แนะนำสองกองทุนน่ามองของธนชาต กองทุน T-SmartBeta และ T-PrimePlusAI 0 8177

บลจ.ธนชาต เปิดขาย 2 กองทุนแนวใหม่อีกครั้ง กองทุน T-SmartBeta เน้นลงทุนได้ทุกสภาวะ และกองทุน T-PrimePlusAI ที่ได้สิทธิประกันเพิ่ม ชูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนในช่วงตลาดผันผวน วันนี้ -5 ตุลาคม 2561
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก เห็นได้จากช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดหุ้นไทยสามารถไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,850 จุด และปรับไปแตะจุดต่ำสุดที่เกือบ 1,580 จุด ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเห็นว่าแกว่งตัวในกรอบที่กว้างมาก ทำให้ผู้ลงทุนหลายคนเริ่มมีความกังวลว่า หุ้นจะยังน่าลงทุนในช่วงนี้หรือไม่ ประกอบกับตราสารหนี้ก็ยังคงผันผวนเช่นกัน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงไม่ลงทุนในหุ้นน่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ประกอบกับสัญญานการเลือกตั้งที่ชัดเจนน่าจะทำให้หุ้นไทยทำผลงานได้ดี

จากสถานการณ์ดังกล่าว บลจ.ธนชาต จึงขอแนะนำกองทุน T-SmartBeta ซึ่งเป็นกองทุนหุ้น เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีค่า Beta ไม่เกิน 1.4 โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Smart Beta เป็นการผสมผสานระหว่างหุ้น Low Beta (ค่า Beta ไม่เกิน 1) และ Mid Beta (ค่า Beta 1-1.4) ซึ่งผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง และการคัดสรรหุ้นแบบ Mid Beta ยังช่วยให้กองทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนจำนวนมาก มีผู้สนใจลงทุนกว่า 4,855 ล้านบาท (ณ วันที่ 28 ก.ย.61, บลจ.ธนชาต)

นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน บลจ.ธนชาต ยังเปิดขายกองทุน T-PrimePlusAI ซึ่งเป็นกองทุนหุ้น เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง ผลประกอบการดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ส่วนมากเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่เกิน 40 บริษัท ซึ่งหุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มได้รับผลตอบแทนสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองประกันชีวิต 10,000 บาท และความคุ้มครองประกันสุขภาพ จากบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกันชั้นนำของเมืองไทย หากลงทุนตามเงื่อนไข

สำหรับกองทุน T-SmartBeta ผู้ลงทุนสามารถลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป และครั้งต่อไป 1,000 บาท ผู้ลงทุนสามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี และกองทุน T-PrimePlusAI ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป และครั้งต่อไป 1,000 บาท โดยทั้ง 2 กองทุน มีรอบการเปิดขาย วันนี้ -5 ตุลาคม 2561

โดยกองทุน T-PrimePlusAI มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ที่ผ่านมากองทุนมีประวัติการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 2 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 0.5 บาท/หน่วยครั้งที่ 1 (20 ก.พ. 61) จำนวน 0.25 บาท/หน่วย และครั้งที่ 2 (6 มิ.ย. 61) จำนวน 0.25 บาท/หน่วย โดยกองทุน T-PrimePlusAI ทำผลงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (27 ก.ย. 60) ได้ 3.36% เทียบกับ SET50 Index ที่ทำผลงานได้ 11.16% (ณ วันที่ 27 ก.ย. 61, บลจ.ธนชาต)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ในวันและเวลาทำการเสนอขายที่ บลจ.ธนชาต โทรศัพท์ 0-2126-8399 กด 0 หรือ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร. 1770 หรือผู้สนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ บลจ.ธนชาต แต่งตั้ง www.thanachartfund.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไททา จับคู่เกษตรกรสวนผลไม้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเพื่อผึ้งปลอดภัย อัดฉีดความรู้ ผลักดันสารวัตรเกษตร 0 5330

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เดินหน้าโครงการ ผึ้งปลอดภัย พร้อมร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาความรู้เกษตรกรสวนผลไม้และผู้เลี้ยงผึ้ง และเพิ่มความเข้มข้นร่วมมือกับสารวัตรเกษตรตรวจสอบสินค้าเกษตรปลอม ด้อยคุณภาพและผิดกฏหมาย

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยถึงพันธกิจสำคัญของ ไททา ว่า จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ โครงการผึ้งปลอดภัย โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้อง และโครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม

โครงการ ผึ้งปลอดภัย เป็นการส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้การอยู่ร่วมกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกับเกษตรกรสวนผลไม้เป็นไปอย่างสมานสามัคคี อีกทั้งยังผลในการเพิ่มผลผลิตและผึ้งปลอดภัย ผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือน้ำผึ้งจะมีคุณภาพดีขึ้น ผลผลิตสูงขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูง ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรอื่นๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับการผสมเกสรของพืช ช่วยสร้างและเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ทั้งนี้ น้ำผึ้งคุณภาพสูง ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน น้ำผึ้งของไทย ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพ และปริมาณการผลิต เตรียมประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและเกษตรกรสวนผลไม้จำนวน 100 คู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และจันทบุรี สามารถทำการเกษตรของตนร่วมกันอย่างสมานสามัคคีนำผลผลิตปลอดภัยสู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

การส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดต้นทุนการผลิต ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น นอกจากการบริหารจัดการที่ดี เช่น ปลูกพืชเหมาะสมกับสภาพดิน หรือแหล่งน้ำเพียงพอแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งจะต้องมีคุณภาพ เกษตรนำมาใช้ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพืช ดังนั้น โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิต จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ โครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม ทั้งสองโครงการ เป็นการประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร ในการอบรมความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรให้สามารถใช้ ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพต่อเกษตรกร ผู้บริโภค ตั้งเป้าพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อไปต่อยอดอบรมเกษตรกร ในแนวคิด Train the Trainer คาดว่าจะผลิต Trainer ได้มากถึง 1,000 รายทั่วประเทศ รวมทั้ง ร่วมดำเนินการและผลักดันบทบาท สารวัตรเกษตร ให้มีความเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตรวจสอบปัจจัยการผลิตตามร้านค้าและสถานประกอบการ และหากพบ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีการปลอมแปลง หมดอายุ หลบเลี่ยงกฎหมาย ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งหมดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ ไททา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและบุคคลากรในกิจกรรมต่าง ๆ ด้านการฝึกอบรมและการเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกร และเชื่อมั่นว่า แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2562 จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีผ่านความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเกษตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป

ไททา ชูนวัตเกษตร ช่วยเกษตรกร สร้างอนาคตเกษตรกรรมไทย 0 6919

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา ประกาศความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนไทย ตั้งเป้าพัฒนาเกษตรกร เพิ่มผลผลิตร้อยละ 30 ด้วยนวัตเกษตร สร้างอนาคตใหม่เกษตรกรรมไทย

ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับสองของโลก และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศชั้นนำด้านเกษตรกรรม ดร.เซียง ฮี ตัน ผู้อำนวยการบริหาร ครอปไลฟ์ เอเชีย กล่าวในงานเปิดตัวสมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย “เกษตรกรไทย มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหาร ให้สามารถเลี้ยงดูประชากรทั้งในและต่างประเทศ ส่งเป็นสินค้าออก โดยภายในปี 2020 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีประชากรสูงถึง 60 ล้านราย ครอปไลฟ์ ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากร จึงพิจารณาเลือกประเทศไทยให้เป็น “ประเทศต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมสมัยใหม่” พร้อมที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อนำไปสู่การผลิตอาหารได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยว่า “ไททา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรด้านนวัตกรรมการเกษตรระดับโลก หนึ่งในสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของครอปไลฟ์ อินเตอร์เนชันแนล มีเป้าหมายหลักในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถผลิตผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อเป็นอาหารให้ประชากรโลก ด้วยนวัตเกษตรที่เหมาะสม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

โครงการแรกที่ได้ดำเนินการคือ โครงการรักษ์ผึ้งชันโรง ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรม รักษ์โลก เพื่อคน สร้างชุมชน” อันเป็นหนึ่งในโครงการ “รักษ์แมลงผสมเกสร” ซึ่งได้เริ่มโครงการในประเทศอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทย มีเกษตรกรเข้าร่วมมากกว่า 100 รายจากจังหวัดจันทบุรี สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึงร้อยละ 23 และกำลังขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ แพร่ และน่าน อีกด้วย

แผนการดำเนินงานระยะสั้น 2 ปี (2019-2020) ไททา จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่สู่ภาคการเกษตร ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและพืชเศรษฐกิจ อาศัยความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

“ไททา พร้อมที่จะเดินหน้าสู่อนาคตเกษตรกรรมไทยไปกับทุกภาคส่วน ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และนวัตเกษตรระดับโลกมาสนับสนุน เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับโลก “สร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร” และส่งเสริมยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป