เทศกาลอาหารเจกรุงเทพฯ by Wongnai 0 10207

เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ Wongnai เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น รีวิวแนะนำร้านอาหารอันดับหนึ่งของไทย และ GRAB ผู้ให้บริการแท็กซี่อันดับหนึ่งในประเทศไทย จัดงาน เทศกาลอาหารเจกรุงเทพฯ by Wongnai
ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่รวบรวมร้านอาหารเจยอดนิยม ที่มีเรทติ้งรีวิวในแอปพลิเคชั่นWongnai 3.5 ดาวขึ้นไปกว่า 30 บูธ ให้คุณได้เลือกชิม และ ช้อป อิ่มบุญไปด้วยกัน ในช่วงเทศกาลกินเจ

ภายในงานท่านจะได้พบกับ ร้านอาหารชื่อดังที่มาออกบูธอาหารเจ อาทิเช่น ร้านมังกรทอง กับเมนูข้าวอบ 5 เซียนเจ , ซาลาเปาไส้เห็ด / ภัตตาคารมังกรหลวง เมนูผัดหมี่ซั่วเจ ผัดโหงวก๊วย / ร้านบัวลอยกลมเกลียว by แม่แกว เมนูบัวลอยทุเรียน บัวลอยทรงเครื่อง / ร้านต้นกล้า ฟ้าใส เมนูปอเปี๊ยะสมุนไพรต้นกล้า / Mr.Genki เมนูข้าวแกงกะหรี่หมูทอดเจ ฯลฯ

อีกทั้งยังมีร้านอาหารเจจากดารา อาทิเช่น หมี่พันแป้งสมุนไพร byลิฟท์ สุพจน์ , เกี๊ยวซ่าby คุณหยก ธัญยกันต์ , ราดหน้าสะดิ้ง By คุณแอนดรูว์ กรเศก ฯลฯ และพบกับ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟรสซีอิ๊ว “โรแมนติกไนท์ ไอศกรีม” ที่เป็นกระแสพูดถึงในโซเชียลมีเดีย จากหยั่นหว่อหยุ่น

พร้อมทั้งบูธอาหารเจจากร้านอาหารแบรนด์ดังที่คัดสรรมาจากในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น ตั้งแต่วันที่ 8-17 ตุลาคม 2561 ณ บริเวณ ชั้น G ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3

ร้านอาหารที่ได้รับการโหวต by.Wongnai

Barefood Bangkok ,Veganerie Concept , ต้นกล้า ฟ้าใส , Mango Vegetarian And Vegan , ตาละลักษมณ์ , Mr. Genki ,L’Orangerie , ก๋วยเตี๋ยวไม่จำเจ , มังกรทอง , ภัตตราคารมังกรหลวง, ปาท่องโก๋วิศวะ , ชาบูเพนกวิ้น , Maguro Sushiบัวลองกลมเกลียว by. แม่แกว , หยั่น หว่อ หยุ่น ไอศกรีมซีอิ้วดำ

ร้านอาหารดารา และ ร้านอาหารอื่นๆ

เกี๊ยวซ่า By คุณหยก ธัญยกันต์ , ราดหน้าสะดิ้ง By คุณแอนดรูว์ กรเศก , Vabrant Juice by เจสสิกา ซาโนลารี่ ,ตำแหล by. เอ ศุภชัย ,หมี่พันแป้ง by. ลิฟท์ สุพจน์ , Mango Frappeน้ำมะม่วงปั่น , Cold Stone Creamery , ZEN Japanese Restaurant , On the Table , S&P , Chounan , Farm Design , RedSun

เหล่าคนดัง ดารา เซเลริตี้ คนรุ่นใหม่ ชวนกินเจเว้นกรรม ลดละเนื้อสัตว์ ส่งต่อบุญในช่วงเทศกาลกินเจ

เซเลบริตี้สาวสุดน่ารัก คุณหมิว กมลพร วงศ์รักมิตร กล่าวว่า เดี๋ยวนี้เห็นคนรุ่นใหม่ หนุ่ม สาว สนใจการบริโภคอาหารเจกันมากขึ้น แม้แต่เพื่อนๆรอบตัวก็ยังมีกินกันบ้าง ซึ่งอาจจะเป็นกระแสที่คนรุ่นใหม่หันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น อย่างตัวหมิวเองก็ชอบกินเต้าหู้มาก แล้ว ก็จะชอบเมนูอาหารที่ทำมาจากเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ อย่างในงาน เทศกาลอาหารเจ by. Wongnai ก็มีเมนูที่หมิวอยากทานมาก คือ ต๊อกปกกี่หมูทอดเจ ของร้าน Red Sun ที่น่าทานมากค่ะ ช่วงกินเจนี้ หมิวก็อยากจะชวนเพื่อนๆ มารับประทานอาหารเจดีๆด้วยกัน ในช่วง วันที่ 8 – 17ตุลาคม นี้ ที่พวกเราจะได้มากินเจ เว้นกรรม ลด ละ เนื้อสัตว์ไปด้วยกันนะคะ

ด้านคนในวงการบันเทิง ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนออาหารเจ ที่ดีทั้งรสชาติ และ ดีต่อสุขถาพ ให้กับทุกคนได้เลือกรับประทานกันได้ตลอด 10 วัน ที่งานนี้

คุณหยก ธัญยกันต์ กับ เมนูเกี๊ยวซ่าเจ ที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ง่ายๆ จะทานแทนเมื้ออาหารเลยก็ได้ หรือจะทานเป็นของว่างเพลินๆก็ได้

คุณหญิง นราวัลย์ ภรรยาสาวแสนสวย ของคุณลิฟท์ สุพจน์ ขอรับหน้าที่แทนสามี มานำเสนอเมนู หมี่พันแป้งสมุนไพร by ลิฟท์ สุพจน์ ที่ดูดีทั้งหน้าตา และ รสชาติ ของอาหาร เหมาะกับกันคนที่ทานเจ หรือ คนรักสุขภาพ , คนอยากดูแลรูปร่างก็ทานได้

ด้าน คุณอ๊อฟ ศุภณัฐ หนุ่มหล่อ เสียงดี จากบ้าน AF งานนี้ก็มาออกบูธของว่างกินง่าย กินได้ทุกเพศทุกวัย กับ “ กล้วยตากแสงอาทิตย์ by อ๊อฟ ศุภณัฐ ” เพราะที่บ้านมีสวนกล้วยอยู่แล้ว จึงนำมาแปลรูป ทำเป็นขนมให้ทานกันง่ายๆ กินกันเพลินๆได้ทั้งครอบครัว โดยเบื้องหลังความอร่อยนี้ มีคุณพ่อ และ ครอบครัว เป็นผู้สนับสนุน ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจในการช่วยปลูก เก็บ และ ทำ กล้วยตากแสงอาทิตย์ นี้

จึงอยากเชิญทุกท่าน ไป ชิม กิน ช้อป กันได้ที่งาน เทศกาลอาหารเจกรุงเทพฯ by. Wongnai ตั้งแต่ วันที่ 8 – 17 ตุลาคม นี้ นะครับ

Hi – Light มงคล by WONGNAI ฟรีเมนูเพื่อเสริมโชคลาภในเทศกาลอาหารเจ

· วันเสาร์ ที่ 13 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 10.09 น. สำหรับลูกค้า The 1 Card ที่เข้าร่วมงานจำนวน 999 ท่านแรก รับฟรี ข้าวอบเผือกเจมงคลจักรพรรดิ์ จาก ภัตตาคารมังกรหลวง

· วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 10.09 น. ลูกค้า The 1 Card ที่เข้าร่วมงาน จำนวน 999 ท่านแรก รับฟรี ซาลาเปาทองคำ จาก ร้านมังกรทอง

พิเศษ!!! ลูกค้า GRABที่เดินทางมางานเทศกาลอาหารเจกรุงเทพฯ by Wongnai ที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 ระหว่างวันที่8 – 17 ต.ค. 2561 รับส่วนลดลดสูงสุด 80บาท/เที่ยว

(ลูกค้าใหม่พิมพ์ promo code “JBKK3NEW”รับส่วนลด 80 บาท/เที่ยว สูงสุด 5 สิทธิ์

ลูกค้าปัจจุบันพิมพ์promo code “JBKK3”รับส่วนลด 60 บาท/เที่ยว สูงสุด 2 สิทธิ์)

นอกจากนี้ ยังสามารถพบกับเทศกาลอาหารเจในศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ ดังนี้

-ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ระหว่างวันที่ 9 – 17 ตุลาคม 2561

– ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ระหว่างวันที่ 9 – 18 ตุลาคม 2561

– ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ระหว่างวันที่ 11 – 17 ตุลาคม 2561

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

สมาคมเกษตรฯ ผิดหวัง คกก. วัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร แบนสารเคมีเกษตร เอื้อนายทุน ไร้ทางออก ทิ้งภาระให้เกษตรกร 0 2725

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563 ได้กำหนดให้ 2 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามใช้และห้ามครอบครอง จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปหาสารทดแทนใหม่ และนำเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาใหม่อีกครั้ง

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “ประเด็นสารเคมีเกษตรได้เคยนำเสนอข้อมูลให้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ในที่ประชุมร่วมกับเกษตรกร รมช. เกษตรฯ บอกเสมอว่ากรมวิชาการเกษตรยังหาสารทดแทนไม่ได้ ซึ่งเกษตรกรก็พูดไปหลายครั้งแล้วว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารทดแทนหรือเครื่องมือใดที่จะมาทดแทนสารพาราควอต ได้ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและราคา สารเคมีเกษตรอื่น ๆ เช่น ไกลโฟเซต กลูโฟซิเนต ก็ไม่สามารถนำมาใช้แทนพาราควอตได้ เพราะคุณสมบัติต่างจากสารพาราควอตอย่างสิ้นเชิง ส่วนสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืช กรมวิชาการเกษตรก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่ามีปลอมปนพาราควอตเข้าไปด้วย และยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชใดได้ขึ้นทะเบียน”

นอกจากนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยการประกันราคาและการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมนั้น เป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะการนำงบประมาณแผ่นดินมาให้เกษตรกร เพื่อใช้ซื้อสารเคมีเกษตรในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือ บริษัทผู้ค้าและร้านค้าสารเคมีเกษตร ส่วนเกษตรกรยังต้องใช้สารเคมีเช่นเดิม แถมฉีดพ่นบ่อยขึ้น จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น หากเป็นเช่นนี้เกษตรกรจะไหวได้อย่างไร และที่บอกว่าอาจให้กระทรวงสาธารณสุขปรับกฎระเบียบสารตกค้าง เพื่อให้สามารถนำเข้าถั่วเหลืองได้ หากดำเนินการจริง ก็เป็นการเอื้อกลุ่มนายทุนนำเข้ากลุ่มเดียว และแก้ปัญหาเพียงด้านเดียวให้เฉพาะกลุ่มผู้นำเข้าถั่วเหลืองเท่านั้น ทั้งนี้ การปรับค่าสารตกค้างดังกล่าวให้สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษจริง ย่อมแสดงว่า ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และ NGO กำลังพูดไม่จริงเรื่องที่ห่วงใยผู้บริโภคคนไทย ดั้งนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ควรแบนไกลโฟเซตไปด้วยเลย

การปรับค่าสารตกค้างไกลโฟเซตให้สูงขึ้นเพื่อให้อเมริกาและบราซิลส่งถั่วเหลือง ผู้นำเข้าก็จะได้ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการหาเหตุผลเพื่อใช้ยกเลิกสารเคมีเกษตรบางรายการ โดยกระทรวงสาธารณสุข และ NGO ไม่ได้ห่วงใยผู้บริโภคอย่างแท้จริงอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่ได้มองผลกระทบต่อเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย เมื่อมีการปรับค่าสารตกค้าง เกษตรกรไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่ามีการปฏิบัติสองมาตรฐาน

สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ระบุว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือ และยังมีปัญหาในทางปฏิบัตินั้น ในความเป็นจริง เกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เห็นได้จากการเข้าร่วมอบรมความรู้การใช้สารกำจัดวัชพืชตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ไปแล้วกว่า 500,000 ครัวเรือนเกษตร แต่โครงการดังกล่าว เพิ่งเริ่มต้นในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เปิดให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าอบรมในระยะเพียงไม่กี่เดือน และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เหลือเกษตรกรอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือนที่รอการอบรม แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับก็บอกว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านควรไปหาข้อมูลมาว่าที่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะหน่วยงานราชการที่สร้างเงื่อนไข แล้วปฏิบัติไม่ได้ หรือเป็นเพราะเกษตรกร

“ท้ายที่สุด สมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่าย อยากให้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีหามาตรการลดผลกระทบให้เกษตรกรโดยด่วน หากยังยืนยันจะออกประกาศกระทรวงฯ ให้สารพาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ท่านคิดว่า ณ เวลานี้ เกษตรกรยังทุกข์ยากไม่พอหรือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาบอกว่าจะให้เกษตรกรทำอย่างไรกับฤดูกาลปลูกที่จะถึง จะให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรมากกว่าที่จะตั้งงบเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร เพราะพวกเราไม่ต้องการให้ท่านเอาภาษีของประชาชนมาอุ้มเกษตรกรในเรื่องนี้ เพราะมันต้องใช้งบประมาณมหาศาล หน้าที่ของท่านคือต้องช่วยให้เกษตรกรประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ดีกว่าให้เกษตรกรไปหาวิธีการเองไปตายเอาดาบหน้า และผมขอบอกไปถึงเกษตรกรทุกคน อย่าไปหลงเชื่อพวกบริษัทขายสารเคมีว่ามีสารทดแทนพาราควอตได้ และขอเตือนทุกบริษัทอย่าหากินกับความยากลำบากของเกษตรกร ส่วนบรรดาผู้นำเข้าถั่วเหลืองหรืออาหารทั้งหลาย ก็ให้คิดถึงเกษตรกรด้วย อย่ามองแต่ตนเองฝ่ายเดียว” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

สมาคมเกษตรปลอดภัย
เลขที่ 18 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี 72240

เครือข่ายเกษตรกร ประกอบด้วย สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นครราชสีมา

นักวิชาการอ้อย เตือนรัฐ ระวังอุตสาหกรรมอ้อยทรุดหนัก มิถุนายนนี้ 0 2886

ภัยแล้ง และโควิด-19 พ่นพิษอุตสาหกรรมอ้อย หวั่นรัฐซ้ำเติม มิถุนายนนี้ แบนพาราควอต คาดเบื้องต้นสูญหาย 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่รวม 3 แสนล้านบาท สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เตือนรัฐบาลไตร่ตรองให้รอบคอบ กังวลอุตสาหกรรมอ้อยเสียหายเกินคาด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มก่อความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อยมากที่สุด คาดว่าในกรณีร้ายแรงที่สุด ปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล อาจลดลงมากถึง 25 ล้านตัน หรือคิดเป็น 27% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบโดยรวม ส่งผลให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาล เหลือประมาณ 75 ล้านตัน หดตัวตัว 43% จากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากภัยแล้ง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลจะทยอยปิดหีบตั้งแต่เดือนมีนาคม เร็วกว่าปกติ ซึ่งจะปิดหีบในช่วงเดือนเมษายน โดยหากภัยแล้งลากยาวไปถึงเดือนมิถุนายน โรงงานน้ำตาลอาจเผชิญความเสี่ยงในการขาดแคลนอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตต่อไปอีกด้วย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย หรือ สนอท. เปิดผลการศึกษาล่าสุดในรายงานประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหากยกเลิกการใช้สารพาราควอตต่อภาคการเกษตรอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศไทย พ.ศ.​2563 พบว่า ปัจจัยการผลิตสำคัญที่กว่า 80 ประเทศทั่วโลกใช้เพื่อกำจัดวัชพืช นั่นคือ พาราควอต โดยเฉพาะออสเตรเลีย บราซิล และอินเดีย ใช้เพื่อลดจำนวนวัชพืช ซึ่งจะแย่งน้ำและธาตุอาหารของพืชหลัก เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูพืชและโรคพืช จำกัดจำนวนของอ้อยตอที่งอกใหม่จากอ้อยต้นเดิม และรบกวนการหีบอ้อย ทั้งนี้ การผลิตอ้อย จำเป็นต้องใช้พาราควอตในการควบคุมวัชพืชในระยะแตกกอหรือในช่วง 30-170 วันหลังปลูก และระยะอ้อยย่างปล้องเป็นจุดวิกฤตที่สุด หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ จะทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 20-50 ส่งผลปริมาณอ้อยเหลือ 67-108 ล้านตัน จากเดิม 134.8 ล้านตัน กระทบเกษตรกรสูญรายได้รวม 5.8 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญ หากมีฝนตกชุก วัชพืชจะเติบโตเร็วและมาก ไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลเข้าไปจัดการในแปลงได้ และไม่มีสารเคมีเกษตรชนิดอื่นทดแทนได้นอกจากพาราควอต

อีกทั้ง ในปีนี้ ต้นทุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย สูงถึง 1,200-1,300 บาทต่อไร่ ต่างจากฤดูปกติ อยู่ที่ 1,110 บาทต่อไร่ ขณะที่ค่าอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 750 บาทต่อไร่ ทำให้ภาครัฐต้องหันมาพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต อันเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ

ดังนั้น จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรชาวไร่อ้อยจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วจากผลกระทบภัยแล้ง และรายได้จากการส่งออกที่ลดลงจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 หากมีการยกเลิกใช้พาราควอต ในเบื้องต้น สนอท. คาดการณ์ผลผลิตอ้อยลดลงทันทีครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 50 คิดมูลค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท และกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีก 1.5 แสนล้านบาท รวมสูญเสีย 3 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การพิจารณาเลือกวิธีการและสารทดแทนพาราควอตนั้น ควรดำเนินการอย่างรอบด้านและรัดกุม ได้แก่ ประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช ประหยัดเวลา ราคา ค้นทุน ปลอดภัยต่อพืชเศรษฐกิจ (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล) รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค โดยศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าสารเคมีเกษตรที่อยู่ในข้อเสนอทดแทนนั้น ไม่มีสารทดแทนใดมีประสิทธิภาพ ราคา และสามารถใช้ได้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทั้ง 6 ชนิด สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดยืนยันโดยกรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีสารและวิธีการอื่นใดมาทดแทนพาราควอตได้

“ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลในหลายด้าน ทั้งปัญหาใหม่ เช่น ไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อการส่งออกสินค้า ผลผลิตส่งออกไม่ได้ ปัญหาเก่า ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม หนี้สินเกษตรกร ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร ปัญหาแรงงานเกษตรที่หายากและราคาแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ทันจะแก้ไข กลับจะซ้ำเติมให้เลวร้ายยิ่งขึ้นให้กับภาคอุตสาหกรรมอ้อยด้วยการแบนพาราควอต จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง อย่าเพิ่งยกเลิกใช้พาราควอตในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพราะอาจส่งผลกระทบเสียหายเกินคาด อย่าลืมว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกเป็นหลักกว่า 11 ล้านตันต่อปี สาเหตุสำคัญที่ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยต้นทุนอ้อยของไทยต่ำกว่า ดังนั้น มาตรการจำกัดการใช้ จึงเป็นทางสายกลาง เป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป