“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” ลุยเปิดสาขาใหม่ บางกรวย-ไทรน้อย 0 5927

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) บุกตลาดย่านบางกรวย-ไทรน้อย ปักธงสโตร์ที่ 29 อัดงบหนักขยายโซนกรุงเทพฯ ตะวันตก หวังกระตุ้นยอดไตรมาส 4 รองรับความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านของลูกค้า ตอกย้ำแนวคิด “มาที่เดียวครบ จบ คุ้ม”

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปีนี้เราได้เปิดสาขาใหม่ บางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นสาขาลำดับที่ 29 ด้วยงบลงทุน 480 ลบ. บนพื้นที่ร่วม 7,000 ตร.ม. ภายในเทสโก้ โลตัส ซึ่งสาขานี้นับเป็นแห่งที่ 4 ที่ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส หลังจากเปิดที่ มหาชัย, นครสวรรค์ และแจ้งวัฒนะ

สำหรับนนทบุรีนับเป็นเมืองธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง มีการขยายตัวอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร แบ่งเป็น คอนโดฯ 397 โครงการ 142,686 ห้องชุด และบ้านจัดสรร 1,406 โครงการ 290,127 หลัง และยังมีโครงการใหม่ทุกเดือน เดือนละ 5-6 โครงการ และรัฐบาลได้มีการลงทุนสาธารณูปโภคหลายด้าน ทั้งทางหลวงพิเศษ ทางหลวงตัดใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา รถไฟฟ้าสายสีม่วง ขณะเดียวกันรถไฟฟ้าสายสีชมพูอยู่ระหว่างดำเนินการ มีเรือด่วนที่สามารถสัญจรไปยังกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี

บริษัทฯ จึงเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจ และเชื่อว่าสาขาใหม่นี้จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทั้ง บ้าน-คอนโด ลูกค้าบริษัท และกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่ย้ายเข้ามาทำงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสาขาบางกรวย-ไทรน้อย มีจุดเด่นทำเลที่ตั้งอยู่บนจุดตัดถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก และ ถนนบางกรวย- ไทรน้อย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ครบครันที่สุด (Transportation Hub) สามารถเชื่อมต่อทุกเส้นทาง เข้าด้วยกัน อาทิ รถไฟฟ้าสายสีม่วง, ถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก, ท่าเรือ, ทางด่วน และระบบขนส่งมวลชน เดินทางสะดวกเข้าออกได้หลายเส้นทาง”

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาบางกรวย-ไทรน้อย เปิดบริการอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิดจุดหมายใหม่แห่งเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ที่ครบครันใหม่ที่สุดในย่านนี้ ด้วยสินค้าที่ครบครันทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า หลากฟังก์ชันหลายดีไซน์ กว่า 10,000 รายการ บนพื้นที่ขนาด 7,000 ตร.ม. แบ่งเป็น 2 ชั้น ซึ่งชั้น 1 ประกอบด้วยสินค้าของแต่งบ้าน-ของใช้ภายในบ้าน, เฟอร์นิเจอร์-อุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บภายในบ้าน (Storage Solutions & Home Organization), “Baby Journey” เฟอร์นิเจอร์-อุปกรณ์และของใช้สำหรับเด็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า “POWER ONE” และโซนที่นอน “MATTRESS”

ส่วนชั้น 2 ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ แบรนด์ อินเด็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ (Index Furniture), วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ (Winner Furniture), ชุดครัว (Kitchen), ทีมดีไซน์เนอร์ (Designer Specialist) บริการออกแบบห้องด้วยโปรแกรม 3D, Home Service ครบทุกบริการสำหรับคนรักบ้าน และ ยูนีค (Younique) เฟอร์นิเจอร์ สั่งตัด 4.0 ซึ่งทำให้อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เป็น One Stop Shopping เรื่องบ้านอย่างครบวงจร สามารถตอบโจทย์สูงสุดทุกความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน มั่นใจจะสามารถทำยอดขายได้เฉลี่ย 17 ลบ. ต่อเดือน

สำหรับรายได้รวมของกลุ่มอินเด็กซ์ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 เท่ากับ 4,889.53 ลบ. หรือเพิ่มขึ้น +4.19% เทียบกับช่วง 6 เดือนของปี 2560 สัดส่วนยอดขายหลักมาจากการค้าปลีก 80% และจากสาขาใน หัวเมืองหลัก อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เพราะเป็นสาขาที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด มียอดบิลเฉลี่ยสูงถึง 18,000 บาทต่อบิล ส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑลยอดขายยังไปได้ดี เพราะรองรับกลุ่มลูกค้ามีรายได้ประจำ ขณะที่มีจำนวนสมาชิกบัตร JOY CARD ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ในไทยกว่า 1.1 ล้านราย โดยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“นอกจากแผนการขยายสาขาใหม่แล้ว กลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการ รวมถึงแคมเปญทางการตลาดจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีทั้งด้านสินค้าและบริการนั้น ปีนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้เปิด “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจ Customized Furniture 4.0 เพิ่มเติมในสาขาใหม่ บางกรวย-ไทรน้อย เป็นสาขาที่ 6 จากเดิมที่เปิดให้บริการแล้วที่สาขาพระราม 2, บางนา, เกษตร-นวมินทร์, ราชพฤกษ์ และรังสิต โดยมีแฟล็กชิพสโตร์ ที่ใหญ่ที่สุด คือ สาขาบางนา ด้วยพื้นที่ 900 ตร.ม. พร้อมเตรียมเปิดสาขาเพิ่มเติมในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักอีก 2 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสังคม 4.0 รวมทั้งมีแผนผนึกพันธมิตรอสังหาฯ ชั้นนำของไทยเสริมแกร่งต่อยอดธุรกิจ ชูจุดขายคุณค่าที่มากกว่าแค่ Personalize เพราะ Customize ปรับพื้นที่จาก 35 ตร.ม. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยเทียบเท่า 53 ตร.ม. จัดสรรพื้นที่ได้ทั้งแนวราบ แนวดิ่ง ด้วยการยืด ย่อ หด ขยาย ผ่านเทคโนโลยที่ละเอียดขั้นมิลลิเมตร รายเดียวในไทย ยืนยันจากเสียงลูกค้าจริงค่ะ”

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เฟ้นหานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ “โชว์ลูกคอหน้าจอทีวี” 0 4199

ซัมเมอร์นี้ Eliz Training Center ชวนคนมีไฟ หัวใจลูกทุ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีฝันและมองหาโอกาสในเส้นทางอาชีพนักร้องลูกทุ่ง ร่วมกิจกรรม แข่งขันร้องเพลง ลูกทุ่ง และ มีทแอนด์กรี๊ด กับ อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง จากรายการ มาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พ่วงดีกรีเจ้าของรางวัล “สุดยอดนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเซีย ปี 2” (AF2) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-11 เมษายน 2562 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน พร้อมชิงของรางวัลมากมาย และ โอกาสในการออกรายการทีวี แน่นอน!! วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน นี้ ที่ Jas Urban ศรีนครินทร์

โดยจะมีศิลปินชื่อดังผู้มีประสบการณ์ตรงกว่า 10 ปี ‘อ๊อฟ-ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ’ จาก รายการ มาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ร้องถล่มดาว พร้อมด้วย ‘ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ’ ผู้อำนวยการ สถาบันสอนร้อง-ดนตรี และเจ้าของรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขาเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม คุณครูสอนขับร้องจาก KPNสาขา Jas Urban ศรีนครินทร์ และ ‘คุณวิน อภิชิต รัตนพงษ์’ Executive Producer ค่ายภาพยนตร์ ดูท จะร่วมเป็นกรรมการการตัดสิน และให้ความรู้กับผู้เข้าแข่งขัน เพื่อความพร้อมสู่สายอาชีพนักร้อง

โดยงานนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการมากมาย  อาทิ ศูนย์การค้า Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบัน KPN สาขา Jas Urban ศรีนครินทร์, สถาบันสอนขับร้อง-ดนตรี โดย ครูปู ประภัสสร เทียมประเสริฐ, ค่ายภาพยนตร์ DUDE ครู วิน อภิชิต, The Wind Holiday hotel , PPL บริษัท พีพีแอล ซิสเต็ม จำกัด โทร 029070088 โดย นางพูนศรี ลิ้มวิวัฒน์กุลสถาบันติวTACK Team  โดย ครูหน่า โทร 083-8533321, เพชรการแว่น จังหวัดเพชรบุรี โดยคุณ ยุวดี โทร 032-426797

ไททา แนะพรรคการเมือง ชูนโยบายเกษตรปลอดภัย 0 6327

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แนะพรรคการเมืองไทย หยุดนโยบายประชานิยม ชี้ควรชูนโยบายหลัก เร่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม เน้นการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย พร้อมรุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไททา) เปิดเผยว่า รายได้จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดยมีพืชเศรษฐกิจนำรายได้เข้าประเทศมากมายหลายชนิด อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ทุเรียน มังคุด แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน และไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ควรจะเป็น

“ภาครัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทย เป็น ครัวของโลก แต่ ไททา กลับมองว่า ประเทศไทยจะต้องเป็น จุดศูนย์กลางของอาหารโลก ที่มีคุณภาพและพัฒนาให้เป็น แบรนด์ของประเทศ ในอนาคต ทั้งนี้ การบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เกษตรกร ปัจจัยการผลิต ระบบการเพาะปลูก การส่งเสริมและสนับสนุน จนถึงการตลาดและจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดนโยบายประชานิยม เพ้อฝัน หันมาพิจารณา แนวทางที่เป็นจริงและก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร อันเป็นรายได้หลักของประเทศ” ดร. วรณิกา กล่าว

สำหรับขอเสนอ 3 นโยบายหลักด้านการเกษตรที่อยากให้พรรคการเมืองนำไปชูเป็นนโยบายพรรค ได้แก่

1. เกษตรกรสร้างชาติ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ประสานร่วมกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม และรัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้จริง รวมทั้ง เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร ไม่ใช่ให้ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์มาบริหารหรือจัดการภาคเกษตร

2. เกษตรมาตรฐาน GAPใช้สารเคมีปลอดภัย ส่งเสริมความรู้การเกษตรมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในหลายประเทศใช้มาตรฐานนี้ในการกีดกันสินค้าจากไทย ปัจจุบัน ภาครัฐให้เกษตรกรใช้มาตรฐาน GAP โดยสมัครใจ ควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานหลักที่ทุกภาคเกษตรต้องปฏิบัติ และ

3. ราคากลางสินค้าเกษตร ปัจจุบัน ภาครัฐมีการกำหนดราคากลางสินค้าในหลายประเภท จึงอยากพิจารณาราคากลางสินค้าเกษตรบ้าง ตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทย คือ ยังหลงประเด็นกับการจัดการปัญหาที่ไม่ตรงจุด เรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ อาทิ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรระดับประเทศ ควรให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ กลับให้หน่วยงานอื่นที่ขาดความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลวิทยาศาสตร์มาตัดสิน หรือ การสร้างโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ควรพัฒนาเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้รับการยอมรับทั่วโลก ให้ความรู้เกษตรกรในการเพาะปลูกทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัย โดยใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน หากใครไม่ต้องการใช้สารเคมีก็มีแนวทางแนะนำ หากใครต้องการใช้สารเคมีก็มีวิธีการควบคุม เหมือนการทำงานของแต่ละคน บางคนขับรถ บางคนนั่งรถเมล์ บางคนนั่งรถไฟฟ้า บางคนเดินไปทำงาน ภาครัฐไม่สามารถบังคับให้ทุกคนนั่งรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การกำหนดแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย วันนี้” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป