ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง TWO WHEELS แห่งเอเชีย 0 7542

เอกชนไทยและต่างชาติ ลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย จัดงาน ทู วีลส์ เอเชีย หรือ TWO WHEELS ASIA 2019 ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ บริษัทชั้นนำระดับนานาชาติด้านการจัดงานนิทรรศการแสดงสินค้า การประชุม และสัมมนา ในกลุ่มประเทศ CLMV เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของเอเชียมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการจราจร การขยายตัวของชุมชนเมือง และปัญหามลภาวะ ทำให้พาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า กลายเป็นรูปแบบการเดินทางที่กำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

ในปี 2017 ที่ผ่านมา ตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์ของโลก มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศไทยมีการส่งออกสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองจากประเทศจีนซึ่งมีการส่งออกเป็นดันดับ 1 ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 2 ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับ 3 ได้แก่ประเทศเยอรมัน มีมูลค่าการส่งออกรวม 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ หากนับรวมเฉพาะกลุ่มประเทศ ตลาดเอเชียมีการส่งออกมอเตอร์ไซค์คิดเป็นอัตราร้อยละ 60 ของตลาดการส่งออกมอเตอร์ไซค์โลก

นอกจากนี้ ในปี 2018 คาดการณ์ว่า จะมีการผลิตมอเตอร์ไซค์ออกจำหน่ายทั่วโลกรวมกว่า 132.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มประเทศผู้ใช้งานหลักจะอยู่ในทวีปเอเชีย อาทิเช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMVT โดยสินค้าที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนในการผลักดันการเติบโตของตลาด ได้แก่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฮบริด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์

โดยเฉพาะกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในเอเชีย คาดการณ์ว่า จะเข้ามามีส่วนแบ่งการครองตลาดรวมกว่า 85% คิดเป็นมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.9% ภายในปี 2025 โดยเหตุผลสำคัญมากจาก ความต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ คือ แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมการส่งอาหารสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นพาหนะหลัก

สำหรับประเทศไทย มีการผลิตมอเตอร์ไซค์และส่งออก คิดเป็นร้อยละ 15 ของการผลิตทั้งหมด ในด้านของผลิตภัณฑ์ และรุ่นสินค้า มอเตอร์ไซค์ในรูปแบบ Moped หรือ มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตลดลงเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ในขณะที่ มอเตอร์ไซค์เพื่อการกีฬาและการแข่งขันที่มีขนาดใหญ่ กลับมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4-5% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง โดยทิศทางการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากมอเตอร์ไซค์ประกอบสำเร็จ (Completely built-up หรือ CBU) ไปสู่รูปแบบการส่งชิ้นส่วนเพื่อไปประกอบในประเทศผู้ใช้งาน (Completely knocked-down หรือ CKD)

ตลาดจักรยานโลก คาดว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดจักรยานจะมีมูลค่ากว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 37% โดยจักรยานไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตของกลไกตลาดจักรยานโลก มีส่วนแบ่งตลาดที่ 38% มูลค่าตลาด 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2024

สำหรับตลาดจักรยานในประเทศไทย คาดว่าปัจจุบันมีมูลค่าตลาดลดลงเหลือเพียง 5,000-5,500 ล้านบาท โดย 80% ของมูลค่าตลาดเป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่เหลือเป็นการผลิตและส่งออกจากโรงงานในประเทศไปยังกลุ่มประเทศในแถบยุโรป โดยปัจจุบันผู้นำเข้าจักรยาน รวมถึงผู้ประกอบการที่มีตราสินค้าเป็นของคนเอง เริ่มหาช่องทางการกระจายสินค้าและให้ความสำคัญกับตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม โดยใช้ความได้เปรียบด้านเขตพื้นที่การขายและสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดด้านอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 240 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตของหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังถือเป็นกลุ่มประเทศที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

สำหรับการจัดงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ในครั้งนี้ เป็นการจับมือร่วมกันระหว่าง บริษัท Global Exhibition and Convention Service จำกัด ประเทศไทย และ บริษัท AVANZA จำกัด ประเทศไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานจาก สถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล (เครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) Bicycle United Magazine Asia และ Cycling Malaysia Magazine เพื่อยกระดับภาคการผลิต-การส่งออกอุตสาหกรรมพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าของประเทศไทย อาทิเช่น มอเตอร์ไซค์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์-สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า , จักรยาน-จักรยานไฟฟ้า รวมถึง อะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง จนถึงบริการด้านการดูแลรักษา การซ่อมแซม ให้กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าเชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งภูมิภาคอีกด้วย เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ บริษัทฯ จึงจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเดินทางโดยพาหนะสองล้อและพาหนะไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

สำหรับงาน TWO WHEELS ASIA 2019 หรือ งานแสดงสินค้าและสัมมนาธุรกิจพาหนะสองล้อ และพาหนะไฟฟ้าแห่งเอเชีย ประกอบไปด้วย กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงงานมากกว่า 150 บริษัท มีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 คน จากทั่วโลก สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

ภายในงานดังกล่าว ยังมีส่วนสัมมนาระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันการเดินและการจักรยานไทย (TWCI) สมาชิกภายใต้ European Cycling Federation ในหัวข้อต่างๆ อาทิเช่น “Sustainable Development Goals & Sustainable Transport in Asia and Thailand” หรือ “I am not SUPERHERO, But I Can SAVE LIVES” หรือ “Stop Global Warming”

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมแสดงงาน กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาทิตย์ สองจันทึก ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด โทร. 02-0263583 หรือ อีเมล artit@gecsasia.com หรือ www.twowheelsasia.com

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ร้อง รมต.เกษตร เร่งช่วยเหลือด่วน 0 2574

เกษตรกรกลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำเนินการอย่างจริงจัง หันมาช่วยเหลือเกษตรกร หยุดนโยบายประชานิยม

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าสู่ตลาดราชการ เพื่อให้สินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น การนำยางมาแปรรูป เป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หรืออื่น ๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส นั้น รัฐควรแนะนำให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดีกว่าการยกเลิกใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรม เสียหายหลายแสนล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ

ด้านเกษตรกรกลุ่มอ้อย กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาอ้อยตกต่ำ จากเดิมเฉลี่ยตันละ 1,000 บาท เหลือเพียง 700 บาท ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตที่หายไปกว่าร้อยละ 30 และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวการแบนที่มีมาเป็นระลอก จนมาถึงข้อสรุปจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้มีการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อย 2 แสนครอบครัว กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาถึงข้อเท็จจริงของสารเคมีดังกล่าว โดยอ้างอิงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเป็นหลัก รวมทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีสารใดมาทดแทนการใช้สารเคมี พาราควอต ได้ในประสิทธิภาพและราคาที่เท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกัน นายสมบัติ ศรีจันทร์รัตน์ ประธานกลุ่มเกษตรมันแปลงใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมและสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถเก็บข้อมูลได้ แต่เกษตรกรเสียเวลาในการไปอบรมและเตรียมตัวเข้ารับการสอบ รวมทั้ง เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของภาครัฐ ในความเป็นจริง การจัดอบรมเกษตรกรเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว หลายรายมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐออกนโยบายมาแล้ว เกษตรกรยินดีทำตามและให้ความร่วมมือ แต่อยากให้เห็นใจและช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มด้วย

ท้ายที่สุด ประเด็นพรรคฝ่ายค้านได้สอบถามความคิดเห็นภาคประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร และมองว่าจะแบนสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอตนั้น กลุ่มเกษตรกรอ้อย ยางพารา และมันสำปะหลังต่างเห็นพ้องว่า หากพรรคฝ่ายค้านเองต้องการทำงานเพื่อปากท้องของประชาชนจริงและให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้  ต้องลงมาถามความเห็นเกษตรกรจำนวน 12 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบหากมีการห้ามใช้สารพาราควอต เพื่อให้ได้รับข้อมูลรอบด้าน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรทันที 

ชวนชมพลังเยาวชนรุ่นใหม่ ประกวด ต้นแบบบริหารกายหน้าเสาธง 0 3436

กรมพลศึกษา ขอเชิญชมการประกวด ต้นแบบบริหารกายหน้าเสาธง ประจำปี พ.ศ. 2562 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิล์ด โซน C วันที่ 15-16 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่เวลา 16.00 เป็นต้นไป

ร่วมเป็นกำลังใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ พลังสร้างสรรค์ ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิล์ด โซน C วันที่ 15-16 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่เวลา 16.00 เป็นต้นไป