ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี เนรมิตรสวนดอกไม้ 3 ฤดู บานสะพรั่งกลางศูนย์การค้า 0 7391

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ร่วมกับ ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลเมืองแจระแม จัดงาน A Sense of Flora : มหัศจรรย์สวนดอกไม้ เพื่อตอกย้ำการเป็นเซ็นเตอร์อ็อฟไลฟ์ ศูนย์การกลางใช้ชีวิตของจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานี และขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับสวนดอกไม้ 3 ฤดู พร้อมตลาดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และกิจกรรมอีกมากมาย

ภายในงานทุกท่านจะได้พบกับมหัศจรรย์สวนดอกไม้ 3 ฤดู ประกอบด้วย สวนฤดูฝน สัมผัสบรรยากาศใบไม้หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ใบมอญ ใบหางหมาก ต้นเดฟ ต้นเฟิร์น และทุ่งดอกกระเจียวสัญลักษณ์ของดอกไม้ฤดูฝน สวนฤดูร้อน สัมผัสความร้อนแรงด้วยโทนสีที่สดใสจากดอกกล้วยไม้ตัดช่อจากเชียงใหม่ หลากหลายโทนสี อาที สีส้ม สีเหลือง สีแดง สีม่วง สีชมพู และสวนฤดูหนาว กับดอกไม้สดนำเข้า อาทิ ดอกคาร์เนชั่นสีขาว ดอกแคสเปียร์ ผสมกับมอสจากธรรมชาติ ตกแต่งในโทนสีขาวและเทา พร้อมกิจกรรมอีกมากมาย ได้แก่

· การประกวดจัดดอกไม้ จากนักจัดดอกไม้ทั่วประเทศ ชิงถ้วยรางวัลและเงินรางวัลรวมกว่า 20,000 บาท

· การแข่งขัน แสดงความสามารถ Kid’s Fancy ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 15,000 บาท

· ตื่นตากับ Fashion Show นำทีมโดย ดาว และเดือน นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี และเหล่านายแบบ นางแบบชื่อดังในอุบลราชธานี

· ตลาดนัดจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ และของตกแต่งบ้านจากร้านค้าชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี

ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์ความงามในงาน A Sense of Flora ระหว่างวันที่ 12-17 กันยายน 2561 บริเวณ ชั้น 1 ลานอะควาเรียมและลานน้ำตกแสงจันทร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

สวนป๋วย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา สวนหลังคาลอยฟ้า” ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย 0 3281

อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย เนินเขากลางกรุง ผืนเกษตรชุ่มน้ำ แหล่งเรียนรู้การเพาะปลูกปลอดสาร และประชาธิปไตย บนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการแล้ว พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ครั้งที่1 บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับ 2 ของโลก รองจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า”  หรือ “Thammasart Urban Rooftop Organic Farm” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในการให้ความสำคัญกับเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “หนึ่งในนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน “Best Sustainable and Smart University” มุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย อีกทั้งยังให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” กอปรกับวาระที่ศาสตราจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ มีชาตะกาลครบ 100 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จึงได้สร้าง “อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี” หรือ “สวนป๋วย” ขึ้น เป็นอนุสรณ์แด่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์”

การออกแบบ สวนป๋วย มีความพิเศษเป็นตึกรูปตัว H ทางเดินขึ้นสี่ด้านอย่างเท่าเทียม สื่อนัยยะถึงภาพ คำว่า  Humanity สะท้อนปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมของธรรมศาสตร์ไว้ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีความเท่าเทียมเสมอกันของคนไทยทุกคน อยู่ภายใต้หลังคาที่เป็น พูนดิน สอดคล้องกับชื่ออาจารย์ป๋วย ในแนวคิดผืนดินไล่ระดับแบบเนินเขา ที่ทำให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ

สำหรับโครงการ“ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 200 ชีวิต ภายใต้การนำโดย รองศาสตราจารย์  เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ผศ. ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอาจารย์กชกร วรอาคม ร่วมกันปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวหอมธรรมศาสตร์ บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

“ทั่วทั้งพื้นที่ 100 ไร่ของสวนผักออแกนิคบนหลังคานี้ สามารถผลิตอาหารได้มากถึง 20 ตันต่อปี หรือ 133,000 มื้อต่อปี ส่งผลให้มีพืชและผักปลอดสารเคมีส่งตรงถึงจานข้าวนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมการเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอก สมุนไพร และอื่นๆ อันเป็นองค์ความรู้เด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริม “การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การบริหารจัดการ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพ ควบคู่ไปกับ การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการก่อสร้างอาคาร มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการขยะ รวมถึงการวิจัยและบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอน นำหลายสาขาวิชามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด”

ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สสส. มีภารกิจสำคัญคือ การขยายแนวความคิดเรื่อง พื้นที่สุขภาวะ อันเป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ที่ดึงดูดให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีเป้าหมายหลักคือการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ของผู้คนในโลกยุคใหม่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับทุกมิติของคำว่า สุขภาพ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเรียกรวมว่า สุขภาวะ แต่กายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชัดที่สุด สิ่งที่ สสส. ดำเนินการมี 3-4 องค์ประกอบที่ต้องทำ เช่น ควบคุมปัจจัยเสี่ยง อย่าง สุราและบุหรี่ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม นำมาซึ่งอุบัติเหตุ และส่งเสริมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึง การออกกำลังกาย ทั้งนี้ สวนป๋วย มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย ไร้สารเคมี และสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผนระบบเกษตรกรรมอินทรีย์ วิธีการเพาะปลูกไร้สารเคมี การเก็บเกี่ยวและจัดจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในศูนย์อาหารออแกนิค จนถึงการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยเพื่อนำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในเกษตรกรรมต่อไป ที่สำคัญแนวทางการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตยกรรมสอดคล้องกับแนวคิดพื้นที่สุขภาวะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อาจารย์กชกร วรอาคม หนึ่งในสามคนไทยที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Time ให้เป็น Time 100 Next สาขา นวัตกรระดับโลก หรือดาวรุ่งหน้าใหม่ของโลกที่มีอิทธิพลในสาขานวัตกรรม ท่ามกลางบุคคลต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ได้รับเลือกเพียง 100 คน ในฐานะผู้ร่วมออกแบบพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ความท้าทายของการออกแบบสวนป๋วย คือ การผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบและการบริหารจัดการทั้งระบบอย่างครบวงจรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม สังคม และสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะประเด็นระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ นับตั้งแต่ 1) การจัดสรรพื้นที่ 2) การออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ 3) การบริหารพันธุ์ไม้ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 สร้างแหล่งอากาศบริสุทธิ์ 4) การไล่ระดับพื้นที่เพาะปลูกแบบนาขั้นบันได ลดแรงปะทะ ช่วยชะลอการไหล่บ่าของน้ำฝนได้สูงถึง 20 เท่า ลดความเสี่ยงน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณรองรับน้ำฝน 5) การพัฒนาระบบจัดการน้ำหมุนเวียนพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดมีสระน้ำรองรับ 4 แห่งรอบอาคาร จุน้ำได้รวมกว่า 3 ล้านแกลลอน หรือประมาณ 13.5 ล้านลิตร ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ปั้มน้ำเข้าสู่ระบบ นำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำเพื่อการเพาะปลูก ลดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ พื้นผิวคอนกรีตของอาคารปกคลุมด้วยไม้นานาพันธุ์ จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในอาคารลงได้ 3-4 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิภายนอกในบริเวณพื้นที่สีเขียวได้มาถึง 7 องศาเซลเซียส ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศ อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับข้อมูลและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 083-331-6000 ไลน์ pueypark หรืออีเมล puey100.tu@gmail.com

เกี่ยวกับอุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี หรือ สวนป๋วย
อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ประกอบด้วย ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่ Co-Working Space ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงงานคอนเสิร์ต ขนาด 630 ที่นั่ง ศูนย์อาหารออร์แกนิค และพื้นที่กิจกรรมเอนกประสงค์ (Amphitheatre) เพื่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายนามผู้ร่วมออกแบบและก่อสร้าง
ภูมิสถาปัตยกรรม โดย LANDPROCESS
ออกแบบสถาปัตยกรรม โดย สถาบันอาศรมศิลป์
ออกแบบตกแต่งภายใน โดย DIMENSIONAL INTERPRETATION
วิศวกรรมโครงสร้าง โดย Degree System Co., Ltd
วิศวกรรมงานระบบ โดย TPM Consultants Co.,Ltd
ออกแบบกราฟฟิก โดย Be Our Friend
บริหารงานก่อสร้าง โดย CM49

บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นำทีมพิธีกรช่อง 9 โปรโมทผ้าไทย ใส่ยังไงให้อินเทรนด์ ดีไซน์เก๋ไก๋ใส่ได้ทุกวัน 0 6217

ใครจะคิดว่าผ้าไทย ไม่ใช่แค่ผ้าถุงผ้าไหมรุ่นคุณย่ารุ่นคุณยายอีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวนี้เราจะเห็นบ่อยๆ ว่า เหล่าบรรดาดารา บล็อกเกอร์ หรือยูทูบเบอร์ ก็หันมานำผ้าไทยมามิกซ์แอนด์แมตซ์กันแบบสุดยอด ดีไซน์เริ่ดๆ เชิ่ดๆ สู้รันเวย์แบรนด์หรูระดับโลกได้เลยทีเดียว

ล่าสุดกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมมือกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ “อนุรักษ์ผ้าไทยและรณรงค์ร่วมสวมใส่ผ้าไทย” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง โดยมีดารานักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ร่วมแท็คทีมนำเทรนด์ชวนกันมาใส่ผ้าไทย ใส่ยังไงก็เกร๋ไก๋สไลเดอร์สวยชิคๆ หรือ จะลุคแน่นๆ วันทำงานได้ฟิลลิ่งหล่อสมาร์ท “ปลุกกระแสอนุรักษ์ผ้าไทย” ใส่แล้วไม่แก่ ไม่เชย

งานนี้พี่บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พิธีกรและนักแสดง ออกมาเล่าความประทับใจเมื่อครั้ง ถวายงาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า หลังจากได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ก็มีโอกาสถวายงาน โดยสวมใส่ฉลองพระองค์ชุดผ้าไทยภายในงานแฟชั่นโชว์ ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ในขณะนั้นได้เห็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน พระองค์รับผลงานผ้าที่ชาวบ้านนำมาถวายตลอดทั้งวัน จากนั้นจะทรงงานประชุมกับผู้เกี่ยวข้องแล้วเข้าบรรทม 04.00 น. แล้วทรงตื่นบรรทม 07.00 น. มาทรงงานกับชาวบ้าน ช่างทอผ้าในชุมชน

ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้น บุ๋ม ตั้งใจว่า เราในฐานะคนไทยคนนึงพอจะทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นเวลาทำงานในวงการบันเทิง บุ๋มยินดีสวมใส่ผ้าไทยทุกแบบ แล้วส่วนตัวบุ๋มก็ชอบผ้าไทยอยู่แล้ว ใครที่ติดตาม IG ของบุ๋มจะเห็นว่า เวลาที่ไปต่างประเทศ จะนำผ้าไทยมากออกแบบไว้สวมใส่ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่ผ้าไทยไปเที่ยว ชาวต่างชาติมักจะเข้ามาขอถ่ายรูปและสอบถามถึงความสวยงามของผ้าไทย เป็นการโปรโมทประเทศไทยไปในตัว ส่วนตัวมองว่า ผ้าไทยไม่ใช่เรื่องเชย หรือใส่แล้วแก่ ปัจจุบันมีการออกแบบที่ทันสมัยใส่ได้ทุกวันจริงๆ จะสวมใส่กับรองเท้าผ้าใบชิคๆ เก๋ๆ ก็ได้ หรือจะใส่เป็นแจ็คเก็ตก็สวยไม่ตกเทรนด์

สำหรับใครที่ชอบผ้าไทยก็สามารถหาซื้อมาออกแบบเป็นสไตล์ของตัวเองได้ไม่อยาก เดี๋ยวนี้มีทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขายในโซเชียลมีเดีย และช่องทางออนไลน์ ที่สำคัญทางกระทรวงวัฒนธรรม ก็เป็นอีกหน่วยงานที่พัฒนาผ้าไทยให้ไปไกลถึงเวทีแฟชั่นโลก ด้วยการพัฒนาผ้าจากแต่ละท้องถิ่นมาผสานกับออกแบบของดีไซน์เนอร์ที่ทันสมัยและมีช่องทางการขายทำตลาดทางออนไลน์ด้วย

ส่วนใครที่เป็นแฟนๆ ผ้าไทย ตามไปชม สารคดีเรื่อง “ผ้าไทยในแต่ละท้องถิ่น” จำนวน 12 ผ่านทางช่อง 9 MCOT HD 30 โดยออกอากาศในรายการ ข่าวภาคค่ำ เวลาประมาณ 19.30 – 20.50 น.และ Facebook, YouTube ของสำนักข่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 24กันยายน- ธันวาคม 2562