่มเกษตรกร ยื่นข้อเสนอ นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้า ลดต้นทุนการผลิต 0 4499

ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตร จันทบุรี แนะนโยบายรัฐชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์ม ปัจจุบัน โรงงานรับซื้อ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่า เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุน ในไทย เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน รวมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หารลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัวแพงขึ้นทันที  ทั้งๆ ที่กระทรวงฯ ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกร ไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลต่อสุขภาพในเกษตรกรกลุ่มปาล์ม เพราะใช้มานานกว่า 40 ปี ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยา และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม

ด้านสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการ และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวเสริมว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตรกร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุน ราคาสูงขึ้น สารเคมีผิดกฎหมายถูกนำเข้ามามากขึ้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ควรเป็นการให้คำแนะนำเรื่องการใช้ มากกว่าการยกเลิกหรือลดการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย จึงอยากให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตของเกษตรในแต่ละพืชปลูกให้ดี ก่อนออกมาตรการดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”

นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุปว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่ม คือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้ง ศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด