นกสกู๊ตสยายปีกเปิดเส้นทางตลาดญี่ปุ่น บินตรงสู่โอซาก้า 0 5812

สายการบินนกสกู๊ต สยายปีกบุกตลาดประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเส้นทางบินที่สอง บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โอซาก้า หลังจากที่ได้เปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

เส้นทางบิน สู่โอซาก้านั้นสอดคล้องกับแผนการเดินหน้าเข้าสู่ตลาดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตลาดการท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

นกสกู๊ต สายการบินร่วมทุนระหว่างสายการบินนกแอร์ ของคนไทย และสายการบินสกู๊ต จากประเทศสิงคโปร์ เดินหน้าเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงจากสนามบินนานาชาติดอนเมือง กรุงเทพฯ สู่สนามบินนานาชาติคันไซ เมืองโอซาก้า ถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยจะเริ่มเที่ยวปฐมฤกษ์อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตุลาคมเป็นต้นไป

“นกสกู๊ตพร้อมแล้วที่จะเปิดเส้นทางบินไปยังโอซาก้า เมืองฮิตเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา อาหารการกินที่เลื่องชื่อ และแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมากมาย”

“นอกจากสนามบินนานาชาติคันไซจะเป็นประตูไปสู่โอซาก้าแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ทางตะวันตกของญี่ปุ่นอย่าง เกียวโตและโกเบได้อีกด้วย ในปี พ.ศ. 2555 โอซาก้าได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปถึง 9.4 ล้านคน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเกือบ 33.33% จากปีที่แล้ว” คุณยอดชาย กล่าวเสริม

“ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการบินบนเส้นทางนี้ถึง 4 สายการบินแล้วก็ตาม นกสกู๊ตเชื่อว่าเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ สู่เมืองโอซาก้ายังสามารถเติบโตเพิ่มมากขึ้น และการเปิดเที่ยวบินครั้งนี้ จะเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวด้วยราคาที่คุ้มกว่า บนเครื่องบินที่สบายกว่า” คุณยอดชาย สุทธิธนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกสกู๊ต
กล่าว

โอซาก้า เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวคนไทยนิยมไปเป็นอันดับสองรองจากเมืองโตเกียว โดยมีจำนวนการเดินทางบนเส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯ – โอซาก้าประมาณ 850,000 เที่ยวบินต่อปี จากสถิติขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) พบว่าในปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการประกาศยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นสำหรับคนไทยในปี พ.ศ. 2556 นั่นเอง

โอซาก้าเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งของปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) แลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียง และห่างออกไปเพียง40 นาที ก็จะพบกับปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ปราสาทที่สวยงามจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อีกแห่งที่ต้องนึกถึงคือย่านช้อปปิ้งโดทมโบริ (Dotombori) ถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีจากป้ายไฟโฆษณาต่างๆ ที่ทุกคนต้องเช็คอินและถ่ายรูป และที่พลาดไม่ได้คือสวนสนุกยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan) ปิดท้ายด้วยโอซาก้า อควาเรียม ไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีโด่งดังของเมืองโอซาก้า

ส่วนอีกเมืองหนึ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นคือ “เกียวโต” อดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาถึงได้จากเมืองโอซาก้าทางรถไฟ โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

นกสกู๊ต หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “บิ๊กเบิร์ด” ให้บริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โอซาก้าด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 415 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 24 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 391 ที่นั่ง

นกสกู๊ต พร้อมให้บริการบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โอซาก้า ราคาเริ่มต้นเพียง 3,599 บาท ต่อเที่ยวบินรวมภาษีสำหรับที่นั่งชั้นประหยัด (Fly) ซึ่งสามารถสำรองที่นั่งโปรโมชั่นได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 19 กันยายน 2561 และสามารถเดินทางได้ตั้งตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2561 – 30 มีนาคม 2562

สายการบินสกู๊ต หนึ่งในสองสายการบินผู้ถือหุ้นหลักของสายการบินนกสกู๊ต มีบริการเส้นทางบินสู่ โอซาก้า เป็นจำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเที่ยวบินร่วมของทั้งสกู๊ต และนกสกู๊ต จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความคล่องตัวในการเดินทางที่ไร้รอยต่อให้กับผู้เดินทางด้วยตารางบินตรงสู่ โอซาก้าทุกวัน นอกจากนี้ ทั้งสองสายการบินยังมีเที่ยวบินตรง จากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ สู่ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น วันละ 2 เที่ยวบิน

ตารางเที่ยวบิน

เที่ยวบิน ออก ถึง เวลาเดินทาง เวลาถึงปลายทาง วันเดินทาง
XW112 กรุงเทพฯ

(ดอนเมือง)

โอซาก้า
ญี่ปุ่น
23:50 07:10 (+1) จันทร์, พุธ, ศุกร์, อาทิตย์
XW111 โอซาก้า ญี่ปุ่น กรุงเทพฯ

(ดอนเมือง)

08:30 12:45 จันทร์, อังคาร, พฤหัสบดี, เสาร์,

*เวลาเดินทางตามท้องถิ่น

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ไททา จับคู่เกษตรกรสวนผลไม้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเพื่อผึ้งปลอดภัย อัดฉีดความรู้ ผลักดันสารวัตรเกษตร 0 5334

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เดินหน้าโครงการ ผึ้งปลอดภัย พร้อมร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาความรู้เกษตรกรสวนผลไม้และผู้เลี้ยงผึ้ง และเพิ่มความเข้มข้นร่วมมือกับสารวัตรเกษตรตรวจสอบสินค้าเกษตรปลอม ด้อยคุณภาพและผิดกฏหมาย

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยถึงพันธกิจสำคัญของ ไททา ว่า จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ โครงการผึ้งปลอดภัย โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้อง และโครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม

โครงการ ผึ้งปลอดภัย เป็นการส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้การอยู่ร่วมกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกับเกษตรกรสวนผลไม้เป็นไปอย่างสมานสามัคคี อีกทั้งยังผลในการเพิ่มผลผลิตและผึ้งปลอดภัย ผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือน้ำผึ้งจะมีคุณภาพดีขึ้น ผลผลิตสูงขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูง ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรอื่นๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับการผสมเกสรของพืช ช่วยสร้างและเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ทั้งนี้ น้ำผึ้งคุณภาพสูง ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน น้ำผึ้งของไทย ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพ และปริมาณการผลิต เตรียมประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและเกษตรกรสวนผลไม้จำนวน 100 คู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และจันทบุรี สามารถทำการเกษตรของตนร่วมกันอย่างสมานสามัคคีนำผลผลิตปลอดภัยสู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

การส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดต้นทุนการผลิต ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น นอกจากการบริหารจัดการที่ดี เช่น ปลูกพืชเหมาะสมกับสภาพดิน หรือแหล่งน้ำเพียงพอแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งจะต้องมีคุณภาพ เกษตรนำมาใช้ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพืช ดังนั้น โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิต จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ โครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม ทั้งสองโครงการ เป็นการประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร ในการอบรมความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรให้สามารถใช้ ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพต่อเกษตรกร ผู้บริโภค ตั้งเป้าพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อไปต่อยอดอบรมเกษตรกร ในแนวคิด Train the Trainer คาดว่าจะผลิต Trainer ได้มากถึง 1,000 รายทั่วประเทศ รวมทั้ง ร่วมดำเนินการและผลักดันบทบาท สารวัตรเกษตร ให้มีความเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตรวจสอบปัจจัยการผลิตตามร้านค้าและสถานประกอบการ และหากพบ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีการปลอมแปลง หมดอายุ หลบเลี่ยงกฎหมาย ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งหมดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ ไททา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและบุคคลากรในกิจกรรมต่าง ๆ ด้านการฝึกอบรมและการเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกร และเชื่อมั่นว่า แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2562 จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีผ่านความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเกษตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป

ไททา ชูนวัตเกษตร ช่วยเกษตรกร สร้างอนาคตเกษตรกรรมไทย 0 6925

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา ประกาศความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนไทย ตั้งเป้าพัฒนาเกษตรกร เพิ่มผลผลิตร้อยละ 30 ด้วยนวัตเกษตร สร้างอนาคตใหม่เกษตรกรรมไทย

ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับสองของโลก และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศชั้นนำด้านเกษตรกรรม ดร.เซียง ฮี ตัน ผู้อำนวยการบริหาร ครอปไลฟ์ เอเชีย กล่าวในงานเปิดตัวสมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย “เกษตรกรไทย มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหาร ให้สามารถเลี้ยงดูประชากรทั้งในและต่างประเทศ ส่งเป็นสินค้าออก โดยภายในปี 2020 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีประชากรสูงถึง 60 ล้านราย ครอปไลฟ์ ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากร จึงพิจารณาเลือกประเทศไทยให้เป็น “ประเทศต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมสมัยใหม่” พร้อมที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อนำไปสู่การผลิตอาหารได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยว่า “ไททา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรด้านนวัตกรรมการเกษตรระดับโลก หนึ่งในสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของครอปไลฟ์ อินเตอร์เนชันแนล มีเป้าหมายหลักในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถผลิตผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อเป็นอาหารให้ประชากรโลก ด้วยนวัตเกษตรที่เหมาะสม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

โครงการแรกที่ได้ดำเนินการคือ โครงการรักษ์ผึ้งชันโรง ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรม รักษ์โลก เพื่อคน สร้างชุมชน” อันเป็นหนึ่งในโครงการ “รักษ์แมลงผสมเกสร” ซึ่งได้เริ่มโครงการในประเทศอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทย มีเกษตรกรเข้าร่วมมากกว่า 100 รายจากจังหวัดจันทบุรี สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึงร้อยละ 23 และกำลังขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ แพร่ และน่าน อีกด้วย

แผนการดำเนินงานระยะสั้น 2 ปี (2019-2020) ไททา จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่สู่ภาคการเกษตร ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและพืชเศรษฐกิจ อาศัยความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

“ไททา พร้อมที่จะเดินหน้าสู่อนาคตเกษตรกรรมไทยไปกับทุกภาคส่วน ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และนวัตเกษตรระดับโลกมาสนับสนุน เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับโลก “สร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร” และส่งเสริมยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป